วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

องครักษ์พิทักษ์ปลวก

“ในทางจิตวิทยาของอาชญากรนั้น คนที่ต้องการยกเลิกกฎหมายใด แสดงว่าเขาอยากทำผิดกฎหมายนั้น เช่น คนที่ต้องการยกเลิกกฎหมายฆ่าคน แสดงว่าเขาอยากฆ่าคนโดยไม่มีกฎหมายห้าม”
         ข้อความ “โดนใจ” ข้างต้น ผมยกมาจากบทความเรื่อง “คณะนิติราษฎร์..ผลไม้พิษของฮิตเล่อร์??” ของ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่ออกมาโต้แย้งกับแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเสนอให้ลบล้างผลพวงของการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ทั้งพ่วงเอาข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวญกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หรือที่เรียกกันว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ไว้ด้วย และข้อความที่ผมยกมาก็คือการตีตรงเข้าประเด็นนั้น
Credit : http://www.flickr.com/photos/waterbug49307/5507017226/
         ที่ต้องใช้คำว่า “โดนใจ” ก็เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนที่เขียนถึงกระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. .... ในบทความเรื่อง “See Through” ลงคอลัมน์นี้ (“สีสัน” ปีที่ 22 ฉบับที่ 9) คนที่ไม่ได้เรียนมาทางกฎหมาย (อย่างผม) ก็ขมวดด้วยคำถามว่า “คนประเภทไหนกันที่ขยายความกฎหมายฉบับหนึ่งให้แลดูน่ากลัวเกินจริง คนประเภทไหนกันที่ปั่นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้คนกลัวเพื่อเป็นแนวร่วมคัดค้าน คนประเภทไหนกันที่ใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ (และไม่อยากรู้) ทางกฎหมายของประชาชนทั่วไปในการบิดเบือนความจริง คนประเภทไหนกันที่แอบวาระซ่อนเร้นไว้ใต้เสื้อคลุมของสิทธิเสรีภาพ”         
         ซึ่งคำตอบที่ผมแน่ใจว่ารวมอยู่ด้วยแน่ๆ ก็คือ (กลุ่ม) คนที่รู้ว่ากำลังทำผิดตามมาตรา 24 (1) อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และผมเชื่อว่าเป็นประเด็นหลักของการคัดค้าน เพียงแต่ถูกคลุกเคล้าเอาไว้กับประเด็น “หาพวก” อื่นๆ
         ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ในความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกลุ่มคนที่เวียนหน้ากันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไข และ/หรือ ยกเลิกมาตรา 112 เมื่อเรามองผ่านม่านมายาของวาทกรรมทั้งมวล มันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาได้แทงทะลุเข้าไปด้วย “จิตวิทยาอาชญากร” นั่นเอง
         ซึ่ง ดร.ทวีเกียรติ ได้ขยายความต่อว่า
         “คนที่อยากได้ทรัพย์บุคคลอื่น ก็คงต้องการให้ยกเลิกกฎหมายลักทรัพย์
         ผมเองยังอยากให้ยกเลิกกฎหมาย ข่มขืนกระทำชำเราเลย !!!
         อย่างไรก็ตาม กฎหมายถึงจะมีโทษแรงแค่ไหน  
         ผู้ที่ไม่คิดจะทำผิดกฎหมาย ย่อมไม่เดือดร้อน  
         พวกท่านทั้ง 7 เดือดร้อนมากใช่ไหม?  
         มาตรา 112  เป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำ แสดงว่าคนที่ขอให้ยกเลิก อยากใช้คำหยาบ จาบจ้วง จริงๆ ผมแนะให้ว่า ถ้าคันปากอยากด่านักใคร แต่กลัวผิดกฎหมาย ก็ให้ด่าคนที่อยู่ในบ้านของกลุ่มนิติราษฎร์นั่นแหละ ด่าเข้าไปเถอะ กฎหมายไม่เอาโทษ เพราะคนที่อยู่นอกบ้านของคุณไม่มีใครเขานับถือคนในบ้านของพวกคุณ 
         หากด่าตัวเองได้ยิ่งดีใหญ่ ไม่ผิดกฎหมาย  
         และจะให้ผมช่วยด่าหรือช่วยคิดหาคำด่าให้ก็ยินดี  
         ครบถ้วน ได้ใจความนะครับ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองไว้ดูใหญ่โตว่า “คณะนิติราษฎร์” นั้น ไม่ว่าจะใช้วาทกรรมอำพราง หรืออ้างหลักวิชาการจำแลง อย่างไร สุดท้ายก็สลัดไม่หลุดจากข้อเท็จจริงที่ว่า สุดปลายทางข้อเสนอของพวกเขานั้นเอื้อต่อประโยชน์สูงสุดของใคร?
         และต้องการโค่นล้ม-ทำลายอะไร?
         ในเชิงวิชาการและหลักกฎหมาย ผมเชื่อว่าทุกแง่มุมที่เสนอมา นักกฎหมายด้วยกันเขาโต้แย้งได้หมด เหมือนอย่างที่ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ ได้ใช้บทความเรื่อง “สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน” หักล้างอย่างสุภาพต่อข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นการ “นำสิ่งที่ไม่ควรเทียบกันมาเทียบกันประหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่เทียบกันได้ หรือแสดงความเห็นโดยไม่ชี้แจงให้ชัดว่าเป็นความเห็น แต่ทำให้คนเชื่อไปว่าเป็นความรู้โดยมิได้ตั้งแง่คิดให้ผู้อ่านได้ไตร่ตรองอย่างแจ่มชัด”  ซึ่ง “อาจชวนให้เกิดความหลงทาง หรือเกิดไขว้เขวทางความคิดแก่คนหมู่มากจนยากจะแก้ไข เป็นสิ่งที่นักวิชาการพึงระวัง”
         แต่ก็นั่นแหละ เมื่อจะเอาชนะคะคานกันเสียอย่าง กระบวนการตอบโต้แบบแถไถไปมาก็ทำหน้าที่สร้างวาทกรรมของมันไป เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการ ไม่ใช่ความถูกต้องทางวิชาการ แต่เป็น “วาทกรรม” ที่จะให้เอาไปพูดถึงได้ ใช้อ้างได้ ไปขยายผลได้ โดยคนที่พร้อมจะเชื่อ คนที่พร้อมจะทำหน้าที่สื่อความต่อไป ซึ่งสุดท้ายเมื่อโต้แย้งอะไรไม่ได้แล้ว ก็จะกลับมาตรงจุดที่ว่า “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน”
         แล้วผลักดันให้ทุกคนที่โต้แย้ง ทุกคนที่เห็นว่าการยึดอำนาจสามารถสถาปนาอำนาจรัฐาธิปัตย์ขึ้นมาได้ เป็นพวกสนับสนุนรัฐประหาร ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย โดยลืมไปว่า ด้วยหลักคิดแบบนี้ ทุกประเทศในโลกที่ให้การรับรอง คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก็จะกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนการทำรัฐประหารและต่อต้านระบอบประชาธิปไตยกันไปหมดทั้งโลกเลยทีเดียว
         แล้วยังไง?
         เพราะมุมคิดแบบนี้ก็เอาไปผลิต “วาทกรรม” ได้ ถ้าอยากทำ และวาทกรรมก็จะกลายเป็นกรรมที่ไม่มีวันจบ ตราบเท่าที่สมองของคนขาดแล้วซึ่งสำนึก
         ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเข้าใจได้ที่ ดร.ทวีเกียรติ เขียนบทความตอบโต้กับ “กลุ่มผู้ออกแถลงการณ์ทั้ง 7” ด้วยท่าทีที่ไม่ป็นวิชาการ และเหมือนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพูดจาด้วยหลักการและเหตุผลกับคนเหล่านี้อีก
         ลองดูความอีกตอนหนึ่ง
         “ก่อน 19 กันยา กลุ่มนิติราษฎร์ ไปอยู่ที่ไหนกัน ถึงไม่รู้ว่า ความขัดแย้งมีมาก่อน 19 กันยายน 2549 และก่อน 14 ตุลาคม 2516 ด้วยซ้ำ และประเด็นที่ขัดแย้งทั้งหลายมีประเด็นเดียวเท่านั้น คือ คนในรัฐบาลที่ทุจริต หรือสงสัยว่าทุจริต หรือแม้พิสูจน์แล้วว่าทุจริต แต่ยังมีอำนาจลอยนวล ลอยหน้าอยู่ได้ โดยไม่มีใครสามารถนำพวกเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ คือไปไม่ถึงศาล โดยเหตุที่ ถูกแทรกแซงในทุกๆ ทาง
         ฝ่ายบริหาร ตำรวจ อัยการ กกต.ถูกแทรกแซงตั้งแต่กระบวนการแต่งตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหลายก็พึ่งไม่ได้ ลามปามไปถึงตุลาการเกือบทุกชั้นศาล ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม  ถุงขนม ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ว่อนไปหมด คณะวรเจตน์ ไม่รับรู้ ไม่รับเห็นเลยหรือไร ?” 
         เป็นคำถามเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม ที่นิติราษฎร์ไม่มีวันตอบได้กระจ่างใจตัวเอง ถ้าในสมองยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีแม้เพียงสามัญธรรมดา
ดร.ทวีเกียรติ เป็นอาจารย์วิชากฎหมายร่วมสถาบันเดียวกันกับ “คณะวรเจตน์” เคยสวนทางความคิดกันมาหลายกรรมต่างวาระ
         สิ่งที่นิติราษฎร์นำมาขายใหม่ หลายแง่หลายมุมก็เคยผ่านการวิวาทะกันมาแล้ว ถูกหักล้างมาแล้วอย่างเช่นหลักนิติรัฐที่อ้างกันมาก อ้างกันเสมอ เช่นในคราวที่ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับพวก ออกมาโต้แย้งคำพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค ดร.ทวีเกียรติก็เคยเขียนบทความเรื่อง “หลักนิติรัฐกับคนเนรคุณ” อรรถาธิบายเอาไว้อย่างหมดจด
         “การที่ยึดถือหลักนิติรัฐต้องทำโดยมีจิตวิญญาณที่จะปกป้องนิติรัฐด้วย โดยต้องมองให้รอบรู้ให้ทั่ว หากเห็นไม่รอบ กอดแต่หลักไว้อย่างเดียวไม่ดูว่ามดแทะ ปลวกทะลวงหลักจนปรุพรุนเป็นโพรงอยู่ข้างในไปหมดแล้วยังพร่ำเพ้อว่าหลักยังดีอยู่ ทั้งๆ ที่รู้และโวยวายให้ใครก็ได้เข้ามาแก้ไข แต่พอมีคนจะไปช่วยพยุงซ่อมแซม โดยเอามด ปลวกออกจากหลัก โดยที่เขาก็เมตตาไม่ฆ่ามด ปลวกเท่านั้น เพียงแต่ขอกวาดออกจากหลักไม้ไปชั่วคราว เพื่อซ่อมแซมหลักให้มั่นคงแล้วจะเชิญให้มด ปลวกเหล่านี้มากัดกินกันใหม่เท่านั้น
         คนที่อ้างว่าตนพิทักษ์หลักนิติรัฐเหล่านี้ก็ยังคงกอดหลักขวางกั้นออกหน้าปกป้องมด ปลวก ไม่ให้ใครไปแตะต้องมด ปลวกเหล่านั้น โดยคิดว่าเป็นการปกป้องสิทธิของมดและปลวกเหล่านั้นตามหลักนิติรัฐอยู่
         แทนที่จะเป็นการบำรุงรักษา กลับเป็นการช่วยทำลายหลักนิติรัฐทางอ้อม
         ไม่เห็นแม้กระทั่งพวกปลวกๆ ทั้งหลายกำลังนั่งหัวเราะเยาะพวกกำจัดปลวกที่ทะเลาะกันเอง
         เท่ากับเนรคุณหลักนิติรัฐเสียเอง
         ความเห็นของพวกเขาเหล่านี้ จึงเป็นการ "เห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่า"
         ป่าไม้ถูกทำลายลงทุกวัน ท่านเหล่านี้ก็รู้อยู่ เรียกร้องให้ช่วยกันปราบพวกตัดไม้ทำลายป่า
         แต่พอเขาจะไปจับคนตัดต้นไม้ ท่านเหล่านี้ก็ออกขวางกั้น โดยอ้างว่า ชาวบ้านตัดต้นไม้ต้นสอง ต้น ไม่เสียหาย ต้องคุ้มครองให้เขาอยู่กินได้
         ท่านเหล่านี้จึงเห็นแต่คนตัดไม้ทีละต้น แต่ไม่เคยเห็นคนทำลายป่า
         หารู้ไม่ว่าคนเหล่านั้นตัดทีละต้น เป็นร้อย เป็นล้านต้นแล้ว
         ฉันใดก็ฉันนั้น เราจึงไม่สามารถดำเนินการกับคนทำลายหลักนิติรัฐได้เสียที ด้วยฝีมือของคนที่คิดว่าตนเป็นคนพิทักษ์อนุรักษ์หลักนิติรัฐ แต่มองไม่เห็นปลวกที่กำลังกัดกิน และทำลายหลักนิติรัฐที่เขาบูชาอยู่ตำหูตำตา
         ดังนี้ แทนที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์หลักนิติรัฐ
         กลับกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์ปลวกไปเสียนี่!!!
         หลักนิติรัฐจึงถูกเนรคุณด้วยสายตาที่คับแคบเช่นนี้เอง”
จากตอนนั้นถึงวันนี้ ผมเริ่มสงสัยว่า องครักษ์พิทักษ์ปลวกกลายพันธุ์ไปเป็นปลวกเสียเอง ก็ได้ด้วย?
#
5  ตุลาคม  2554
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554)

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

Lawyers, Guns, Money & Media

เหมือนๆ จะแพ้ แต่ไม่แพ้
            กรณีเทคโอเวอร์หนังสือพิมพ์มติชน อาจจะยุติลง(ชั่วคราว) ตามที่สื่อส่วนใหญ่รายงานว่า กู๋” (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) ยอมถอย เพราะกระแสคัดค้านต่อต้านรุนแรงเกินกว่าที่คิดกันไว้ (ใครจะช่วยกันคิดบ้าง ถ้าอยากรู้ไปถามกู๋เอาเอง) แต่การคงหุ้นไว้ในสัดส่วน 20 เปอร์เซนต์ ไม่ได้แปลว่ากู๋ มาแว้ววว ไปแว้วววอย่างที่แปะไว้ตรงการ์ตูนมุมล่างปกมติชนสุดสัปดาห์
            ต่อให้กู๋เอาเงินมาซื้อหุ้นเก็บเอาไว้เฉยๆ ตามประสาคนที่อยากเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์มานาน แต่สัดส่วนหนึ่งในห้าก็ไม่น่าจะทำให้คนมติชนทำงานได้อย่างเป็นสุข และสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยังน่าจะทิ้งร่องรอยความคลางแคลง-ระแวง-สงสัยเอาไว้ให้คนมติชนด้วยกันเองพอสมควร
            อย่างน้อยๆ จากปากของวงในแกรมมี่บางคนที่บอกคล้ายๆ กันว่า กู๋คุยกับพี่ช้าง (ขรรค์ชัย บุนปาน) แล้ว ถึงได้นัดจะไปแถลงข่าวที่มติชน แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” (แปลว่าถ้าอยากรู้ไปถามพี่ช้างเอาเอง) แล้วคำพูดแบบนี้ถ้าล่องลอยมาถึงหูคนอย่างผมที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ซุกตัวอยู่แต่ในถ้ำได้ มันก็คงเข้าหูใครๆ มาเยอะแล้วแหละ
            ข่าวที่ลือกันในตลาดหุ้นว่ามีการใช้ข้อมูลอินไซเดอร์แอบซื้อขายทำกำไร ก็ช่วยตอกย้ำความเคลือบแคลงอีกทาง จนสุุดท้ายแล้ว ถึงจะต่อต้านการยึดครองสื่อกันไป แต่เรื่องทำนองนี้ที่ยังเป็นติ่งคาใจคนไม่ได้ถูกเคลียร์ไปกับการแถลงข่าวร่วมของคนรุ่นลูกรุ่นหลานนามสกุลบุนปานกับดำรงชัยธรรมแต่อย่างใด
            งานนี้ จึงอาจสรุปได้ว่ามติชนเสียหายไม่น้อยกว่าแกรมมี่ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างที่เพื่อนรักผมออกปากว่า กู๋นี่ร้ายจริงๆ  จับอะไร ship หายหมด” (คำว่า ร้ายในที่นี้หมายความตามคำ ส่วนคำว่า ‘ship’ เป็นคำสุภาพ) อย่างน้อยๆ พี่ช้างซึ่งควรจะอยู่สบายๆ ได้แล้ว ก็เดือดร้อนต้องหาเงินมาซื้อหุ้นคืนในราคาแพงอีกต่างหาก ถึงจะได้ใจได้แนวร่วมมาท่วมท้น แต่นั่นก็แค่การศึกเฉพาะหน้า นับจากนี้ไป บทบาทท่าทีของมติชนจะถูกจับตาอย่างระแวดระวัง มีคนบอกว่า ไม่ว่าใครจะให้เครดิตความน่าเชื่อถือของมติชนไว้ที่ระดับไหน จากนี้ไปมันจะไม่เท่าเดิม
            ข้างฝ่ายกู๋ อย่างมากก็แค่เสียฟอร์มไปบ้าง ส่วนเรื่องถูกถล่มด่านั้น คนที่(พยายามจะ)รู้ใจกู๋ เอาใจช่วยว่า แกคงชินน่ะ ก็โดนมาตั้งแต่ซื้อลิเวอร์พูล จนถึงเพลงชาติหกเวอร์ชั่นแล้วนี่
ระดับบรรณาธิการของมติชนเคยพูดถึงกู๋ว่า ไม่มีหัวนอนปลายเท้าในวงการนี้ (แล้วจะมาทำหนังสือพิมพ์ได้อย่างไร) ซึ่งถูกใจสะใจกองเชียร์เป็นอันมาก แล้วก็คงคิดกันแบบนี้กระมัง ถึงได้เชื่อว่าการเข้ามา กว้านซื้อหุ้นของกู๋ เป็นเพียงโนมินีของใครคนหนึ่ง-คนนั้น
            คนเรามีหัวนอนมีปลายเท้ากันทุกคน ยิ่งเป็นหัวนอนปลายเท้าของกู๋  ทั้งคนมติชนเอง และแฟนานุแฟนของเครือมติชน ยิ่งต้องทำความรู้จักโดยพลัน
            ผมคงไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกได้ว่ารู้จักหัวนอนปลายเท้ากู๋ แต่ถ้าเราออกไปให้พ้นกระแสข่าวบนสื่อสิ่งพิมพ์ในช่วงที่ผ่านมา จะรู้ว่าหัวนอนปลายเท้าของกู๋นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองข้ามหรือหมิ่นแคลน คนในวงการเงินยังมองยังเชื่อว่า ก็แค่ความพยายามแตกขยายธุรกิจธรรมดาๆ ของคนมีเงิน คนในธุรกิจดนตรีและอุตสาหกรรมบันเทิงซึ่งเป็นคู่แข่งแท้ๆ ก็ยังเห็นเป็นการซื้อหุ้นถือหุ้นธรรมดา ไม่น่าจะมีเบื้องหลังเบื้องหน้าอะไร ส่วนแฟนเพลงแกรมมี่ (ซึ่งคนในแกรมมี่เองเรียกว่า สาวก”) ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
            เหล่านี้ ถ้าจะเรียกกันตามภาษานิยมว่า ต้นทุนกู๋ก็มีอยู่พอสมควร อาจไม่เท่าคุณพี่ช้าง ไม่เท่าความเป็นสถาบันของมติชน แต่ก็ไม่น้อยกว่าหลายๆ คนที่ออกมาพูดจาว่ากู๋แรงๆ เป็นอันขาด
            แล้วกู๋เรียกคะแนนตีตื้นได้พอประมาณจากคนที่ไม่อยู่ในกระแส จากคนไม่ศรัทธาหนังสือพิมพ์ เมื่อยอมถอยและขายหุ้นส่วนที่เกิน 20% คืนในราคา(ที่บอกว่า)เท่ากับที่ซื้อมา
            สมมติว่า ถ้ากู๋ทำตัวนิ่งๆ  ไม่ข้องเกี่ยว ไม่แทรกแซง แต่อาจจะขออะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง เป็นการ ส่วนตัวกับใครสักคน บางคน ที่พูดจากันได้ สักพักสาธารณชนก็อาจจะคล้อยตามว่า เออ ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย ตื่นตูมกันไปเองแต่ในขณะเดียวกัน เมื่อราคาหุ้นมติชนถอยกลับไปอยู่ระดับก่อนภาวะ ตื่นตระหนกอาจจะมีคนแอบเก็บหุ้นมติชนในชื่อต่างๆ กัน และในปริมาณที่ไม่ชวนให้สังเกต ส่วนจะทำอะไรต่อไป ใครจะไปรู้?
            เท่าที่เรารู้ก็แค่ว่า เร็คคอร์ดของแกรมมี่นับจากวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นต้นมา สะท้อนถึงการบริหารวิธีที่เรียกกันว่า ทุบโต๊ะจนคนสงสัยว่าไม่เจ็บมือบ้างหรือไร ตัวแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ในเวลานั้น จนถึงจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ในเวลานี้ มีซีอีโอดาวรุ่งที่พุ่งแรงมากของวงการโดนเชือดไปแล้วสองราย จะเป็นเพราะความที่กู๋ไม่ยอม วางมือนิ่งๆ บนโต๊ะหรือเปล่า ก็ไม่อาจทราบได้ (ถ้าอยากรู้โปรดไปถามเลขาธิการ กบข. และผู้ว่าฯ กทม.) ส่วนเร็คคอร์ดการร่วมทุน ซึ่งมีแรงเฉื่อยที่ทำให้เกิดภาวะทุบโต๊ะไม่ลง ก็ไล่ย้อนหลังไปได้ตั้งแต่บะหมี่ยูมี ซึทาญ่า จนถึงต้นอ้อแกรมมี่
            คนที่ไม่อยากเห็นกู๋หรือแกรมมี่เข้ามายุ่มย่ามกับสื่อหนังสือพิมพ์ อาจจะบอกว่าถ้าเป็นอย่างหลังก็เข้าทาง หวังได้ ภาวนาให้เป็นอย่างนั้นได้ แต่ต้องไม่ลืมอีกเหมือนกันว่า กู๋มีทั้งวิธีชักจูง หว่านล้อม และมัดใจคน (ต้องยอมรับว่าคนทำงานกับกู๋ ในแต่ละชั้น แต่ละแขนง มีความสามารถสูงกว่าคู่แข่งในวงการเดียวกัน) แล้วก็อาจมีวิธีที่ทำให้คนเบื่อหน่ายไปเอง (เมื่อถามคุณพี่เขตต์อรัญไม่ได้แล้ว ลองถามเอาจากปรัชญา ปิ่นแก้ว และชาตรี คงสุวรรณดูแล้วกัน)
            สิ่งที่เคยเป็นมาอาจบอกได้บางอย่าง แต่สิ่งที่จะเป็นไปกับมติชน (รวมทั้งบางกอกโพสต์) ต้องรอให้กู๋บอกเอง––คนที่กำหนดหมากเกมได้ ย่อมไม่ใช่คนแพ้แน่นอน
เขียนเข้าข้างกู๋มาตั้งหลายย่อหน้า ทั้งเชื่อด้วยว่าคนอย่างกู๋ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นแทนใคร และกรณีนี้ไม่ควรเอาไปเทียบเคียงกับกรณีซื้อหุ้นลิเวอร์พูล ที่กู๋อาจจะแค่รับมุขเล่นเป็นเรื่องขำๆ ส่วนจะขำใคร คนที่สงสัยลองถามตัวเองดูจะดีที่สุด)
            กู๋คงตั้งใจซื้อหุ้นมติชนกับบางกอกโพสต์จริงๆ เหมือนที่แถลงปูทางมาก่อนหน้านี้ และเป็นไปได้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการครอบครองและครอบงำสื่ออย่างที่มีหลายคนอธิบาย ซึ่งถ้ามองกันแต่ในแง่การเมืองและการรวบอำนาจ แล้วตัวกู๋เองก็หลุดปากออกมาว่า จะทำหนังสือพิมพ์ให้รัฐบาลอ่านบ้างไม่ได้หรือไง ก็พอมีน้ำหนักอยู่
            แต่เมื่อประเมินในเชิงธุรกิจและผลตอบแทน การกู้เงินธนาคารตั้งมากมายเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นราย ใหญ่ในมติชนและบางกอกโพสต์ ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐานที่จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ และจีเอ็มเอ็มมีเดียทำได้ ไม่น่าจะใช่วิสัยของคนอย่างกู๋ซึ่งน่าจะมีเป้าหมายหรือประโยชน์ต่างตอบแทนมากกว่านั้น
            คนประเภทที่ใครคนหนึ่งกล่าวหาว่า ชอบจินตนาการได้ลองเอาชิ้นส่วนที่กระจายกันมาจากคนละทาง มาต่อรวมเป็นภาพ ซึ่งยังไม่ครบสมบูรณ์ แต่นึกเค้าลางเอาว่า ภาพอาจจะออกมาอย่างนี้:
            ข้าราชการประจำระดับสูงในสำนักนายกฯ พูดในที่ประชุมหน่วยงานในสังกัด ว่าอาจจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เพราะจะมีการปรับโครงสร้างโยกย้ายหลายหน่วยงานไปสังกัดอื่น ก่อนหน้านั้น มีข่าวหลายครั้งว่าจะรวมรัฐวิสาหกิจที่แยกกันขึ้นต่อกระทรวงต่างๆ มารวมกันภายใต้โฮลดิ้งรัฐวิสาหกิจที่จะจัดตั้งขึ้นภายใต้กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งโดยนัยเท่ากับเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ การก่อตั้งรัฐวิสาหกิจทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ภายใต้กรอบของการแสวงหาผลกำไร รัฐมนตรีดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ก็พูดถึงการแยกสถานีวิทยุโทรทัศน์กรมประชาฯ ออกจากโครงสร้างระบบราชการมาเป็นหน่วยงานพิเศษที่ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง หาเอกชนที่เป็นมืออาชีพมาร่วมทุนและ/หรือบริหาร แล้วกู๋ก็พูดชัดเจนว่าเป้าหมายต่อไปของจีเอ็มเอ็มมีเดียคือ มีทีวีเองสักช่อง
            ในจินตนาการของผม ปรากฏฉากทัศน์ที่ช่อง 11 ถูกแยกออกมาจากกรมประชาสัมพันธ์ แล้วจีเอ็มเอ็มมีเดียได้รับเลือกในฐานะผู้มีความสามารถและคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาร่วมทุนร่วมบริหาร
            โดยที่มติชนและบางกอกโพสต์เป็นชิ้นส่วนที่เข้ามาเติมให้แกรมมี่มีภาพความเป็นมืออาชีพ อย่างครบถ้วนรอบด้าน ไม่ใช่แค่สื่อบันเทิง
มีคนไม่กี่ประเภทที่ต้องการยึดกุมและครอบงำทุกสิ่งทุกอย่าง ประเภทแรกคือกลุ่มคนบ้า คนวิกลจริต คนป่วย(ทางจิต) ประเภทที่สองคือกลุ่มที่มีความทะยานอยากเกินเกณฑ์ความมักใหญ่ใฝ่สูงและทะเยอทะยานในคนปกติ ซึ่งทิวานิยามกลุ่มอาการนี้ว่าเป็น คนโลภ”* (ตามชื่อเพลงที่คนอ่าน "สีสัน" น่าจะได้ฟังกันแล้ว) แต่ยังไม่ได้แยกแยะว่า เป็นเพราะพ่อแม่สั่งสอนชี้วิธีการ หรือเป็นสันดานที่ติดตัวเฉพาะตน
            คนโลภยึดกุมและครอบงำสรรพสิ่งด้วยการใช้อำนาจ แสดงอำนาจ และนำไปสู่อำนาจที่มากขึ้น อำนาจในภาษาการเมืองอาจพูดกันถึงอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ในทางธุรกิจอาจหมายถึงอำนาจทุน อำนาจครอบงำตลาด รวมไปถึงอำนาจของเครือข่ายพันธมิตรและสายสัมพันธ์ทางการเมือง ฯลฯ แต่ภาษาเพลงแบบวอร์เร็น ซีวอน รวบยอดเอาไว้ในสามคำที่ประกอบกันเป็นชื่อเพลง “Lawyers, Guns And Money”** ––สามอย่างนี้ก็พอแล้วที่จะยึดกุมสภาพทุกอย่างได้
            วอร์เร็นไม่ได้นึกถึงมีเดีย เพราะในสังคมของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะไปครอบงำบงการสื่อ และสื่อเองก็ไม่สามารถแสดงอิทธิพลครอบงำสังคมได้ง่ายๆ ถ้าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง นักข่าวเล็กๆ สองคนของวอชิงตันโพสต์อาจจะมีส่วนสำคัญในการทำให้ประธาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จำใจเดินออกจากทำเนียบขาว แต่คนดังแห่งวงการทีวีอย่างแดน ราเธอร์ ต้องเกษียณตัวเองก่อนกำหนดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการรายงานเรื่องที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดีบุชสมัยรับราชการทหาร
            การยึดครองสื่อจึงอาจจะไม่ได้อยู่ในแผนการของคนบางคนมาก่อนก็จริง แต่เมื่อคุณสมบัติพิเศษในการล่อลวงและจูงใจคนเริ่มขาดความน่าเชื่อถือ สื่อวิทยุโทรทัศน์ที่มีในมือและในกำมือไม่พอที่จะช่วย กลบเกลื่อนความเน่าเหม็นจากของเสียที่มีปริมาณเป็นสัดส่วนกับความตะกละตะกลามประสาคนโลภ อำนาจของสื่อหนังสือพิมพ์ที่พยายามรายงานลึกลงไปให้มากกว่าภาพที่ได้เห็นทางจอทีวีและเสียงที่ได้ยินทางวิทยุ จึงเป็นอีกเป้าหมายที่ต้องถูกรวบเอาไว้ให้เบ็ดเสร็จ
            ในเพลงของวอร์เร็น เขาเปรียบเปรยสถานการณ์ที่ต้องเรียกให้ส่งทนาย อาวุธ(หรือทหาร) และเงิน เข้าไปเคลียร์ ด้วยประโยคที่ว่า “The shit has hit the fan” แล้วถ้าต้องเพิ่ม Media เข้าไปช่วยกลบปิดข่าวอีกอย่าง ลองนึกภาพดูกันเองแล้วกันว่ามันจะ เละขนาดไหน
            ปล่อยไว้นานไปจะ กวาดล้างกันไหวหรือเปล่า
#
29 กันยายน 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548)

*ฟังเพลง   คนโลภ ได้จากลิงก์นี้ >>
**ฟังเพลง   Lawyers, Guns And Money ได้จากลิงก์นี้ >>

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

New Year's Resolution

วงรอบของการเริ่มต้นปีใหม่ในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ได้มาพร้อมกับบรรยากาศของการรื่นเริง-เฉลิมฉลองเหมือนอย่างที่คาดหวัง หรือเคยเป็น ปีหนึ่งเราได้เผชิญกับความเกรี้ยวกราดของสึนามิ (26 ธันวาคม พ.ศ. 2547) อีกปีหนึ่งเราต้องปั่นป่วนไปกับการวางระเบิดกลางกรุงเทพฯ (วันสิ้นปี พ.ศ. 2549) และปีนี้เราก็สูญเสียพระพี่นาง (2 มกราคม พ.ศ. 2551)
            นอกจากเหตุการณ์เฉพาะเจาะจง เรายังถูกรุมเร้าด้วยความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความขัดแย้งยืดเยื้อทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจและการเลี้ยงชีพที่ยากลำบากขึ้นทุกปี ขณะที่โลกทั้งใบแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ความหวัง
            แต่ปีใหม่ก็ยังคงเป็นการเริ่มต้นของวงรอบเวลาใหม่ เป็นวาระของการอวยพร ความระลึกถึง ความปรารถนาดี ที่ผู้คนยังคงมีให้กัน และยังคงเป็นช่วงเวลาที่คนทั้งโลกยังคงยึดเอาเป็นหมุดหมายของการเริ่มต้น สิ่งใหม่ๆ ในชีวิต
            แม้สังคมและโลกรอบตัวจะไม่เอื้อให้คนเราวาดหวังอะไรได้มากนัก แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังสามารถมุ่งหวังกับตัวเราเอง

ปณิธานปีใหม่ของคนเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของการละเลิกจากสิ่งที่รู้มาตั้งนานแล้วว่าไม่มีอะไรดีกับชีวิต แต่ก็ยังทำไม่ได้เสียที (เช่น เลิกบุหรี่ ลดเหล้า ละอบายมุข) เพิ่มพูนสิ่งดีๆ ให้ตัวเอง (ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ หางานใหม่ที่ดีกว่าเดิม) ดูแลตัวเองให้มากขึ้น (สุขภาพกาย สุขภาพจิต อาหารการกิน การออกกำลังกาย ลดน้ำหนักและไขมันส่วนเกิน)
            แต่บางด้านบางเรื่องก็สะท้อน-สัมพันธ์กับคติ ค่านิยม และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ-สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การสำรวจความมุ่งหวังในปีใหม่รอบปีหลังๆ แสดงให้เห็นแนวโน้มของการจัดสมดุลเวลาและแสวงหาความรื่นรมย์ของชีวิต (ลดชั่วโมงทำงานลง ไม่เอางานกลับไปทำที่บ้าน มีเวลาให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงมากขึ้น เดินทางท่องเที่ยว เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ) ซึ่งเข้ามาแทนที่คติบ้างานและมุ่งสำเร็จ ในขณะที่เป้าหมายทางวัตถุและการบริโภคก็ถูกเบียดแทรกด้วยความประหยัด-อดออม รู้ใช้-รู้จ่าย รู้พอ และลดล้างหนี้สิน (ซึ่งส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากเป้าหมายทางวัตถุและการบริโภคที่ผ่านมา) ไปจนถึงการแสวงหาความสุขสงบทางใจและทางธรรม
            คนจำนวนไม่น้อยยังมีความมุ่งหวังที่พ้นออกไปจากรอบวงเรื่องราวของตัวเอง ด้วยความคิดที่จะเบียดบังสังคมให้น้อยลง ช่วยเหลือผู้อื่นให้มากขึ้น เป็นอาสาสมัครเพื่อสาธารณประโยชน์
            ความมุ่งหวังบางอย่างทำได้ง่าย เพียงมีความตั้งใจสักนิด ใช้ความพยายามอีกหน่อย ก็ทำได้แล้ว ในแง่นี้ ที่เคยมีคนบอกว่า ถ้าผ่านปีใหม่ไปครึ่งเดือนก็แล้ว เดือนหนึ่งก็แล้ว ยังไม่ได้เริ่มไม่ได้เลิกอะไรๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ ก็จงยอมรับเถอะว่า ปณิธานนั้นล้มเหลวก็คงจะไม่ผิด แต่ความมุ่งหวังบางอย่างต้องใช้เวลามากขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนตัวเอง ค่อยๆ ละลายพฤติกรรมและความเคยชินแบบเดิม ในขณะที่อีกบางเรื่องอาจต้องปรับเปลี่ยนกระบวนความคิดทั้งต่อชีวิตและต่อโลก ซึ่งไม่อาจและไม่ควรใช้มาตรฐานเวลาเดียวกันมาวัดผลสำเร็จ/ล้มเหลว
            ที่สำคัญคือ เมื่อเวลาผ่านไป เรายังหมายมั่นและพยายามเพียงไรในสิ่งที่เรามุ่งหวัง
สำหรับโดโนแวน นิยามของปณิธานปีใหม่่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาเริ่มเพลง “New Year's Resolution”* ด้วยรูปคำง่ายๆ แต่สื่อความหมายได้ชัดเจน
            “Do what you've never done before / See what you've never seen / Feel what you've never felt before / Go where you've never been / Sing what you've never sung before / Say what you've never said / Bear what you've never borne before / Hear what you've never heard
            เพลงนี้อยู่ในอัลบัม “Open Road” ผลงานปี 1970 ซึ่งเป็นความตั้งใจของโดโนแวนที่จะสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งในผลงานชุดนี้ และของตัวเขาเอง ซึ่งการตั้งชื่ออัลบัมก็มีความหมายชี้ไปในทางเดียวกัน เขาบอกกับทุกคนและคงจะบอกกับตัวเองด้วยว่า ไม่มีอะไรดำรงคงเดิม การเปลี่ยนแปลงเป็นคุณสมบัติของชีวิตสิ่งที่เราควรจะทำคือ ปลดพันธนาการ และทำในสิ่งที่อยากจะทำพันธนาการที่ว่านั้นบางครั้งเราก็เป็นคนผูกยึดเอาไว้เอง และถ้ามันยังไม่รัดแน่นพอ เราอาจทำได้แม้กระทั่ง ตัดปีกของตัวเอง
            อันที่จริงผลงานของโดโนแวนเปลี่ยนแปลงมาเสมอ อาจจะเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่าบ็อบ ดีแลน ผู้ประกาศสัจจะ “The Times They Are  A-Changin'” ทั้งยังเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายทศวรษ 1960 แต่ปัญหาคือ นับตั้งแต่โดโนแวนปรากฏตัวในวงการเพลงครั้งแรกกับเพลง “Catch the Wind” ตอนต้นปี 1965 ภาพของเขาคือศิลปินโฟล์กที่อยู่ภายใต้เงาของบ็อบ ดีแลน และภาพจำของ ผู้มาทีหลังก็ทำให้ความสามารถทางดนตรี ความละเอียดอ่อนเชิงกวี และการริเริ่มทดลองสิ่งใหม่ๆ ของโดโนแวนมักจะถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง
            ริชี อุนเทอร์เบอร์เกอร์ นักเขียน/นักวิจารณ์ดนตรีที่ให้ความสนใจศึกษาดนตรีโฟล์คร็อคและประวัติศาสตร์ดนตรียุค 1960 เป็นพิเศษ เคยเสนอความเห็นไว้ว่า การแสดงของโดโนแวนกับวงแบ็คอัพ 3 ชิ้นในงานประกาศผลรางวัลประจำปีของนิตยสารนิว มิวสิคัล เอ็กซ์เพรสส์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1965 น่าจะถือเป็นต้นกระแสของดนตรีโฟล์คร็อค คอนเสิร์ตครั้งนั้นเกิดขึ้นสามเดือนก่อนที่บ็อบ ดีแลนจะปรากฏตัวพร้อมกับวงพอล บัตเทอร์ฟิลด์ส บลูส์ แบนด์ ในคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ที่นิวพอร์ต โฟล์ก เฟสติวัล และก่อนที่ซิงเกิล “Mr. Tambourine Man” เวอร์ชันเดอะ เบิร์ดส์ที่ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดเพลงโฟล์คร็อคออกจำหน่ายหนึ่งวัน
            โดโนแวนยังเปิดตัวเองรับดนตรีทั้งแจซซ์ บลูส์ ดนตรีตะวันออก และเอาตัวเองเข้าไปคลุกคลีกับเลือดใหม่ของวงการเพลงอเมริกันแถบเวสต์โคสต์ ตั้งแต่ก่อนที่โลกจะรู้จักชื่อของ เดอะ เกรทฟูล เด้ด และ เจฟเฟอร์สัน แอร์เพลน ผลงานชิ้นเอกของโดโนแวนคือ “Sunshine Superman” ในปี 1966 เปรียบได้กับนวัตกรรมที่หลอมสร้างดนตรีไซคีเดลิคขึ้นมาจากโฟล์ค-ร็อค-พ็อพ- แจซซ์ได้อย่างสวยงาม ก่อนจะถึงวันเวลาเบ่งบานของบุปผาชน
            ศิลปินในยุคกลางศวรรษ 1960 มีความเป็นชุมชนที่มีการดูดซับ-ถ่ายเทประสบการณ์ ความคิด การริเริ่มและทดลองระหว่างกัน โดโนแวนเป็นหนึ่งในเครือข่ายนั้น ความสามารถในการเขียนเพลงและเล่นดนตรีของเขาเป็นที่ยอมรับจากศิลปินร่วมยุค ทั้ง เดอะ บีเทิลส์, บ็อบ ดีแลน, โจน บาเอซ, ไบรอัน โจนส์-ผู้นำวงโรลลิง สโตนส์ยุคแรก มากกว่าข่าวสารข้อมูลที่ปรากฏสู่สาธารณชน และมากกว่าการยอมรับจากนักวิจารณ์ เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้ร่วมแต่งเพลงกับเดอะ บีเทิลส์ (“Yellow Submarine”) สอนวิธีเล่นกีตาร์แบบฟิงเกอร์ พิคกิ้ง ให้กับจอห์น เลนนอน กับพอล แม็คคาร์ทนีย์ (ซึ่งจอห์นเอาไปใช้ในเพลง “Julia” ส่วนพอลใช้ในเพลง “Blackbird”) ในขณะที่นักดนตรีที่โดโนแวนเลือกมาร่วมงานก็ล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดฝีมือเซสชั่นแมน เช่น แจ็ค บรูซ (ก่อนวงครีม), จิมมี เพจ และ จอห์น พอล โจนส์ (ก่อนเล็ด เซ็พเพลิน) การถ่ายเททางดนตรีระหว่างโดโนแวนกับจิมมีและจอห์น ยังได้ผลออกมาเป็น “The Hurdy Gurdy Man” (1968) อัลบัมที่ให้ซาวด์แบบฮาร์ดร็อค และการฟอร์มวงเล็ด เซ็พก็เกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง
            ความเปลี่ยนแปลงใน “Open Road” ไม่ได้วางไว้ที่การเปลี่ยนแปลงทางดนตรี แต่เป็นการปลดปล่อยตัวเองจากการถูกผูกยึดด้วยยอดขาย โดโนแวนทำอัลบัมนี้โดยไม่มีมิคกี โมสต์โพรดิวเซอร์ที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่ปลายปี 1965 ศิลปิน-โพรดิวเซอร์คู่นี้น่าจะเข้ากันได้เหมาะเจาะ เพราะคนหนึ่งมีสัญชาติญาณดนตรีที่หลากหลาย อีกคนหนึ่งมีสัญชาติญาณในการกะเก็งอารมณ์ตลาดเพลง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจูนเข้าหากันได้ทุกครั้ง
            พันธนาการและตัดปีกตัวเองที่โดโนแวนเขียนไว้ในเพลง “New Year's Resolution” สะท้อนความตึงเครียด-ขัดแย้งทางความคิดและวิธีทำงาน ตัวอย่างที่อาจสะท้อนปัญหานี้ก็คือ ในช่วงกลางระหว่างงานเพลงไซคีเดลิคอย่าง “Sunshine Superman” กับฮาร์ดร็อคแบบ “Hurdy Gurdy Man” โดโนแวนเลือกที่จะทำอัลบัมเพลงสำหรับเด็กซึ่งไม่ใช่งานขาย และมิคกีก็คงไม่ชอบแน่ๆ แต่เป็นงานที่โดโนแวนต้องการทำ อย่างที่เขาเคยทำมาก่อนแล้ว และยังคงทำต่อมาอีกหลายชุดในช่วงทศวรรษ 1970
            “Open Road” ก็ไม่ใช่งานขาย เช่นเดียวกับอัลบัมหลังจากนั้นทั้งหมด โดโนแวนยังเสียความตั้งใจอย่างน้อยสองอย่างกับอัลบัมที่เป็นจุดเปลี่ยนของ เขา หนึ่ง-เขาตั้งใจให้ Open Road เป็นทั้งชื่ออัลบัมและชื่อวงที่มีเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ เพราะใครๆ ก็นับเป็นงานเดี่ยวของเขากันหมด สอง-เขาใช้ชื่อเพลง “New Year's Resovolution” แสดงความคิดรวบยอดของงานชุดนี้ แต่คำว่า “Revolution” ที่นำมาสนธิถูกตัดทิ้งไปในขั้นตอนพิสูจน์อักษร
            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โดโนแวนไม่ได้สูญเสียไปด้วยก็คือการออกเดินไปตามทางที่มุ่งหวัง และดูจะมีความสุขกับอิสรภาพบนเส้นทางที่โล่งกว้าง เหมือนกับภาพที่หลายคนเคยเห็นจากคอนเสิร์ต The Secret Policeman's Other Ball ปี 1981 มีผู้บันทึกไว้ด้วยว่า ตอนที่เขาขึ้นเวที มีเสียงคนดูตะโกนว่านึกว่าคุณตายไปแล้วเสียอีก
            โดโนแวนตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า ยังหรอก
#
17 มกราคม 2551
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 19 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2551)

*ฟังเพลง  New Year's Resolution  ได้จากลิงก์นี้ >>
http://www.youtube.com/watch?v=7SxxjBNeauk

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Golden Mermaid


บางทีสิ่งที่เราคุ้นเคยมานาน ก็กลายเป็นสิ่งที่เรามีความรู้น้อยมาก
            ผมคุ้นเคยกับสงขลา คุ้นเคยกับหาดสมิหลา คุ้นเคยกับรูปปั้นนางเงือก มาตั้งแต่เด็ก อาจจะก่อนได้รู้จักนางเงือกในเรื่อง “พระอภัยมณี” ของสุนทรภู่ด้วยซ้ำ ประมาณว่าไปสงขลาครั้งแรกก็ได้เห็นนางเงือกแล้ว ได้ปีนขึ้นไปนั่งตักถ่ายรูปด้วยแล้ว

เงือกทองเปรียบเสมือนตัวแทนคนสงขลาคอยต้อนรับผู้มาเยือนหาดสมิหลา
อย่างโอบอ้อมและเป็นมิตรตลอดมา

            แต่ถ้าใครจะมาถามผมว่าเงือกสาวนางนี้ไปสิงสถิตย์อยู่บนหาดทรายสวยแห่งนี้ได้อย่างไร ผมก็คงได้แค่งึมงำตอบส่งๆ ไปว่า “ทางจังหวัดเขาคงสร้างขึ้นมามั้ง”
แผ่นจารึกประวัติการสร้างนางเงือก
            จนเมื่อไปสงขลาครั้งล่าสุด และมีเวลาเอ้อระเหยอยู่ริมหาดเนิ่นนาน ผมจึงได้หยุดอ่านแผ่นประวัตินางเงือก (ซึ่งทำขึ้นมาภายหลัง) อย่างละเอียดอีกครั้ง (และถือโอกาสถ่ายรูปไว้เป็นบันทึกช่วยจำ) แผ่นหินนั้นจารึกข้อความว่า “รูปปั้นนางเงือกนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ตามดำริของ นายชาญ กาญจนาคพันธุ์ ปลัดจังหวัดสงขลา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสงขลาด้วย โดยให้อาจารย์จิตร บัวบุศย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเพาะช่างเป็นผู้ปั้นหล่อจากบรอนซ์รมดำ โดยใช้งบประมาณของเทศบาล 60,000 บาท ตั้งชื่อว่า "เงือกทอง" (Golden Mermaid) เป็นสัญลักษณ์ของแหลมสมิหลามาจนทุกวันนี้
            แผ่นประวัติยังได้อธิบายเรื่องนางเงือกต่อไปว่า “นางเงือกเป็นนางในวรรณคดีไทย เรื่องพระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ เอกกวีสมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352 - 2367) ตามคำบอกเล่าของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) นั้น นิทานปรัมปราไทยเรื่องหนึ่งมีว่า ในคืนท้องฟ้างาม ณ ชายหาดสวยแห่งหนึ่ง จะมีนางเงือกขึ้นจากทะเลมานั่งหวีผมอยู่ คืนหนึ่งมีชายหนุ่มชาวประมงไปพบเข้า นางเงือกตกใจหนีลงน้ำไป ทิ้งหวีทองคำไว้ ชาวประมงผู้นั้นเฝ้าแต่รอคอย แต่นางเงือกก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย”
ลองนึกภาพว่า ถ้าผมได้อ่านแผ่นจารึกก่อนหน้านี้เมื่อยี่สิบหรือสามสิบปีก่อน ผมอาจจะอยากรู้ว่าปลัดจังหวัด/นายกเทศมนตรีคนนี้ คิดอย่างไร มีความประทับใจใดกับนางเงือก เป็นเพียงนางเงือกในนิทานปรัมปรา หรือว่ายังโยงใยไปถึงนางเงือกใน “พระอภัยมณี” ดังที่สุนทรภู่ได้รจนาไว้
            “พงศ์กษัตริย์ทัศนานางเงือกน้อย                     
         ดูแช่มช้อยโฉมเฉลาทั้งเผ้าผม 
         ประไพพักตร์ลักษณ์ล้ำล้วนขำคม           
         ทั้งเนื้อนมนวลเปล่งออกเต่งทรวง
         ขนงเนตรเกศกรอ่อนสะอาด 
         ดังสุรางค์นางนาฏในวังหลวง 
         พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง                 
         แล้วหนักหน่วงนึกที่จะหนีไป” 
         แต่กับวัยวันที่เป็นจริง กับภาพเบื้องหน้าที่ผู้คนทุกเพศวัยทยอยกันขึ้นไปถ่ายรูปคู่กับนางเงือกแทบไม่ได้ว่างเว้น ทำให้ผมนึกอยากรู้คำตอบว่าตลอด 45 ปีที่ผ่านมา มีคนมาถ่ายรูปกับเงือกทองไปแล้วกี่ล้านหรือกี่สิบล้านคน
            แน่ละว่าเราคงเอา “เงือกทอง” ไปเปรียบกับ Little Mermaid ของเดนมาร์ก ที่กำลังจะมีอายุครบหนึ่งศตวรรษไม่ได้ ทั้งในแง่ของชื่อเสียง สถานะของสิ่งที่มาทีหลัง หรือแม้กระทั่งว่าการแปรเรื่องราวของเงือกสาวในตำนานออกมาเป็นงานประติมากรรมก็ยังอาจได้รับแรงบรรดาลใจมาจากรูปปั้นเงือกน้อยแห่งอ่าวโคเปนเฮเกน แต่ในขณะที่เงือกน้อยดูหม่นหมองและโดดเดี่ยว เงือกทองของเราดูโอบอ้อมและเป็นมิตร
            ระหว่างที่นั่งดูผู้คนมีความสุขกับการเวียนกันขึ้นไปถ่ายรูปคู่กับนางเงือก ผมก็นึกต่อไปว่า อาจารย์จิตร บัวบุศย์ คงปลาบปลื้มที่ผลงานประติมากรรมชิ้นนี้เป็นหนึ่งในงานศิลปะที่ใกล้ชิดสาธารณชนมากที่สุด เช่นเดียวกับที่คุณชาญ กาญจนาคพันธุ์ คงจะภูมิใจที่มรดกจากความคิดฝันของเขาได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลา เป็นหมุดหมายสำคัญทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย มาตลอดระยะเวลายาวนาน และหวังว่าจะยังคงเป็นเช่นนั้นสืบไป
            ที่ต้องใช้คำว่า “หวัง” ก็เพราะเมื่อปีที่แล้ว เคยมีข่าวว่ามีชาวบ้านนำผ้าสไบไปห่มรูปปั้นนางเงือก เอาพวงมาลัยไปคล้อง แถมยังมีการทาปากสีแดงและเจิมหน้าผากด้วยทองคำเปลวอีกต่างหาก เข้าใจว่าเป็นการแก้บนที่รอดพ้นภัยพายุและน้ำท่วม ยังดีที่ทางเทศบาลนครสงขลาไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้ความเชื่อของคนบางกลุ่มแปรสถานะเงือกทองให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป
            ไม่อย่างนั้นภาพความน่าประทับใจที่เราได้เห็นจากอากัปกิริยาของผู้คนที่ไปถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นนางเงือก ก็อาจจะกลายเป็นภาพความคลั่งไคล้ของผู้คนที่ไปขูดเลขขอหวยและบนบานศาลกล่าว ซึ่งน่าจะมีมากเกินไปแล้วในประเทศนี้
ผมเคยคิดค้างไว้นานเกี่ยวกับเรื่องของนางเงือก ว่าผู้คิดมีแรงบันดาลใจอะไร และมุ่งหวังอะไร แม้จะไม่รู้อะไรมากขึ้นจากการสืบค้นได้เพียงผิวเผินผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ทุกครั้งที่ผมไปถึงแหลมสมิหลา ผมก็ยิ่งแน่ใจในพลังความคิดที่ยิ่งใหญ่ของนักปกครองคนหนึ่ง
            หากเส้นทางความสำเร็จของนักปกครองหมายถึงความก้าวหน้าจากตำแหน่งปลัดอำเภอ ไปเป็นนายอำเภอ เป็นปลัดจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด จนกระทั่งถึงอธิบดี โดยมีตำแหน่งปลัดกระทรวงเป็นปลายทางของความใฝ่ฝัน บุตรชายของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ผู้นี้ก็เดินไปไกลเกือบถึงสุดทางความสำเร็จ ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ที่สุดแล้วผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาและจะอยู่คู่กับเขาไปตลอดกาล ก็คือผลงานที่เขาได้ทำไว้ในขณะดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดสงขลานี้เอง
            ผมนึกภาพข้าราชการหนุ่มวัย 40 เดินทางมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสงขลา และคงจะมีวันใดสักวันหนึ่งในยามที่เขามองดูหาดทรายขาวเนียน ทะเลสาบสีคราม ใคร่ครวญเรื่องเล่าเก่าแก่ของเกาะหนูเกาะแมว แล้วความคิดคำนึงก็ประหวัดถึงเงือกสาวในนิทานปรัมปราที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง...
            จากความคิดที่ล่องลอยดั่งปุยเมฆ เกิดกลายมารูปปั้นนางเงือกนั่งแปรงผมยาวสลวยอยู่บนโขดหิน ได้อย่างเหมาะเจาะพอดีกับทุกสิ่งทุกอย่างในบริบทนั้น บนหาดสวย ริมทะเลงาม มีเกาะที่โลดไล่กันในจินตนาการเป็นฉากหลัง ด้วยฝีมือการออกแบบ-ปั้นของศิลปินชั้นครูผู้เคยฝากฝืมือไว้กับพานรัฐธรรมนูญบนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กล่าวได้ว่าล้วนเป็นผลลัพธ์มาจากการที่ปลัดหนุ่มได้สร้างโอกาสขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง
            ในปีพ.ศ. 2509 ปลัดจังหวัดคนหนึ่งคงสร้างอะไรแบบนั้นขึ้นมาไม่ได้ในโครงสร้างการบังคับบัญชาของระบบราชการ ภายใต้กรอบการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลกลาง ในขณะที่ขนบปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ปกครองต้องออกไปขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากภาคธุรกิจเอกชนมาใช้ในโครงงานนอกงบประมาณก็ยังไม่เกิดมี
            แต่ในยุคสมัยเดียวกันนั้น โครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคเหลื่อมทับอยู่กับการปกครองท้องถิ่น การที่ปลัดจังหวัดหนุ่มได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอีกสถานะ ทำให้เขามีโอกาสได้ขายความคิดฝัน และเงินงบประมาณจำนวน 60,000 บาทที่อนุมัติโดยสภาเทศบาลเมืองสงขลานั้นเองที่ทำให้นางเงือกในความฝันของชาญ กาญจนาคพันธุ์ เป็นความจริงขึ้นมา
            เป็นความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเราแต่ละคน
#
3 สิงหาคม 2554
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2554)

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Call It Democracy

บ็อบ ดีแลน น่าจะเป็นศิลปินรุ่นแรกๆ ที่ตั้งคำถามกับความเป็นประชาธิปไตยในยุคโลกาภิวัตน์ ตั้งแต่คำว่า Globalization ยังไม่ทันจะแพร่หลาย
            ตอนนั้นเป็นปี 1983 ปีที่นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนกำลังผลิดอกออกผลในนาม เรแกนโนมิคส์ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นความงอกงามที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนขนาดใหญ่และบรรษัทข้ามชาติอย่างเต็มที่ ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานชาติเดียวกันพากันตกงานจากการย้ายฐานการผลิตขนานใหญ่ออกนอกประเทศไปยังประเทศโลกที่สามซึ่งมีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่ากันหลายเท่า
            เพลง “Union Sundown”* จากอัลบัม Infidels ในปีนั้น เมื่อดูจากชื่อเพลงและฟังเผินๆ ดูเหมือนว่าบ็อบกำลังกล่าวโทษผู้นำสหภาพแรงงานที่เอาแต่ตั้งเงื่อนไขค่าจ้าง ค่าตอบแทน ผลประโยชน์ และสวัสดิการต่างๆ จนกระทั่งเมื่อสบช่องเหมาะ นักลงทุนก็หนีไปลงทุนในประเทศอื่นที่พร้อมจะเปิดประเทศให้เข้าไปตักตวงเอาทุกอย่างในราคาถูกๆ ตั้งแต่ค่าแรง ทรัพยากร และโครงสร้างภาษี ภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุน เริ่มตั้งแต่ประเทศใกล้บ้านทางตอนใต้ในแถบละตินอเมริกาก่อน ต่อมาไม่นานพวกที่ปีกแข็งบินไกลก็สยายปีกไกลมาถึงเอเชียตะวันออก จนเป็นที่มาของความหลงลำพองในความเป็นเสือแห่งเอเชียของหลายประเทศแถบนี้
            บ็อบใช้คำว่า สหภาพกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต ซึ่งจะสูญพันธุ์ไปเหมือนไดโนเสาร์แค่นี้ก็ชัดแล้วว่าในมุมของเขา ผู้นำสหภาพเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่นำไปสู่ภาวะ สหภาพอัสดงแต่ประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ ไม่มีอะไรที่ทำกันในอเมริกาอีกแล้วเพราะรองเท้าที่เขาใส่อยู่มาจากสิงคโปร์ ไฟฉายก็ส่งมาจากไต้หวัน ผ้าปูโต๊ะจากมาเลเซีย หัวเข็มขัดจากแถบอเมซอน เสื้อเชิ้ตจากฟิลิปปินส์ รถเชฟโรเล็ตที่เขาขับประกอบในอาร์เจนตินา ชุดผ้าไหมจากฮ่องกง ไข่มุกจากญี่ปุ่น ปลอกคอหมาจากอินเดีย แจกันจากปากีสถาน เครื่องเรือนทำในบราซิล ทั้งหมดนี้ด้วยค่าจ้างวันละสามสิบเซนต์
            เขาไม่ได้โทษผู้คนในประเทศทั้งที่ได้เอ่ยชื่อและไม่ได้เอ่ยถึง เพราะสามสิบเซนต์ที่แทบไม่มีความหมายแม้ในอัตราต่อชั่วโมงสำหรับคนงานอเมริกัน แต่ มันก็มากพอสำหรับแรงงานเหล่านั้นสำหรับการเลี้ยงปากท้องตัวเองและครอบครัว บ็อบบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจาก ความโลภ” - ความโลภของระบบทุนนิยม
            จากศาสดาของเสรีชนเมื่อสองทศวรรษก่อน อาจดูเหมือนว่าบ็อบ ดีแลน ในต้นทศวรรษ 1980 กำลังกลายเป็นอนุรักษนิยมอย่างสมบูรณ์ หลังจากได้ละทิ้งเพลงโฟล์ก หันหลังให้ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม ดำรงตนเป็นร็อกสตาร์ผู้ลึกลับ และเป็นคริสเตียนเกิดใหม่ มาคราวนี้ เขากำลังทวนกระแสระบบเศรษฐกิจเสรีที่จะนำพาโอกาส รายได้ และความเจริญไปยังประเทศด้อยพัฒนา เพียงเพื่อปกป้อง อะไรๆ ที่ผลิตกันในอเมริกาและรวมถึงผู้ใช้แรงงานอเมริกันที่มีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าผู้ใช้แรงงานอีกค่อนโลก
            คงจำกันได้ว่า บ็อบไปไกลกว่านี้อีก บนเวทีคอนเสิร์ตไลฟ์เอด บ็อบเปรยขึ้นมาว่าน่าจะแบ่งรายได้ไปช่วยชาวไร่ชาวนาอเมริกันบ้าง แล้วก็ได้รับเสียงสวดส่งไปเยอะทีเดียว ทั้งในข้อหาไม่รู้จักกาละเทศะ และเป็นพวกชาตินิยมหลงยุค คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของคนชาติเดียวกัน       
            แต่บ็อบ ดีแลนไม่ใช่คนที่ตื้นเขินขนาดนั้น ถ้าเราไม่หลงประเด็นไปเสียก่อน ก็จะเห็นชัดว่าผลประโยชน์ของคนที่เขาปกป้องเป็นชนชั้นล่างที่เสียเปรียบในสังคมของเขา และเมื่อฟัง “Union Sundown” ซ้ำอีกหลายรอบก็จะพบว่าแกนกลางความคิดของบ็อบอยู่ตรงที่ เขาไม่ไว้ใจระบบทุน เขาอาจจะให้น้ำหนักส่วนใหญ่ของเพลงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วกับคนงานอเมริกัน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็บอกเป็นนัยว่าประเทศที่กลายเป็นฐานการผลิตใหม่ให้กับทุนข้ามชาติก็จะต้องเจอกับภาวะเดียวกัน เพราะเมื่อเริ่มต้นกันด้วยความคิดที่ว่า เมื่อการผลิตที่นี่มันแพงเกินไป ก็ไปหาที่อื่นซึ่งผลิตได้ถูกกว่าเสียแล้ว ทุนเหล่านี้ก็พร้อมจะย้ายไปทุกหนแห่งในโลก หรือกระทั่งนอกโลก
            ความเป็นปฏิปักษ์ต่อการเติบใหญ่ของระบบทุนยังเห็นได้ชัดในท่อนที่เขาบอกว่าระบบนายทุนอยู่เหนือกฎหมายและแดกดันให้ว่าวันหนึ่งสวนครัวของคุณก็จะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” (ที่เขียนขึ้นมาภายใต้บงการของนายทุน) นั่นเองที่ทำให้บ็อบบอกว่าประชาธิปไตยไม่ได้ปกครองโลก จำใส่หัวเอาไว้เลย โลกนี้ปกครองกันด้วยความรุนแรง
            แม้บ็อบไม่ได้อรรถาธิบายที่มาที่ไปของท่อนนั้น รวมทั้งนิยามของความรุนแรงเพราะเขาตัดบทเพียงแค่ว่า อย่าไปพูดถึงมันดีกว่าแต่อย่างน้อยที่สุดมันก็สะท้อนมุมคิดของเขาต่อความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมือง ซึ่งพอจะประเมินได้ว่า การปกครองในนามของคนส่วนใหญ่ นอกจากจะเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังนักการเมืองเสมอมา บ็อบยังเห็นภาพที่คนอีกจำนวนมากยังมองไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด คือภาพที่ทุนบรรษัทสามารถยืมมืออำนาจรัฐที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมาใช้จัดระบบเศรษฐกิจและสังคมโลกเสียใหม่เพื่อขยายขอบเขตแห่งการแสวงประโยชน์ของตน ออกไปอย่างไร้พรมแดน
            ความรุนแรงในเพลง “Union Sundown” จึงอาจหมายถึงทั้งความไม่ใยดีต่อผู้ใช้แรงงานชาติเดียวกัน และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติ ไปจนถึงการกอบโกยเอาประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศอื่น
            ในแง่นี้เรแกนโนมิคส์ที่นำมาซึ่ง โลกาภิวัตน์ที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาฝันหวานถึงการเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากการล่าอาณานิคมในนามของพระเจ้า และในนามของความอารยะ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือฉกฉวยประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น เพียงแต่แนบเนียนกว่า และชวนสมยอมมากกว่าในนามของการลงทุน ระบอบประชาธิปไตย และระบบการค้าเสรี
สิ่งที่บ็อบ ดีแลน ทิ้งค้างไว้ในสายลม บรูซ ค็อกเบิร์น เป็นคนนำมาทำให้ชัดเจนขึ้นในเพลงชื่อ “Call It Democracy”**
            บรูซอาจไม่ได้มีสายโยงทางความคิดกับบ็อบ ดีแลน เพลงสองเพลงนี้ก็มีที่มาและอยู่ในบริบทที่ต่างกันพอสมควร แต่สิ่งทั้งคู่น่าจะมองเห็นเหมือนกันก็คือพลังอำนาจที่ยากจะต้านทานของระบบทุนนิยมที่กำลังมีอำนาจเหนือระบบการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ
            บรูซ ค็อกเบิร์น เป็นศิลปินโฟล์ค/ร็อคชาวแคนาดา มีผลงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1970 และประสบความสำเร็จพอสมควรในประเทศตัวเอง เดิมแนวเพลงของบรูซเกาะเกี่ยวกับคติพื้นบ้านและความเชื่อทางศาสนา ปัญหาวิกฤตการเงิน/คลังในกลุ่มประเทศละตินตอนต้นทศวรรษ 1980 โดยมีเม็กซิโกเป็นโดมิโนตัวแรก เป็นจุดเปลี่ยนความสนใจของบรูซ เขาเดินทางไปสัมผัสรับรู้สภาพปัญหาและชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนในประเทศแถบนั้น นับจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นนักดนตรี/นักเคลื่อนไหวที่ผูกโยงตัวเองไปกับ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม ตลอดมา
            บรูซแต่งเพลง “Call It Democracy” เมื่อปี 1985 การรับรู้และทำความเข้าใจกับสภาพปัญหาของละตินอเมริกาจากด้านของผู้คนที่เสียเปรียบและด้อยโอกาส ทำให้บรูซอยู่ในซีกของกลุ่มที่เห็นว่าบทบาทของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่เข้าไปช่วยกู้วิกฤตถูกมองว่าเป็นการซ้ำเติมปัญหามากกว่าจะช่วยแก้ไข
            เพลงนี้ของบรูซน่าจะเป็นเพลงแรกๆ ที่ออกมาโจมตีไอเอ็มเอฟว่าเป็นเพียงเครื่องมือของทุนบรรษัทข้ามชาติที่หิวกระหาย การปรับโครงสร้างและกลไกเศรษฐกิจของประเทศลูกหนี้ล้วนแต่เป็นไปเพื่อเอื้อให้บรรษัทได้ตักตวงผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้นได้สะดวกมือขึ้น เขาใช้คำแรงๆ อย่างไม่บันยะบันยัง ประณามกองทัพทุนว่ากระหายเลือดเนื้อของคนจน ผู้นำประเทศด้อยพัฒนาที่ทำตัวราวกับโสเภณีชั้นต่ำ การส่งเสริมการลงทุนและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประเทศกลายเป็นค่ายแรงงานทาสสมัยใหม่ภายใต้นามของเสรีภาพที่ผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์จากทรราชแห่งประเทศพัฒนาแล้ว
            และเมื่อพูดถึงไอเอ็มเอฟ บรูซก็มีสร้อยขยายความต่อให้ด้วย “IMF dirty MF” คำย่อสองตัวหลังจะยังมีความหมาย “Monetary Fund” หรือจะแผลงเป็นอื่น ก็แล้วแต่คนฟังจะนิยาม
            แล้วบรูซก็สรุปอย่างเยาะๆ ว่า นี่แหละที่พวกเขาเรียกมันว่าประชาธิปไตย”
กว่าสองทศวรรษหลังเพลงของบ็อบ ดีแลน และ บรูซ ค็อกเบิร์น สิ่งที่เคยสะท้อนแสดงในเพลงอาจเปลี่ยนไปบ้างในรายละเอียดตามพลวัตเศรษฐกิจโลก แต่การล่าอาณานิคมในยุคโลกาภิวัตน์ยังคงดำเนินต่อไป
            ความหมายของประชาธิปไตยแบบที่บ็อบถามหาก็ค่อยๆ เลือนลางลง จนอาจเป็นที่เข้าใจได้กระจ่างขึ้นว่า ทำไมเมื่อยี่สิบสามปีที่แล้วเขาถึงบอกว่า อย่าไปพูดถึงมันดีกว่าในขณะที่ประชาธิปไตยแบบที่บรูซเยาะหยันก็คืบครองพื้นที่เหนืออำนาจอธิปไตย ของแต่ละรัฐชาติที่ทั้งสมัครใจและจำยอม ผูกมัดตัวเองกับข้อตกลงการค้าเสรีจนต้องยอมรับกันไปโดยปริยายว่า
            นี่แหละที่เรียกกันว่าประชาธิปไตย
#
12 ธันวาคม 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 18 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2549)

*ฟังเพลง Union Sundown ได้จากลิงก์นี้ >>  http://music.truelife.com/player/song/20060118095948345820 
**ฟังเพลง Call It Democracy ได้จากลิงก์นี้ >> 
http://www.youtube.com/watch?v=68zccrskOqQ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Middle of Nowhere

ความเป็นกลางเคยเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์แห่งการ (เอาตัว) รอดปลอดภัยในสังคมไทยเสมอมา
            หนุ่มมอเตอร์ไซค์ส่งหนังสือพิมพ์ในหมู่บ้านพิบูลวัฒนา ตอบคำถามหญิงสูงวัยที่ออกมาขอเปลี่ยนหนังสือพิมพ์ฉบับที่เคยบอกรับเป็นฉบับอื่น ว่าเขาอยู่ข้างไหน ด้วยคำตอบที่ใครๆ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าผมเป็นกลางครับแล้วก็เลี่ยงไปส่งหนังสือพิมพ์บ้านอื่นต่อ
            ความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรมของความเป็นไทยก็คือ เราเคยชินที่จะแบ่งพวกเลือกข้างกันก็เฉพาะแต่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ประเด็นปลีกๆย่อยๆ ที่ทั้งไม่ได้สะท้อนคุณค่าใดๆ  ทั้งแสดงถึงตรรกะความคิดแบบเหมารวม-แต่ว่างเปล่า
            เราจึงคุ้นเคยกับวิวาทะที่ถูกหลอมมาในเบ้าของ โค้กกับเป็ปซี่ไม่ว่าจะเป็น แกรมมี่-อาร์เอส (ศิลปิน-เพลง) อีซูซุ-โตโยต้า (รถกระบะ) โตโยต้า-ฮอนด้า (รถยนต์นั่ง) มาจนถึง ไทยรักไทย-ประชาธิปัตย์ ทักษิณ-สนธิ ซึ่งล้วนพัฒนาไปเป็นกระบวนคิดของการแบ่งฝ่าย ตีตรา และเอาชนะคะคานกันจนไม่มีที่ว่างสำหรับสารัตถะและเหตุผล
            เหมือนกับกรณีของคัทลียา แมคอินทอช ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นความขัดหรือเห็นแย้งของคนที่เลือกที่จะชอบหรือจะชังเธอ อันได้กลบเลือนสาระประเด็นที่เป็นจุดตั้งต้นนั้นไป และในที่สุดก็ได้เปิดพื้นที่ให้กระบวนการชำระล้าง-สร้างความเห็นอกเห็นใจได้แทรกเข้ามาทำหน้าที่อย่างแนบเนียน เมื่อเวลาผ่านไป ไม่เพียงแต่เกิดภาวะอภัยแต่ไม่ลืมแต่คนจำนวนหนึ่งอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าจะต้องอภัยในเรื่องไหน ประเด็นใด
            ในทางตรงข้าม วิถีแห่งความเป็นไทยก็เป็นเบ้าหลอมของความเป็นกลาง-วางเฉยต่อความคิดขัดแย้ง ระดับที่มีผลต่อการกำหนดทิศทางสังคม ภายใต้กรอบคิด เพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ภายใต้คติ ไทยนี้รักสงบและยิ้มรับกับคุณลักษณ์แห่งความเป็นไทยซึ่ง สงสารเห็นใจผู้แพ้แม้จะรู้ดีว่า พ่วงมาด้วยถ้อยคำตามท้ายในวงเล็บ (แต่ขออยู่ข้างผู้ชนะ)
Credit: http://gardenspictures.net/Maze-garden.html

สภาวะเดิม เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติสากลของมนุษย์ที่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นที่มาของการเปรียบเปรยว่า เราต่างพอใจที่จะอยู่กับปีศาจ (หรือความเลวร้าย/มืดมน) ที่เราคุ้นเคย มากกว่าที่จะเปิดรับความเปลี่ยนแปลง (แม้ในทางที่ดีกว่า/แสงสว่าง) ที่เรายังไม่รู้จัก
            การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ในโลกนี้ จึงมักจะจุดประกายโดยคนกลุ่มน้อยที่ด้อยค่าในเชิงปริมาณ หรือกระทั่งคนเพียงคนเดียวที่เปิดรูเล็กๆ ให้แสงสว่างได้ลอดเข้าไปในบ้านที่มืดมิด ความยากของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ช่วงตอนของการรักษารูสว่างนั้นไว้ไม่ให้ถูกอุดยาไป และการเจาะช่องรับแสงเพิ่มจนกว่าลำแสงใหม่จะทำให้ความสว่างปรากฏขึ้นในระดับที่สามารถแสดงคุณค่า/ความหมายโดยเปรียบเทียบ และเป็นที่คุ้นเคย
            โดยนัยนี้ ความเป็นกลางจึงไม่เคยมีความหมายของการไม่เลือกข้างอย่างแท้จริง แต่อิงแอบอยู่กับสภาวะเดิมเสมอ เช่นเดียวกัน คำถามและเสียงเรียกร้องของการเลือกข้างในประวัติศาสตร์มนุษย์ ล้วนเริ่มต้นอย่างแผ่วเบา
            ก่อนที่เพลง We Shall Overcome ที่ดัดแปลงมาจากเพลงกอสเพลจะกลายมาเป็นเพลงที่หลอมรวมความเชื่อมั่นศรัทธาในวิถีการต่อสู้เรียกร้องของสหภาพแรงงานในรัฐทางใต้ของอเมริกา นับจากปี 1946 เป็นต้นมา เพลงคลาสสิคแห่งการต่อสู้เรียกร้องในยุคก่อนหน้านั้น เป็นเพลงที่ตั้งคำถามถึงการเลือกข้าง
            ปี 1931 คนงานเหมืองแร่ในฮาร์ลัน เคาน์ตี้, เคนทักกี้ นัดหยุดงานประท้วง สิ่งที่ได้รับการตอบสนองจากเจ้าของเหมืองคือการกวาดล้าง-จับกุม-เข่นฆ่า โดยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง คนงานเหมืองจึงจับอาวุธขึ้นต่อสู้ กลายเป็นสงครามชนชั้นขนาดย่อมๆ
            ฟลอเรนซ์ รีซ เขียนเพลง “Which Side Are You On?” จากชีวิตของเธอ สามีเธอ-แซม เป็นหนึ่งในผู้นำคนงานเหมืองที่เป็นเป้าของการกวาดล้าง แต่เขาหลบหนีขึ้นเขาไปต่อสู้ด้วยอาวุธ เธอกับลูกเจ็ดคนถูกปิดล้อมอยู่ในบ้านโดยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของนายอำเภอ-เจ.เอช. แบลร์ ซึ่งพร้อมที่จะสังหารสามีของเธอทุกเวลาหากเขาย้อนกลับมา
            วันหนึ่งในสถานการณ์ตึงเครียด ฟลอเรนซ์ฉีกปฏิทินข้างฝาลงมาเขียนคำถามที่กัดกินใจเธอมานาน “Which side are you on?” เป็นคำถามถึงเพื่อนคนงานร่วมเมืองที่รักษาตัวเป็นกลางและวางเฉย “They say in Harlan County / There are no neutral there / You either be a union man / Or a thug for J.H. Blair”
            อีกชุดหนึ่งของคำถามในเพลงคือ  “Oh workers can you stand it? / Oh tell me how you can? / Will you be a lousy scab / Or will you be a man?”
            เพลงนี้ถ่ายทอดต่อมาโดยศิลปินมวลชนอย่างวูดดี กูธรี และพีท ซีเกอร์ ในฐานะคำถามอมตะท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสิทธิ-เสรีภาพ-เสมอภาค
ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ และบ่อยครั้งที่รวบรัดเสมือนหนึ่งชัยชนะการต่อสู้เปลี่ยนแปลงใดๆ ปะทุอานุภาพขึ้นทันทีทันใด โดยคลื่นมหาชนอันไพศาล
            ในแง่นั้น คงยากจะอธิบายว่าเพียงสามปีหลังการแสดงเจตนารมณ์ประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จการถนอม–ประภาสออกไปในปี 2516 เราเปิดประตูรับหรืออย่างน้อยก็สยบยอมอำนาจจากการรัฐประหารภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้อย่างไร
            ยากจะอธิบายถึงการนองเลือดเดือนพฤษภาเพื่อล้มล้างอำนาจ รสช. ที่เราเพิ่งแสดงความชื่นชมยินดีกับการเข้ามายึดอำนาจจากรัฐบาลชาติชายไปเพียงไม่นานก่อนหน้านั้น ทั้งรัฐบาลชาติชายยังเป็นรัฐบาลที่เรารอคอยมาแสนนานภายใต้ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ
            ตัวอย่างคำถามเหล่านี้คงต้องศึกษาอธิบายถึงรายละเอียดของสถานการณ์แต่ละช่วงตอนจากจุดเริ่มจนพัฒนาและปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากอคติ เพื่อให้เห็นถึงบริบทและคติชนที่แตกต่างในแต่ละสมัย กระแสโน้มน้าวชักนำที่ได้ผลและไม่ได้ผลในแต่ละแง่มุม อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญที่ไม่อาจละเลยคือการเลือกข้างหรือวางเฉย
            เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างเสมอไปก็จริง และความเป็นกลางอาจไม่ได้สะท้อนแสดงถึงฐานคิดแห่งการเอาตัวรอดหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ขัดแย้ง/เผชิญหน้าระหว่างแนวคิด-ลัทธิ-ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ต่างกันก็จริง
            แต่ในทางแยกใหญ่ที่การไม่เลือกข้างเท่ากับการเลือกเดินไปตามทางสายหนึ่งที่มีผลลัพธ์-ปลายทางต่างจากอีกสายหนึ่งเกือบจะสิ้นเชิง ความเป็นกลาง-วางเฉยจึงเป็นการเลือกโดยปฏิเสธความรับผิดชอบของการเลือก
            หากคนอินเดียเฉยชาต่อแนวทางอหิงสาของคานธี สภาวะเดิมของการครอบครองอาณานิคมโดยชอบธรรมของจักรภาพที่ทรงพลังอำนาจย่อม ไม่ถูกสั่นคลอน หากคนอังกฤษและยุโรปที่อพยพไปยังดินแดนใหม่ยังยอมตนให้สิทธิเหนือเขตแดนและการเก็บภาษีเป็นอำนาจชอบธรรมของพระเจ้าจอร์จที่สาม ประเทศเอกราชชื่อสหรัฐอเมริกาคงจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี
            การต่อต้านระบอบทักษิณอาจไม่ได้มีความหมายสูงส่งเท่ากับการกู้ชาติ แต่ก็ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องของกุ๊ยข้างถนนหรือวิธีการนอกกรอบกติกาของพรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงการดิ้นรนของเหล่าขาประจำ-นักเคลื่อนไหว-เอ็นจีโอ ไม่ใช่เพียงความแค้นเคืองของผู้เสียประโยชน์ที่มีสนธิ-จำลองเป็นตัวแทน หากเป็นผลรวมสะสมของผู้คนที่ได้ตระหนักว่าไม่อาจปล่อยให้ชะตากรรมของประเทศถูกขยี้ขยำอยู่ในกำมือทักษิณอีกต่อไป
            พฤติกรรมที่ประจักษ์ชัดเจนยิ่งขึ้นตามลำดับตลอดช่วงเวลาห้าปีแห่งการเสวยอำนาจของทักษิณ นับจากวันที่ชนะคดีซุกหุ้นในศาลรัฐธรรมนูญ จนถึงวันที่ยุบสภาและวันเลือกตั้งใหม่ โดยตัวของมันเองล้วนลดทอนน้ำหนักของวาทกรรมทุกรูปแบบที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นการต่อต้านคัดค้าน ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างความชอบธรรมที่มี 19 ล้านเสียงรองรับ การรักษาระบบ การเคารพกฎกติกา เจตนารมณ์ประชาธิปไตย อย่างได้ผลยิ่งกว่าทุกเสียงที่วิพากษ์ คัดค้าน ต่อต้าน
            ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นกลางจึงเป็นสิ่งผิดที่ผิดทางในสถานการณ์ประเทศไทย พ.ศ. 2549 อย่างที่เรียกกันว่า กลางตกขอบซึ่งอาจจะชัดเจนมากกว่าถ้าเปลี่ยนเป็น กลางตกเหว
            เพราะเมื่อผ่าทะลุมายาคติทั้งมวล เนื้อในของสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ไม่อาจถูกบิดเบือนไปเป็นเรื่องของผล ประโยชน์-แนวคิด-อุดมการณ์ ที่อาจจะพอมีที่ว่างพอให้ความเป็นกลางได้วางตัว แต่เป็นสถานการณ์ระหว่างความจริง-ลวง ถูก-ผิด ดี-เลว ความเป็นกลางจึงมีความหมายเป็นอื่นใดไม่ได้มากไปกว่าการสยบยอมต่อความเลว ความผิด ความลวง
            เป็นความเป็นกลางที่ดิ่งลงไปในหุบเหวของอวิชชาและอุปาทาน
            เป็นความเป็นกลางที่เกื้อหนุนให้คนเลวปกครองบ้านเมืองต่อไป
#
3 เมษายน 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2549)

*ฟังเพลง  Which Side Are You On? ได้จากลิงก์นี้

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ซ.ต.พ.

ครูไพบูลย์ บุตรขัน เขียนเพลง น้ำท่วมไว้เป็นอมตะ น้ำท่วมทีไร เพลงนี้ก็ใช้สะท้อนแทนใจคนที่สูญเสียจากน้ำท่วมได้เสมอ ไม่เฉพาะแต่คนใต้เท่านั้น
            “น้ำท่วมไต้ฝุ่นกระหน่ำซ้ำสอง / เสียงพายุก้องเหมือนเสียงของมัจจุราชก่น / น้ำท่วมที่ไหนก็ต้องเสียใจด้วยกันทุกคน / เพราะต้องพบกับความยากจน เหมือนคนหมดเนื้อสิ้นตัว
            เสียงร้องของศรคีรี ศรีประจวบ-ศิษย์เอกคนสุดท้ายของครูไพบูลย์ ก็เป็นเสียงที่ไม่มีใครเทียบเทียม โดยเฉพาะลูกเอื้อนลูกคอ ยิ่งได้ร้องเพลงชั้นยอดของบรมครูก็ส่งเขาขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการทันที ด้วยเพลง บุพเพสันนิวาสกับ น้ำท่วมซึ่งเป็นเพลงรุ่นแรกสุดที่ศรคีรีได้บันทึกเสียง เข้าใจว่าเนื้อเพลงท่อนบ้านพี่ก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ที่ประจวบคีรีขันธ์เหมือนกันไปทุกครอบครัวจะเชื่อมโยงกับชื่อที่ตั้งสำหรับการร้องเพลง เพราะศรคีรีไม่ใช่คนประจวบฯ
            น้ำท่วมเป็นสถานการณ์ที่ครูไพบูลย์วางให้ศรคีรีใช้ตัดพ้อสาวคนรักผู้ไม่อาทรถึงพี่สักครา ไม่มาช่วยพี่ซับน้ำตา ไม่มามองพี่บ้างเลยจนทำให้พี่คิดเช้าค่ำ ปล่อยให้น้ำท่วมตายดีกว่าเมื่อคาราบาวเอาเพลงนี้มาบันทึกเสียงเพิ่มลงในอัลบัม ทับหลังจึงเปลี่ยนบางถ้อยคำทำให้มีความหมายกว้างขึ้น เหมาะกับการใช้เป็นเพลงซับน้ำตาชาวใต้ในช่วงปลายปี 2531
            “น้ำท่วมสร้างความผิดหวังชอกช้ำ / ชีวิตเช้าค่ำอยู่กับน้ำท่วมมาจากป่า / คนอยู่เมืองดอนจงช่วยอาทรเมืองใต้สักครา / จงมาช่วยกันซับน้ำตา น้ำตาปักษ์ใต้บ้านเรา
เครดิตภาพ:ผู้จัดการออนไลน์
มองโลกในแง่ดี การที่รัฐบาลไม่รับเงินบริจาค (และสั่งระงับรายการขอรับบริจาค) ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครั้งนี้ (ปลายปี 2548) ก็มีข้อดีหลายอย่าง
            ดีสำหรับรัฐบาลที่ได้โอกาสยืนยันให้รู้กันอีกครั้งว่า ถังยังไม่แตก (แต่ที่คลังยังไม่ได้จ่ายเงินตามแผนงานโครงการต่างๆ ที่อนุมัติแล้ว จัดทำกันเรียบร้อยไปแล้ว จะแค่หลักสิบล้านหรือร้อยล้าน แต่ยังไม่ได้ตามที่เบิก ก็เป็นเรื่องของคลัง ไม่เกี่ยวกับ ถัง”)
            ดีสำหรับเจ้าของ/ผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะได้บริจาคเพื่อบุญกุศล (ไม่ใช่หน้าตาของผู้ให้ และหน่วยงานที่รับ) ตามอัตภาพและสมัครใจ (ไม่ใช่ถูกกะเกณฑ์)
            ดีสำหรับรัฐมนตรีคลังที่ได้โอกาสอธิบายให้คนไทยเข้าใจว่า ดัชนีวัดความสูญเสียและผลกระทบแบบ โมเดิร์นวัดกันที่ตัวเลขการท่องเที่ยว (“พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว จึงไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ”)
            ดีสำหรับนายกรัฐมนตรีของเรา (หรือเปล่า?) ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านพูดจริง-ทำจริง (อย่างน้อย ก็เรื่องที่เคยพูดว่าจะดูแลแต่ประชาชนที่เลือกพรรคของท่านยกจังหวัดก่อน ก็ได้ทำอย่างที่พูด แล้วไง)
            ดีสำหรับคนภาคใต้ จะได้ซาบซึ้งถึงกฎแห่งกรรมว่า กรรม (ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแล) ย่อมเป็นผลจากการกระทำ (ที่ไม่รู้จักเลือกพรรคไทยรักไทย)
            ดีสำหรับคนภาคอื่น จังหวัดอื่น จะได้ตัดสินใจกันตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า เลือกตั้งครั้งต่อไป ควรจะเลือกใคร พรรคไหน คะแนนจึงจะไม่สูญเปล่า (เช่น ถ้าไม่เน่ใจว่าเลือกคนของพรรคไทยรักไทยแล้วจะได้คะแนนพอเป็น สส. หรือเปล่า ก็อย่าไปเลือกมันเลย)
            ดีสำหรับมูลนิธิ/องค์กรการกุศล ภาคเอกชน จะได้ระดมความช่วยเหลือจากสาธารณชน และแสดงศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ โดยไม่ถูกแข่งขัน/ขัดขวางจากภาคที่มีพลังอำนาจในการระดมเงินบริจาคมากกว่า (แต่ประสิทธิภาพในการจัดสรร/กระจายความช่วยเหลือต่ำกว่า)
            และดีสำหรับประชาชน ที่ไม่ต้องมาถามไถ่กันในภายหลังว่า เงินทองที่บริจาคไปอยู่ที่ไหนเสีย
หนึ่งปีหลังจากสึนามิ แสดงให้เห็นว่า การพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ทำให้การเริ่มต้นด้วยท่วงท่าที่แข็งขัน จริงจังที่สุด อย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนจากผู้นำประเทศไม่ว่ายุคสมัยใด ลงเอยด้วยทีท่าที่เหลวเป๋ว เละเทะที่สุด อย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน เหมือนกัน
            จากวันที่ความอาทรห่วงใยจากรัฐมนตรีที่ผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันไป ปรากฏอยู่เฉพาะเวลาไม่กี่นาทีที่ได้โอกาสเฉิดฉายหน้ากล้องข่าวโทรทัศน์ จากสัปดาห์/เดือนที่คนทำงานอย่างทุ่มเททั้งระดับเซเลบ อย่างคุณหญิงหมอพรทิพย์ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานทุกฝ่าย และอาสาสมัครไร้ชื่อ ได้รับการหนุนช่วยจากภาครัฐช้าและน้อยกว่าที่ควรได้ และยิ่งช้ายิ่งน้อยกว่านั้นอีกเมื่อเทียบกับที่บางคนอวดโอ้
            จนถึงครบปีที่ความช่วยเหลือจากศูนย์กลางของการระดมทุนยังไปถึงคนที่ควรจะได้ไม่ทั่ว บ้านสำหรับคนที่สูญเสียบ้านไปยังไม่เสร็จ หรือที่เสร็จก็เป็นบ้านต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด ในขณะที่ความช่วยเหลือของภาคเอกชน บ้านจากองค์กรสาธารณกุศล และบ้านฝีมือทหารช่าง ล้วนเบ็ดเสร็จและเรียบร้อย
            ในระหว่างนั้น คนที่รับทำงานให้หน่วยราชการ ได้งานที่บอกกล่าวกันว่าเป็น งบสึนามิโดยไม่รู้สึกคลางแคลงอะไร เพราะเข้าใจ (เอาเอง) ว่า คงเป็นการจัดสรรงบประมาณปกติมาใช้ แม้ว่าเนื้องานนั้นจะไม่มีนัยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการช่วยผู้ประสบภัยเลยก็ตาม เพราะเป็นกระบวนการปกติ (อีกเหมือนกัน) ของหน่วยราชการที่จะทำงานที่ง่ายและถนัดในเวลาที่ต้องเร่งใช้งบประมาณให้หมด ในเวลาที่กำหนด
            จนกระทั่งวันได้รับเช็คค่าจ้าง––เป็นเช็คบัญชีกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ
พายุแคทรินาที่อเมริกา ในแง่หนึ่งเหมือนเป็น แม่แบบแห่งความเฉยเมยของผู้นำประเทศบางสายพันธุ์ หลายวันผ่านไป ประธานาธิบดีบุชยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ในอาณาจักรส่วนตัว
            คานเย เวสต์ แรปเพอร์ที่มาแรงที่สุดแห่งยุค เคยเอ่ยประโยคซึ่งต่อมาเป็นหนึ่งในวาทะแห่งปี 2005 ว่า จอร์จ บุชไม่แยแสคนดำลองเปลี่ยนประธานและกรรมตามบริบทที่ต้องการก็จะได้ความหมายที่ไม่ต่างกันเลย
            กลางกระแสเสียงวิพากษ์รัฐบาลกลางและประธานาธิบดี นิตยสาร Fortune ฉบับแรกที่ออกหลังแคทรินาจมนิวออร์ลีนส์ (ฉบับ 19  ก.ย. 2005) จอห์น ฮิวอี้ อดีตบรรณาธิการบริหารและยังคงเป็นบรรณาธิการดูแลเนื้อหาในภาพรวม เขียนบทบรรณาธิการไว้อย่างน่าใคร่ครวญ
            ภัยพิบัติระดับชาติที่เราเรียกว่า แคทรินาเป็นโอกาสที่ธุรกิจอเมริกันต้องการเพื่อปะซ่อมสัมพันธภาพที่เลวร้ายกับสาธารณชน ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ตัวพวกเราที่มักจะอ้างว่าภาคธุรกิจมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาต่างๆ มากกว่าภาครัฐ และยังอาจเป็นโอกาสให้ได้แสดงถึงพลังอำนาจของตลาดเสรีที่สามารถแปรเป็นปฏิบัติการเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากผลกำไรระยะสั้น เมื่อเดิมพันหมายถึงสุขภาพของประเทศในระยะยาวและอาจจะรวมไปถึงอนาคตของระบบทุนนิยม
            จอห์นบอกว่า ศักยภาพอันน่าทึ่งของธุรกิจอเมริกันอย่าง วอล-มาร์ต, จีอี, โคคา-โคลา และ เป๊ปซี่โค, ไมโครซอฟต์, เอ็กซอน, แม็คโดนัลด์, ซิตีกรุป และ โฮมดีโปต์ ได้รับการกล่าวถึงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน-รวมทั้งในนิตยสารนี้ บริษัทเหล่านี้บรรลุความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์และการกระตุ้นทีมขนาดมหึมา ให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะที่รัฐบาลกลางเป็นองค์กรราชการขนาดใหญ่ที่มุ่งแต่ในเรื่องของงบประมาณ แต่ไร้ขีดความสามารถในเรื่องเหล่านี้  “ประธานาธิบดีมาแล้วก็ไป แทบจะไม่มีใครทำให้ระบบราชการทำงานได้เหมือนกับวอล-มาร์ต
            แต่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จอห์นบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่องค์กรธุรกิจมีภาพลักษณ์เลวร้ายที่สุด เพราะการฉ้อฉลครั้งใหญ่ของเอ็นรอน, เวิร์ลด์คอม, ไทโค, อะเดลเฟีย, เฮลธ์เซาธ์ ในขณะที่วอล-มาร์ตใหญ่เกินไปและมีอำนาจเกินไป ส่วนโค้กและแม็คโดนัลด์ส ก็ทำให้เราอ้วน ธนาคารและโบรกเกอร์ ทั้งหลายล้วนมีพฤติกรรมหลอกลวง บริษัทน้ำมันสูบเอาจากเรา บริษัทยาใหญ่ๆ วางยาเราสิ่งเหล่านี้ลดทอนความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อพลังของระบบทุนนิยมแบบอเมริกัน และบริษัทที่เป็นผลิตผลของระบบนี้
            เมื่อเกิดภัยธรรมชาติที่จมเมืองใหญ่ลงไว้ใต้น้ำ ระบบต่างๆ ล้มเหลว ไร้ความสามารถในการอพยพโยกย้ายและช่วยเหลือผู้คนซึ่งขาดทั้งน้ำดื่ม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และความปลอดภัย จอห์นชี้ให้เห็นว่าสายใยสังคมได้ฉีกขาดอย่างน่าตระหนกสำหรับประชาชาติทั้งมวล... นี่ไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมสำหรับผู้ประสบภัย ยังเป็นเรื่องน่าละอายสำหรับประเทศของเรา ระบบของเรา และคุกคามความมั่นคงปลอดภัยของเรา
            ทั้งหมดนี้ทำให้เวลานี้เป็นเวลาอันเหมาะควรที่วิสาหกิจใหญ่จะได้ลงมือทำในสิ่งที่ปากเคยพูดมานานนับปี แน่นอน เราต้องช่วยกันกดดันรัฐบาล ช่วยกันเรียกร้องให้พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของสาธารณชนและปกป้องผู้ช่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่วิสาหกิจอเมริกามีโอกาสดีหากทำอย่างฉับพลันทันทีที่จะแสดงบทบาทผู้นำ และฉุดดึงประเทศของเราออกมาจากความล้มเหลว พูดอย่างเป็นธรรม เกือบทุกบริษัทใหญ่ได้พยายามทำอะไรบางอย่าง และแต่ละบริษัทได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับ FEMA (สำนักงานกลางจัดการอุบัติภัยสหรัฐ) เป็นรายการเหยียดยาวเขาบอกว่า วอล-มาร์ตบริจาคไปแล้ว 17 ล้านดอลลาร์ เงินบางส่วนได้นำไปสนับสนุนให้เปิดร้านขนาดเล็กแจกเสื้อผ้าอาหารและของใช้จำ เป็น โฮมดีโปต์ส่งเครื่องปั่นไฟ 200 เครื่องไปยังบริเวณลุ่มน้ำมิสซิสซิปปี จีอีแคปิตัลสัญญาจะสร้างบ้านพัก ชั่วคราวขึ้นมาให้ผู้ไร้ที่อยู่ โค้กบริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์และจัดส่งนำดื่มไปให้
            แต่การแสดงเจตนาดีและรอให้ FEMA จำแนกความช่วยเหลือต่างๆ ที่ต้องการจำเป็น ไม่อาจมีชัยได้ในวันนี้ วิสาหกิจอเมริกันจะต้องดันตัวเองไปสู่แนวหน้าของการให้ความช่วยเหลือเสมือนว่าผลกำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ ฮัลลิเบอร์ตันจำเป็นต้องนำเอาความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครื่องไม้ เครื่องมือทุกอย่างที่มี ไปซ่อมเขื่อนและสูบน้ำที่ท่วมคลุมนิวออร์ลีนส์ออกมา โค้กและเป๊ปซี่จำเป็นต้องจัดส่งน้ำดื่มบรรจุขวดนับล้านแกลลอนเข้าไป วอล-มาร์ตเป็นเจ้าของระบบขนส่งภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดเหตุใดจะไม่สามารถบอกให้ซัพพลายเออร์ทุกรายบริจาคเสื้อผ้า ยา และสิ่งอุปโภคบริโภคมาให้เพื่อรวบรวมจัดส่งต่อไป (ใครจะกล้าปฏิเสธวอล-มาร์ต?) เอ็กซอนโมบิลมีอำนาจในตลาดที่จะยับยั้งการขึ้นราคาน้ำมัน จงแสดงมันออกมา ลืมไปได้เลยที่จะเข้าแถวรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก เราต้องการให้ธนาคารแห่งอเมริกาปล่อยเงินกู้ให้ธุรกิจรายย่อยที่เสียหายโดยเร็ว มีขั้นตอนน้อยที่สุด และในอัตราดอกเบี้ยที่รับได้เช่นเดียวกับที่ธนาคารแห่งอิตาลีของ เอ.พี. จานนินี เคยทำในครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวในซานฟรานซิสโก ปี 1906”
            “ผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจอาจพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวว่าไร้เดียงสา เพราะคุณมีผู้ถือหุ้นและลูกค้าที่ต้องตอบสนอง มีผลกำไรที่ต้องบรรลุ และก็ถูกถ้าคุณจะบอกว่า พูดน่ะง่าย แต่โปรดจำคำนี้ไว้เมื่อคุณเริ่มเทศนาถึงคุณงามความดีของธุรกิจและความชั่วร้ายของรัฐบาลในครั้งต่อไป หรือไม่เช่นนั้นจงเลือกเล่นเกมยาว แล้วเมื่อคุณกดดันให้รัฐเปิดที่ทางให้เอกชนได้มีบทบาทมากขึ้นในด้านต่างๆ ทุกคนก็จะอยู่ข้างคุณ ทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องทำเพื่อกลับมาเป็นวีรบุรุษอีกครั้งก็คือทำในสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด จงส่งมอบสิ่งต่างๆ ออกไป เดี๋ยวนี้เลย
ใจความทุกอย่างครบสมบูรณ์อยู่ในนั้น หากวิถีแห่งทุนนิยมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่ก็นับเป็นการแสดงทัศนะต่อระบบทุนนิยมที่ชัด ตรง คมคาย และหนักแน่นที่สุดครั้งหนึ่ง
            หลายปีมาแล้ว ที่กระแสโลกคือกระแสซึ่งภาคธุรกิจเรียกร้องต้องการแสดงบทบาทที่ (เชื่อกันว่า) มีประสิทธิภาพมากกว่าแทนที่บทบาทหลายด้านที่เคยเป็นของภาครัฐ คู่ขนานมากับกระแสซึ่งภาคประชาชนแสวงหารูปแบบที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมทาง การเมืองและการปกครองตนเองที่ (เชื่อกันว่า) สามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตัวเองได้ดีกว่า
            บนเส้นทางแห่งการพิสูจน์ตัวเองของทุนนิยมก้าวหน้าและประชาสังคมยุคใหม่ รัฐบาลเข้มแข็ง ผู้นำอำนาจเด็ดขาด เป็นเพียงกับดัก ที่ทั้งพ้นสมัยและไม่พึงปรารถนา
#
29 ธันวาคม 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2549)