แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิตยสาร IMAGE แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิตยสาร IMAGE แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ศักดิ์เสือ

คนบางคนบอกว่าพวกเขาไม่ใช่ สุนัขข้างถนนขณะที่อีกคนพยายามจะบอกให้รู้ว่าเขา เป็นเสือ ไม่ใช่หมาเพราะหมาอาจจะกัดปลายไม้ที่ใช้แหย่ แต่เสือจะกัดผู้ที่ใช้ไม้นั้น
ภาพประกอบ: มนูญ จงวัฒนานุกูล
            เสือย่อมเป็นเสือ และหมาก็ย่อมเป็นหมา ไม่เคยเป็นปัญหาต่อการแยกแยะ แม้อาจจะเคยปรากฏเรื่องในทำนอง สุนัขจิ้งจอกภายใต้หนังคลุมของราชสีห์ แต่ก็ไม่อาจตบตาใครได้ ประเด็นจริงๆ อาจเป็นเพียงการสงสัยเปรียบเปรย ยามเมื่อเห็นเสือที่ทรงพลังอำนาจบางตัวได้แสดงท่าทีดุจดังสุนัขจิ้งจอก (แต่คงไม่มีใครสับสนถึงขนาดเห็นเป็นหมาข้างถนน) ที่คอยตามหลังเป็นบริวารของเสือตัวที่ใหญ่กว่าในการล่า
            และยามเมื่อเห็นพญาเสือเจ้าป่า - ซึ่งนอกจากจะสามารถสยบเสือด้วยกันเป็นบริวาร ยังสามารถสยบมวลสิงห์ กระทิง แรดได้อยู่ โดยไม่ต้องนับรวมฝูงหมาจิ้งจอกที่สมัครใจรับใช้อยู่เป็นพรวน - ไม่กล้าสู้เผชิญอย่างซึ่งหน้าแม้กับหมาป่า
            หมามีหลายชนิด เสือก็มีหลายพันธุ์ สัญชาตญาณแรกต่อไม้แหย่ของสัตว์ประเภทเดียวกันอาจแสดงออกคล้ายกัน แต่ใช่ว่าหมาบางจำพวกไม่สามารถแยกแยะเป้าหมายที่จะตอบโต้ ในขณะที่เสือบางพรรค์ก็นิยมการกัด/ฆ่าลับหลัง
            แชร์คานเป็นเสือประเภทนั้น
ใน ‘The Jungle Book’ ทั้งสองเล่ม รัดยาร์ด คิปลิง ใช้ประสบการณ์และจินตนาการของเขานำผู้อ่านไปยังชีวิตที่เข้มข้นในพงไพรอย่างมีชีวิตชีวา แม้โลกของวรรณกรรมจะไม่ใช่สิ่งที่ใช้วัดความจริงทั้งหมด แต่เรื่องของเมาคลีลูกหมาป่า กับสรรพสัตว์แถบเทือกเขาเซโอนี ก็ให้ความรู้สึกสมจริงกระทั่งสามารถสร้างและเปลี่ยนการรับรู้ที่เรามีต่อธรรมชาติสัตว์หลายชนิดได้
            ก่อนการปรากฏตัวตอนต้นเรื่อง ข่าวการข้ามเขตของ พญาเสือโคร่งผู้มีนามว่า แชร์คานผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มน้ำคงคามาถึงก่อนแล้ว โดยคำบอกเล่าของหมาจิ้งจอกตาบากี แต่ความยิ่งใหญ่ของเสือก็ถูกลบลายตั้งแต่แรกเปิดตัวด้วยความกล้าหาญของหมาป่าสองตัว
            รัดยาร์ด คิปลิง ทำให้ความโหดร้ายของหมาป่ากลายเป็นสัญชาตญาณธรรมดาของการมีชีวิตรอด และเติมด้านที่ทะนงองอาจเข้าไป โดยผ่านทางความสัมพันธ์กับเมาคลี-ลูกมนุษย์ที่เติบโตมาในฝูงของพวกมัน พ่อหมาป่าประกาศอย่างกล้าหาญตั้งแต่แรกพบเด็กน้อย และพญาเสือโคร่งแชร์คานตามมาทวงเอาเหยื่อของมัน ว่าพวกเราหมาป่าเป็นพวกอิสระ พวกหมาป่าจะยอมเชื่อฟังก็เฉพาะคำสั่งของหัวหน้าฝูงเท่านั้น เราจะไม่ยอมฟังคำสั่งของเสือกินวัวตัวไหนเป็นอันขาด”  และแม่หมาป่าก็สำทับว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของข้า ใครจะมาทำร้ายมันไม่ได้
            ความกล้าหาญของหมาป่าอาจมีเงื่อนไขที่ความได้เปรียบของชัยภูมิ เพราะมันอยู่ในถ้ำที่เสือร้ายเพียงยื่นหัวเข้าไป แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เกรงกลัวล่วงหน้าต่อโอกาสที่จะเผชิญกันอีก ในขณะที่แชร์คานก็ไม่เสี่ยงมุดเข้าไปในถ้ำแคบที่มันอาจเสียเปรียบ ได้แต่ขู่ ด่าทอ อาฆาต และงุ่นง่านกลับไป
            เมื่อที่ประชุมฝูงหมาป่ารับเมาคลีเข้าฝูงเสมือนดังลูกหมาป่าตัวหนึ่ง โดยมีผู้รับรองตามกฎ  แชร์คานซึ่งไปทวงสิทธิ์ของมันอีกครั้งก็ได้แต่คำรามอย่างโกรธแค้น แม้จะถือว่าเป็นการหยามน้ำหน้ามันอย่างรุนแรง
            แชร์คานไม่ใช่เสือกระดาษที่ไร้เขี้ยวเล็บ สัตว์ป่าน้อยใหญ่กลัวความร้ายกาจของมัน แต่ไร้ความเคารพยำเกรง แม่หมาป่าเอ่ยปากตั้งแต่แรกได้ข่าวการข้ามเขตหากินของแชร์คานว่าไอ้เสือโคร่งตัวนี้ฉันรู้จักมันดี แม่ของมันเรียกมันว่า ไอ้ขาเป๋เพราะมันขาเป๋เดินกะเผลกๆ มาแต่กำเนิด มันไล่ฆ่าใครไม่ใคร่ทัน จึงต้องคอยแต่ไปขโมยวัวควายที่เชื่องๆ ของชาวบ้านมาเป็นอาหารมันเคยฆ่าคนก็จริง แต่ด้วยวิธีที่พญาช้างสารหัตถีบอกว่าเป็นการฆ่าลับหลังทั้งสิ้นและคำเตือนของเสือดำบาเกียร่าต่อเมาคลีก็คือเจ้าเสือโคร่งขาเป๋ไม่กล้าทำอันตรายเจ้าซึ่งๆ หน้าหรอก
            ความอาฆาตของแชร์คานไม่เคยจางหายไปไหน แต่มันไม่ได้ใช้วิธีการสมศักดิ์เสือ เพื่อเล่นงานเมาคลี มันใช้วิธีการของหมาจิ้งจอกอย่างตาบากีที่คอยรับใช้มัน ผูกมิตรตีสนิทกับหมาป่าบางตัว ถึงกับแบ่งปันอาหารให้ในบางโอกาส และยุยงหมาป่าฉกรรจ์เหล่านั้นให้วางแผนโค่นอาเคล่าหัวหน้าฝูง ด้วยเชื่อว่าเมื่อขาดผู้รักษากฎ เมาคลีก็จะเป็นของมัน
            อาเคล่าเป็นหมาป่าตัวที่ถูกสร้างขึ้นมาขับเน้นความแกร่งทรนงของหมาป่าอิสระ ที่ไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจพาลของเจ้าป่า เมื่อมันเสียรู้ลูกฝูงที่ถูกแชร์คานยุยง ไม่อาจสังหารสมันที่พวกนั้นไม่ได้ต้อนจนอ่อนแรงเสียก่อน มันก็ยอมรับกฎของการเปลี่ยนจ่าฝูง แต่กลับไม่มีหมาป่าตัวใดกล้ารับคำท้าทายที่จะทำให้มันเป็น หมาป่าตายแล้วตามกฎนั้น กลับเป็นแชร์คานที่ถูกเมาคลีดึงหนวดและใช้ดุ้นไฟเคาะหัว โดยไม่กล้าตอบโต้
            แชร์คานยังตามจองเวรเมาคลีแม้เมื่อเขาไปอยู่ร่วมกับมนุษย์ และวาระสุดท้ายของมันก็จบลงด้วยการถูกถลกหนังไปกางปูบนแท่นหินแห่งผาประชุม ที่อาเคล่าเคยนั่งในฐานะหัวหน้าฝูง
บาเกียร่าเป็นภาพเปรียบเทียบของเสือที่สมเสือ รัดยาร์ด คิปลิง บรรยายไว้ว่าหมาป่าทั้งหลายรู้จักมันดี และไม่มีใครกล้าดูหมิ่น มันมีความฉลาดไม่แพ้ตาบากี-หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ กล้าเหมือนควายเถื่อน ถ้าถึงคราวต่อสู้ ก็จะต้องสู้อย่างดุเดือดเหมือนช้างถูกเจ็บ
            บาเกียร่าซื้อชีวิตของเมาคลีด้วยวัวป่า เพื่อให้ที่ประชุมหมาป่ารับเมาคลีเข้าฝูง และคอยปกป้องเมาคลีตลอดมานับจากนั้น มันเป็นเสือที่งำประกาย แต่สัตว์ทุกตัวยำเกรง-แม้แต่แชร์คาน เป็นเสือที่กล้าหาญดุร้าย แต่ไม่เคยแสดงความยโสโอ้อวดแบบเสือโคร่งตัวนั้น เป็นเสือที่ล่าเพื่อเป็นอาหาร ไม่ใช่แสดงอำนาจ เป็นเสือที่เคารพกฎและรักษาสัตย์ โดยไม่ยอมให้ใครตัวไหนมาละเมิด ครั้งหนึ่งเมื่อเมาคลีฝ่ากฎ มันก็จำใจลงโทษลูกมนุษย์ที่มันแสนจะเอ็นดู
            ในปีที่แห้งแล้งที่สุด แม่น้ำคงคาแห้งงวดเป็นลำธารเล็กจนกระทั่งเห็นแนวหินยาวกลางแม่น้ำที่เรียกกันว่า แนวหินสันติกฎแห่งป่าได้บัญญัติว่า เมื่อเห็นแนวหินนี้ถือเป็นเวลาแห่งสันติ จะมีการล่า-ทำร้ายกันบริเวณแม่น้ำนี้ไม่ได้ เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่สัตว์ทุกชีวิตควรจะได้แบ่งปันกันอย่างปลอดภัย
            เวลาที่แร้นแค้นเช่นนั้น บาเกียร่าต้องไปขโมยวัวชาวบ้าน ซึ่งไม่มีกฎห้าม เพียงแต่มันไม่ทำในยามปกติ ประเด็นสำคัญคือ แม้พบเหยื่อให้ล่า มันก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะไล่กวด ส่วนวัวตัวนั้นถูกผูกไว้กับหลัก ถึงอย่างนั้น บาเกียร่าก็รู้จักระงับใจจากพวกกวางริมแม่น้ำ ด้วยความเคารพกฎแห่งป่า จนกว่าความแห้งแล้งผ่านพ้นไป
เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ค่อนข้างกระจ่าง ว่าเหตุใดเมื่อ 99 ปีก่อน ลอร์ดโรเบิร์ต บาเดน-เพาเวลล์ ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก จึงขออนุญาตรัดยาร์ด คิปลิง นำเรื่องของลูกคนที่เติบโตมากับฝูงหมาป่าไปให้ลูกเสือทั่วโลกได้อ่าน
            ความฉลาดอาจหาญของเมาคลี ความทรนงของอาเคล่า ความน่ายำเกรงของบาเกียร่า ความรอบรู้ของหมีบาลูผู้เป็นครูฝึกลูกหมาป่า เป็นแบบอย่างในการปลูกฝัง-พัฒนาเยาวชนทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ในขณะที่ความแตกต่างหลากหลายของสรรพสัตว์ ทั้งลักษณะ สัญชาตญาณ นิสัย พฤติกรรม เป็นบทเรียนการจำแนกความกล้าจากความขลาด ความองอาจจากความยโส ความฉลาดจากเล่ห์ลวง ความซื่อสัตย์จากความกลอกกลิ้ง ความยำเกรงจากความหวาดกลัว คุณธรรมจากความชั่วร้าย และที่เหนืออื่นใด คือกฎของป่า
            หมีบาลูเคยบอกกับเมาคลีว่ากฎของป่า...มันก็เหมือนกับเถาวัลย์ยักษ์ที่ผูกมัดสัตว์ทุกตัวไว้ โดยไม่มีการยกเว้น เมาคลี ต่อไปเจ้าจะได้รู้ว่าทุกชีวิตต้องอยู่ภายใต้ระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์อันดี งาม
            กฎของป่าเป็นกฎธรรมชาติสำหรับการมีชีวิตอยู่ร่วมกันระหว่างสรรพสัตว์ เป็นธรรมดาของสัตว์กินเนื้อที่สัตว์ใหญ่ล่าสัตว์เล็ก สัตว์ดุร้ายล่าสัตว์อ่อนแอ แต่กฎหนึ่งของการล่าได้กำหนดชัดเจนว่าจงล่าเถิดเพียงเพื่อเป็นอาหาร แต่อย่าไล่ฆ่าเล่นเป็นการสนุก
            สัตว์แต่ละชนิดยังมีกฎเฉพาะของมัน กฎข้อหนึ่งของฝูงหมาป่าคือ ตราบใดที่ลูกหมาป่าไม่เคยกัดกวางตาย จะยังถือว่าเป็นลูกหมา ถ้าหมาป่าตัวไหนฆ่าลูกหมาตาย ก็จะถูกลงโทษถึงตายเช่นกัน นี่คือกฎเพื่อคุ้มครองชีวิตที่ยังเล็กและอ่อนแอ
            อีกกฎหนึ่งที่เมาคลีเรียนรู้จากหมีบาลู คือ เท้า...ต้องวิ่งไม่ให้มีเสียง ตา...ต้องหัดมองให้ได้ดีในที่มืด หู...จะต้องฟังรู้กระแสลมได้แต่ไกล ฟัน...จะต้องขาวคมอยู่เสมอเป็นกฎของการล่าและมีชีวิตรอดจากการถูกล่า ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญต่างภาษาของ Boy Scout นานาประเทศที่มีความหมายตรงกันว่า “Be Prepared”
            สำหรับลูกเสือไทย ภายใต้คติพจน์ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ที่ยึดถือมาแต่ต้น เมื่อประกอบกับการใช้สัญลักษณ์รูปหน้าเสือวางกลางเครื่องหมายสากลรูปดอกไอริส ความหมายของ ลูกเสือผู้ซึ่ง มีเกียรติเชื่อถือได้ตามกฎข้อที่หนึ่ง ย่อมต้องหมายถึงเสือและเกียรติที่สมศักดิ์เช่นดังเสือดำบาเกียร่าผู้น่ายำเกรง
            ไม่ใช่เสือพรรค์ที่เลียนวิธีการจากหมาจิ้งจอก และขลาดกลัวการเผชิญซึ่งๆ หน้า อันควรแก่การหมิ่นแคลน
#
Rhymes to learn
  • ‘The Jungle Book’ เป็นงานที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของ รัดยาร์ด คิปลิง (ค.ศ.1865-1936) กวีและนักเขียนรางวัลโนเบลชาวอังกฤษ ความคุ้นเคยและประสบการณ์จากการเกิดในอินเดีย และกลับไปทำงาน-ใช้ชีวิตที่นั่นอีกครั้งในวัยหนุ่ม เป็นที่มาของเมาคลีลูกหมาป่า’ (องค์การค้าของคุรุสภา, 2517) ซึ่ง สว่าง วิจักขณะ ครั้งที่เป็นกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ แปลจาก ‘All The Mowgli Stories’ เข้าใจว่าเป็นฉบับพิมพ์ที่รวม ‘The Jungle Book’ เล่ม 1 และ 2 ไว้ด้วยกัน โดยตัดบทกวีและตอนที่ไม่เกี่ยวกับเมาคลีออกไป

#
14 พฤษภาคม 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2549)

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รักนะ แต่อาจจะไม่แต่งงานด้วย

หญิงสูงวัยสามคนเกาะพยุงกันไปตามขั้นบันไดขึ้นสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย เด็กมัธยมที่เดินตามขึ้นไปถูกเรียกถามทางเพื่อความแน่ใจ จากนั้นเด็กหญิงเป็นธุระซื้อตั๋วให้และร่วมทางกันไปจนถึงสถานีสยาม ผู้เยาว์เลี้ยวแยกไปลงฝั่งสยามสแควร์ หลังจากได้ชี้บอกทางให้ผู้ใหญ่ได้เลี้ยวเดินเข้าสู่สยามพารากอน
ภาพประกอบ: มนูญ จงวัฒนานุกูล

            หลายปีมาแล้วที่คนกรุงเทพฯ ไม่รู้สึกตื่นเต้นไปกับศูนย์การค้าเปิดใหม่ นับตั้งแต่มีศูนย์การค้ามากมายกระจายออกไปรองรับชุมชนใหม่ทุกมุมเมือง แต่ศูนย์การค้าใจกลางเมืองที่วางตำแหน่งตัวเองเป็นเพชรน้ำหนึ่งแห่งการช้อปปิ้งของประเทศ บวกกับการโหมประโคมข่าวสาร-โฆษณาอย่างเอิกเกริก และพิธีเปิดอลังการ เพื่อยืนยันตำแหน่งนั้น ทำให้สยามพารากอนสามารถดึงดูดคนทุกเพศวัยซึ่งแม้จะไม่ได้ตั้งใจไปจับจ่าย แต่ก็ไปเพื่อให้ได้เห็น ได้เดินดู
            จากวันนั้นวันรุ่งขึ้นจากพิธีเปิดจนถึงวันนี้ (ต้นปี 2549) กระแสเอิกเกริกอลังการของสยามพารากอนไม่ได้จางหายไปเร็วนัก สิ่งที่เคยสร้างความตื่นตาตื่นใจในวันแรกๆ อาจจะจืดจางไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็อีกนานกว่าจะมีศูนย์การค้าใหม่ขึ้นมาเทียบเทียม และสยามพารากอนเองยังมีส่วนประกอบที่จะมาเติมให้เต็มอีกหลายขยักกว่าจะครบสมบูรณ์ทั้งโครงการ
ในเชิงธุรกิจ-เศรษฐกิจ-การลงทุน ศูนย์การค้าใหม่เลิศหรูมหึมา มีมุมที่มองได้ในทางดีมากมายภายใต้กรอบคิดแบบทุนนิยม-บริโภคนิยม แต่ข้อโต้แย้งทัดทานจากกรอบคิดแห่งความยั่งยืน-พอเพียง ก็มีแง่ของการรั้งตั้งสติให้ตรึกตรอง
            หากย่อกรอบการมองระดับมหภาค ลงมาเป็นจุลภาคระดับปัจเจก ในแง่ดี สยามพารากอนได้กำหนดและยกระดับมาตรฐานของศูนย์การค้าขึ้นมา เพราะบางแห่งที่ตั้งใจหรู ปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามจุดขายและกลุ่มเป้าหมายแท้จริงที่ได้ค้นพบภายหลัง บางแห่งที่เคยหรู ลดเพดานตัวเองจากการมุ่งใช้อรรถประโยชน์ของพื้นที่จนเสียราคาของความเพลิดเพลินที่จูงใจให้จับจ่าย วันหน้าศูนย์การใหม่แห่งนี้อาจเปลี่ยนไปในรูปรอยเดียวกัน แต่วันนี้ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าอื่นหลายแห่งต้องปรับตัว อย่างน้อยก็ฟื้น-สร้างบรรยากาศและแรงจูงใจสำหรับการช้อปปิ้งขึ้นมาใหม่
            ในทางกลับ แรงดึงดูดและความเย้ายวนใจที่มีกำลังแรงขึ้น สามารถก่อตัวเป็นคลื่นลมของการใช้จ่ายได้เกินความต้องการและจำเป็น ผู้มีกำลังซื้อจำกัดมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญพายุทางการเงินเมื่อออกจากฝั่งไปไกลเกิน
            เป้าหมายการช่วงชิงผู้บริโภคระดับบนสุดจากแหล่งช้อปปิ้งต่างแดน และจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นสิ่งที่ชัดเจน แต่โครงการที่ลงทุนมหาศาลเช่นนี้ก็ต้องการแรงซื้อของกลุ่มคนที่หลากหลายในเชิงปริมาณด้วย สยามพารากอนจึงมีความเย้ายวนใจที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มเฉพาะที่พยายามเว้นวางจากการช้อป
            เป้าหมายการเรียกลูกค้าวันละ 100,000 คน ให้ควักกระเป๋าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 2,000 บาท โดยไม่นับรวมยอดซื้อสินค้าแบรนด์เนมระดับลักชัวรี หมายถึงเงินไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาทต่อวัน 6,000 ล้านบาทต่อเดือน และ 72,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในวิสัยที่บรรลุได้หรือเป็นเพียงหลักหมุดไกลๆ ที่ต้องเพียรไปให้ถึง ต่างก็เป็นตัวเลขที่กระทบต่อศูนย์การค้าและห้างอื่น โดยเฉพาะย่านที่พยายามผลักดันกันให้เป็นช้อปปิ้งสตรีท นับจากแยกพร้อมพงษ์-ชิดลม-ราชประสงค์-จนถึงปทุมวัน
หลังจากชื่นชมความอลังการพอได้ตื่นตาตื่นใจ หญิงวัยเพิ่งเกษียณบอกกับลูกสาวที่อุตส่าห์พาแม่ไปเปิดรับบรรยากาศแปลกใหม่ ว่า ก็หรูดีนะลูก แต่คราวหลังพาแม่กลับไปช้อปที่เดิมนะ
            อาจเป็นเรื่องง่ายที่ความได้เปรียบในหลายองค์ประกอบทำให้สยามพารากอนอยู่เหนือคู่แข่งทุกราย จนคาดหมายได้ว่าแม้แต่เซ็นทรัลเวิลด์ในวันที่เปลี่ยนโฉมตัวเองได้หมดจด ก็ยังยากจะเอาชนะ แต่ในภาวะการแข่งขันสูง ผู้บริโภคทั้งถูกบ่มเพาะและปรนเปรอด้วยความหลากหลายและแตกต่าง ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวโตตามตัวเลขลวง แม้ผู้คนจะอยู่ในวังวนของการบริโภค แต่การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด นำไปสู่การเลือกโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
            สาวสวยผู้เพียบพร้อมด้วยรูปโฉม คุณสมบัติ และความเย้ายวนใจ อย่างสยามพารากอน จึงอาจเป็นผู้หญิงในฝันที่ผู้ชายทุกคนใฝ่หา และเธอก็รู้วิธีเพิ่มพูนเสน่ห์ กระตุ้นแรงปรารถนาภายในอย่างไม่สิ้นสุด แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนม และหมายมั่นเป็นคู่ครอง บุคลิกของสยามเซ็นเตอร์ และดิสคัฟเวอรีที่อยู่เรียงกัน อาจต้องใจคนบางกลุ่มมากกว่า เมื่อข้ามถนนไป เซ็นเตอร์พอยต์ให้ความรู้สึกติดดินและถูกเทรนด์สำหรับเด็กบางแนว เกษรและเอราวัณอาจพลิกความคล้ายเคียงที่เป็นรองทางสรีระและความสดใหม่ ด้วยท่าทีอบอุ่นเป็นกันเอง เซ็นทรัลชิดลมให้ความรู้สึกผูกพันคุ้นเคย แม้แต่เอ็มโพเรียมก็ยังประทินโฉมใหม่อย่างไม่ลดราให้กับญาติผู้น้อง
            เซอร์จิโอ ซีแมน อดีตประธานเจ้าหน้าที่การตลาดของโค้ก เคยเปรียบเปรยท่าทีความคิดแบบนั้นด้วยนิยาม การบริโภคเสมือน (virtual consumption)” โดยขยายความว่าคือสิ่งที่สินค้าฟุ่มเฟือยจำนวนมากอย่างเช่นรถสปอร์ตต้องเผชิญ เพราะใครๆ ก็พูดว่า ว้าว! มันเยี่ยมมาก ผมรักมัน มันคือแบรนด์สุดโปรดของผมแต่เมื่อคุณถามว่า เขาจะซื้อมันเมื่อไร หรือจะซื้อหรือไม่ พวกเขาจะบอกว่าโอ! ไม่หรอก ผมคงไม่มีทางซื้อได้หรือมันไม่เข้ากับความจำเป็นหรือรูปแบบการดำเนินชีวิตของผมสักเท่าไรหรือผมชอบมันนะ แต่ผมว่าถ้าซื้ออย่างอื่นจะเข้าท่ากว่าหรือมันไม่มีสีที่ผมชอบสิ่งที่คุณได้รับก็คือ คนที่คิดว่าพวกเขารักคุณ แต่ไม่มีโครงการที่จะแต่งงานด้วย
            หลุมพรางของการเป็นสิ่งที่ผู้คนชื่นชม หรือเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เซอร์จิโอเป็นคนหนึ่งที่รู้รสชาติการตกลงไปในหลุมนั้นดี คนอเมริกันเทใจให้โค้กเสมอ รักทุกสิ่งที่เป็นโค้ก จนกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในความภูมิใจแบบอเมริกัน แต่อาณาจักรเป๊ปซี่ก็เติบโตขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับความชื่นชมต่อนวัตกรรมและความแตกต่างของแอปเปิล ซึ่งถ้าแปรเป็นส่วนแบ่งตลาดได้ แมคอินทอชคงเป็นผู้นำในตลาดพีซีมาตลอดสองทศวรรษ ไม่ใช่ส่วนแบ่งเลขหลักเดียว และกว่าคนที่รักแอปเปิลจะตกลงปลงใจแต่งงานด้วย เจ้าสาวก็ชื่อไอพอด ไม่ใช่ไอแมค
การบริโภคเสมือนจึงเป็นฝันร้ายของนักการตลาด ทางเลือกยิ่งมาก การแข่งขันยิ่งสูง วิธีการสร้างแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ กลยุทธ์การวางตำแหน่งและสร้างความแตกต่าง ยิ่งไม่มีสูตรที่ประกันความสำเร็จ
            แจ็ค เทราต์ บอกว่าความสำเร็จในกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งมวล ขึ้นอยู่กับระดับการเข้าถึงจิตใจคน และเขาก็ยอมรับในทีว่าไม่มีแบบวิธีที่ได้ผลสำหรับทุกกลุ่มสินค้า/บริการ ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกสถานการณ์/สมัย/เวลา เพราะจิตใจคนมีข้อจำกัดต่อการรับรู้ ไม่ชอบความสับสน ขาดความมั่นคง แต่ไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ กระนั้นก็มีโอกาสสูญเสียความชัดเจนได้เสมอ
            นักการตลาดจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะหาช่องว่างจากคุณลักษณ์ที่ขัดแย้งกันโดยพื้นฐานนั้น เพื่อแทรกเข้าไปวางสินค้า/บริการเป็นทางเลือกลงในใจผู้บริโภค แต่ในทางกลับกัน ความหลากหลายของข้อเสนอทางเลือกบวกกับคุณลักษณ์ของจิตใจ ก็สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อความเย้ายวนของการจับจ่ายได้ระดับหนึ่ง แม้มันอาจจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราวดังที่เซอร์จิโออธิบายว่าไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดีแต่เมื่อรวมกับความจำเป็นที่ต้องจัดสรรเงินในการจับจ่าย งานของนักการตลาดยุคใหม่ก็ยิ่งยาก
            แนวโน้มที่น่าสนใจคือ แม้การเกาะติดไปกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนจำนวนไม่น้อย แต่การยึดติดแบรนด์เริ่มไม่ใช่ มีการสำรวจพบว่าผู้หญิงจำนวนมากที่ยังเลือกซื้อและใส่เสื้อผ้าตามแนวนิยมได้หันไปหาแบรนด์รอง ของไม่แท้ และกระทั่งไร้ยี่ห้อ อาจจะเป็นเพราะแฟชั่นเปลี่ยนเร็วเกินไป เมื่อผนวกกับค่านิยมที่จะไม่ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมซ้ำๆ นานๆ ทำให้ปริมาณมาก่อนคุณภาพ และราคามาก่อนยี่ห้อ หรือเป็นเพราะพื้นที่พำนักอาศัยของคนส่วนใหญ่ไม่เอื้อต่อการมีตู้หลายใบไว้เก็บเสื้อผ้าเก่าไว้รอเทรนด์ย้อนกลับ หรือเพราะน้ำหนักของการจัดสรรค่าใช้จ่ายให้กับผลิตภัณฑ์ความงามสูงกว่าอาภรณ์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระบวนการเลือกที่สามารถพัฒนาแบบแผนไปสู่บริโภควิธี
            จากแยกราชประสงค์ เพียงข้ามสะพานคร่อมคลองแสนแสบลงไป แพลตินัม-ศูนย์ค้าส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่งเปิดตัวไล่ๆ กับสยามพารากอน แต่วางตำแหน่งตัวเองไว้อีกเกือบปลายขั้วหนึ่ง สามารถดึงดูดคนทุกเพศวัยเข้าไปได้เช่นกัน และจำนวนคนที่เดินกลับออกมาพร้อมถุงของในมือ ก็เป็นทั้งประจักษ์พยานของแนวโน้มดังกล่าว และเป็นอีกรูปธรรมหนึ่งของการบริโภคเสมือน
            ในขณะที่คนอย่างเซอร์จิโอ แจ็ค และบรรดานักการตลาดทุกคน พยายามโน้มน้าวเปลี่ยนแปลงจิตใจเราไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการอยู่ตลอดเวลา พวกเขาก็รู้ดีว่าเราสามารถกำหนดชะตากรรมของทุกกลยุทธ์และแผนการตลาดได้เช่นกัน
            โดย บริโภควิธีของเราเอง
#
Rhymes to learn
  • เซอร์จิโอ ซีแมน เป็นเซียนการตลาดผู้ซึ่งความล้มเหลวและความสำเร็จครั้งสำคัญของเขาขมวดรวมอยู่ในช่วงที่ นิวโค้กเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ แต่สามารถพลิกเกมได้เฉียบพลันด้วย คลาสสิกโค้กหนังสือ The End Of Marketing As We Know It (การตลาดอย่างที่คุณไม่เคยรู้จัก, วีระ สถิตย์ถาวร แปล, 2544) ผนึกรวมความคิดและประสบการณ์ทางการตลาดแบบ ขวานผ่าซากของเขาได้หนัก-ตรง-คม-แรง คนที่มีฐานะเพียงผู้บริโภคสามารถเรียนรู้เหลี่ยมมุมทางการตลาดและโฆษณาจากหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นภูมิคุ้มกันได้ตามสมควร
  • แจ็ค เทราต์เป็นนักวางกลยุทธ์การตลาดแถวหน้าที่มีงานเขียนอ่านง่ายน่าสนใจหลายเล่ม เล่มที่พูดถึงการทำความเข้าใจกับจิตใจผู้บริโภคค่อนข้างเด่นชัดคือ The New Positioning (กลยุทธ์การสร้างภาพพจน์ยุคใหม่, สงกรานต์ จิตสุทธิภากร เรียบเรียง, 2539)

#

4 กุมภาพันธ์ 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549)

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ช้อปสุดชีวิต

เราอาจเคยรู้ว่าถูกจับตามองผ่านทางระบบโทรทัศน์วงจรปิดเมื่ออยู่ในบางพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า เราอาจเคยรู้ว่าเป็นหนึ่งในจำนวนนับของผู้คนที่เดินเข้าประตูศูนย์การค้า
            แต่เราอาจยังไม่รู้ว่า มีคนซุ่มสะกดรอยเพื่อ เรียนรู้จังหวะทิศทางการเดินช้อปปิ้งของเรา ตลอดทางและตลอดเวลาที่เราอยู่ในห้าง เขาหรือเธอจดบันทึกทุกอย่างที่เราทำ นับจากเวลาที่เราเดินเข้าไปในห้างนั้น เดินตรงไปยังทิศทางแผนกไหนโดยเจาะจงหรือว่าเดินดูเรื่อยเปื่อย ถูกดึงความสนใจด้วยแผ่นป้ายโฆษณาหรือสินค้าที่ดิสเพลย์ไว้ตรงจุดไหนหรือไม่ หยิบอะไรขึ้นมาดู ใช้เวลาพินิจนานเพียงไร พลิกป้ายราคาดูหรือเปล่า มีท่าทีพอใจหรือตัดสินใจซื้อไหม ถ้าซื้อ ใช่การซื้อตามที่ตั้งใจมาหรือว่าเป็นการซื้อโดยความพึงพอใจที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน จ่ายเงินวิธีไหน มีท่าทีอย่างไรในการรอกระบวนการออกใบเสร็จ และไปที่ไหนต่อ
ภาพประกอบ: มนูญ จงวัฒนานุกูล

            ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ อาจมีคนหลายคนคอยรับช่วงเป็นทอดๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย เพราะเป้าหมายบางคน ไวพอที่จะรู้สึกตัวว่ามีคนติดตามเขาอยู่ หลังจากสะกดรอยไประยะหนึ่ง
            นั่นคือสิ่งที่ ปาโก อันเดอร์ฮิลล์ บอกไว้ในหนังสือชื่อ ศาสตร์แห่งการช้อปปิ้ง” (Why We Buy) เขาและทีมงานทำมากกว่านั้นอีก สิ่งที่บันทึกไว้ด้วยกล้องวิดีโอ กล้องดิจิทัล คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา และใบข้อมูล ถูกนำมาเปรียบเทียบ เชื่อมโยง และประมวลข้อมูล สรุปผลออกมาหลายระดับ ตั้งแต่ภาพใหญ่ๆ เช่นว่า มีคนเข้าร้านหรือห้างเท่าไรในแต่ละวัน จำแนกตามอายุ-เพศ-กลุ่มประชากรได้อย่างไร ย่อยลงมาจนถึงว่า ผู้ชายอายุต่ำกว่า 35 ที่ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตอ่านข้อมูลโภชนาการข้างกล่องซีเรียลแล้วตัดสินใจซื้อ มีจำนวนมากหรือน้อยกว่ากลุ่มที่ดูแต่รูปและตราหน้ากล่อง
            ปาโกกับทีมงานยังบอกผู้บริหารห้าง/ร้านได้ด้วยว่า จากการสังเกตศึกษาของเขา การโยกย้ายชั้นวางสินค้าจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร สินค้าสำหรับเด็กควรจะวางอยู่ระดับไหนของชั้น มีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างตำแหน่งวางสินค้าเด็กที่เด็กสามารถเลือกซื้อเองได้กับสินค้าเด็กที่พ่อแม่เป็นผู้เลือก แล้วสินค้าประเภทเดียวกันแต่สำหรับผู้สูงอายุที่วางไว้นั้นอยู่ต่ำเกินไปหรือเปล่า ถ้าขยับมันมาสักสามชั้นยอดขายจะเพิ่มขึ้นไหม แล้วอะไรล่ะที่ควรจะไปอยู่ชั้นล่างสุดแทน ถ้าไม่ใช่ของวัยรุ่นที่ว่องไวในการค้นหามากกว่า
            สิ่งที่ปาโก อันเดอร์ฮิลล์ทำ เป็นอีกแขนงหนึ่งของการวิจัยการตลาด ที่มุ่งศึกษาแบบแผนพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า ณ จุดขายอย่างละเอียด แต่เดิมอาจจะคิดกันว่าเมื่อแผนการตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ สามารถนำลูกค้าเป้าหมายมายังสถานที่ขาย ซึ่งมีสินค้าที่หลากหลายและตรงความสนใจของลูกค้า วางรออยู่ ก็น่าจะพอแล้ว แต่จริงๆ แล้ว มันไม่เคยพอ
            เช่นเดียวกับที่บริษัทเจ้าของสินค้ายังต้องส่งพนักงานขายมาประจำห้างเพื่อสาธิตบรรยายว่าเครื่องซักผ้ารุ่นนี้ยี่ห้อนี้มีคุณสมบัติเหนือกว่าอีกยี่ห้อ ที่อาจจะมีชื่อเสียงมากกว่าและแพงกว่าอย่างไร หรือภาพที่เราเดินไปในแถวขนมขบเคี้ยวตามซูเปอร์สโตร์แล้วเห็นมันฝรั่งสองยี่ห้อทำสงครามแย่งพื้นที่วางอย่างไม่ยอมลดละ เจ้าของพื้นที่หรือผู้บริหารห้างร้านก็ต้องการวิธีที่จะเพิ่มยอดขายให้กับลูกค้าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วให้มากกว่าที่เขาหรือเธอตั้งใจจะซื้อ
            ถ้าหากว่าการศึกษาแบบแผนการซื้อเชิงมานุษยวิทยาอย่างเจาะลึกเช่นที่ปาโกบุกเบิกมาจนเติบโตและเป็นที่ต้องการของธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก จะยังไม่เกิดขึ้นในศูนย์การค้าเมืองไทย ก็เชื่อได้เลยว่า การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีก จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในไม่ช้า เช่นเดียวกับที่การวิจัยตลาดรูปแบบวิธีต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้วมากมายทั้งที่เรารู้และไม่รู้
            โดยมีวัตถุประสงค์เดียว เพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋าของเราให้มากที่สุด
เคยมีคนบอกว่า วันไหนที่เราเดินเข้าห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าไปแล้วกลับออกมาโดยไม่ได้จ่ายเงินเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเราหักห้ามใจตัวเองได้เก่งมาก ก็ต้องเป็นเพราะว่าวันนั้นเป็นวันโชคร้ายสุดๆ ที่หาของที่เราตั้งใจจะซื้อไม่ได้
            เหมือนกับที่วอร์เร็น ซีวอน เคยร้องบอกเอาไว้ในเพลง “Down In The Mall” ว่า เราต่างก็ไปช้อปปิ้ง ด้วยเงินทั้งหมดที่เหลือจากถูกรัฐบาลหักไป (ทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินสมทบประกันสังคม หรือกองทุนประกันสุขภาพภาคบังคับ และกองทุนเงินออมภาคบังคับ) ถึงจะไม่ได้ตั้งใจไปซื้ออะไร แต่ “มันคงมีของลดราคาที่เราซื้อได้แล้วหลังจากที่ ซื้อไอ้โน่นนิด ซื้อไอ้นี่หน่อยด้วยบัตรเครดิตที่เราไม่มีปัญญาจะจ่ายได้ครบจนช้อปต่อกันไม่ไหวแล้วเราก็จะแวะที่ร้านวิดีโอเสียหน่อย
            ความเย้ายวนของสรรพสิ่งที่จัดวางให้เห็น โปรโมชั่นแคมเปนที่ดึงดูดใจ และรายการลดราคาที่หมุนเวียนกันจนไม่เหลือวันขายสินค้าราคาเต็ม ต้องมีอะไรสักอย่างที่ตรงใจ ตรงความต้องการ หรือกระทั่งความอยากได้ใคร่มีตามธรรมชาติของเราได้เสมอ (แม้ว่าจะเราจะไม่ใช่นักช้อปที่หักห้ามใจตัวเองไม่ได้แบบ รีเบคคา บลูมวูด ก็ตาม) จึงมีกฎข้อแรกๆ ของการควบคุมรายจ่ายว่า จงอย่าแวะศูนย์การค้าถ้าไม่ได้ตั้งใจไปซื้ออะไร และถ้ามีสิ่งของที่ตั้งใจไปซื้อ ก็จงมุ่งไปหาแต่เพียงสิ่งนั้น แล้วเดินงุดๆ ออกมาหลังจากจ่ายเงินเสร็จแล้ว
            แต่การหักห้ามใจไม่ให้ไปศูนย์การค้าก็ยากเกือบเท่าๆ กับการตัดใจไม่ซื้อของที่อยากได้แต่ไม่มีความต้องการจำเป็นนั่นแหละ มีคนเปรียบเปรยว่าศูนย์การค้าก็คือมหาวิหารของคนเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะในชื่อเรียกช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ มอลล์ อาร์เขด พลาซ่า หรือว่า เอาต์เล็ต และไม่ว่าจะในรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ที่แตกย่อยไปมากมายเป็นซูเปอร์สโตร์ ดิสเคาน์ตฺสโตร์  โฮลเซลสโตร์ สเปเชียลตีสโตร์ (ซึ่งสุดท้ายก็ยังรวบเอาร้านค้าย่อยและแฟรนไชส์ต่างๆ มาไว้รวมกันในรูปแบบศูนย์การค้ากลายๆ) ศูนย์การค้าก็เป็นที่ที่เราไปซื้อของใช้ที่จำเป็น ไปช้อปปิ้ง ไปอัพเดตตัวเองให้ทันเทรนด์ใหม่ๆ ไปกินอาหาร ไปเดินเล่นรับแอร์ ไปดูหนัง ดูกิจกรรม/การประกวดต่างๆ ไปเล่นโบว์ลิ่ง ไปร้องคาราโอเกะ บางแห่งยังมีสวนสนุกย่อมๆ สำหรับลูกหลานตัวน้อย ส่งเด็กโตกว่านั้นไปเรียนพิเศษ
            และเมื่อเราไม่มีที่ไหนจะไป ไม่มีอะไรจะทำ เราก็ยังไปศูนย์การค้า
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ที่รู้จักกันดีในชื่อ Fortune 500 นิตยสารฟอร์จูนได้ย้อนกลับไปมองจุดเปลี่ยนของโลกธุรกิจยุคใหม่ และยกให้ศูนย์การค้าเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญ
            บทความเรื่อง “Our Malls, Ourselves” บอกว่าการเปิดเซาธ์เดลเซ็นเตอร์ ในมินนีอาโพลิส เมื่อปี 1956 เป็นจุดเริ่มที่การเปลี่ยนวิธีการจับจ่ายและรูปแบบการค้าปลีกไปโดยสิ้นเชิง อาคารแบบปิดสองชั้นที่เชื่อมต่อกับที่จอดรถสองชั้นเช่นกัน มีห้างสรรพสินค้าใหญ่สองห้างตั้งอยู่สองปีกโอบ 72 ร้านค้าย่อยเอาไว้ พื้นที่ตรงกลางเป็นช่องแสงที่อบอุ่น ประดับประดาด้วยสวนหย่อม ไม้ประดับ และบ่อปลาทอง พร้อมม้านั่งที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ให้ได้พักขา และเปิดรับความตื่นตากับประสบการณ์แปลกใหม่ในการช้อปปิ้ง
            เกือบห้าสิบปีต่อมา อเมริกามีช้อปปิ้งมอลล์มากกว่า 47,000 แห่ง ซึ่งมากกว่าโรงเรียนมัธยม เป็นแหล่งจ้างงานมากกว่า 17 ล้านอัตรา ดึงดูดลูกค้าเข้าไปมากกว่า 200 ล้านคนต่อเดือน มียอดขายรวมเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ 3 ใน 4 ของธุรกิจค้าปลีกทั้งหมดไม่รวมรถยนต์และน้ำมัน และเป็นที่มาของภาษีขาย 84 พันล้านดอลลาร์
            วัฒนธรรมการช้อปปิ้งแพร่ออกไปนานาประเทศซึ่งต่างก็เปิดรับรูปแบบการค้าปลีกนี้ในอัตราเดียวกับการเติบโตของระบบทุนนิยมเสรี และหลายประเทศพยายามช่วงชิงตำแหน่งช้อปปิ้งมอลล์ที่ใหญ่ที่สุดกันอยู่เสมอ ปัจจุบันนี้ (ค.ศ. 2005) โกลเดนรีซอร์ส ในจีนมีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยพื้นที่ 600,000 ตารางเมตร แต่ปีหน้า (ค.ศ. 2006) เดอะมอลล์ออฟอราเบีย ในดูไบ, อาหรับเอมิเรตส์ จะขึ้นมาแทนที่ ในขณะที่มาเลเซียแย้งว่าเบอร์จายาไทม์สแควร์ทั้งใหญ่กว่าและดึงดูดนักช้อปปิ้งได้มากที่สุด
            ฟอร์จูนบอกว่า คนอเมริกันเจเนอเรชั่น เบบี้บูมเป็นต้นมา คือกลุ่มคนที่เกิดมาเพื่อช้อป และวิถีการช้อปยุคใหม่ในศูนย์การค้าก็คือต้นธารที่หล่อเลี้ยงให้โลกทุนนิยมและบริโภคนิยมได้เติบโตงอกงาม เรื่องแปลกแต่จริงก็คือ วิกเตอร์ กรึน ผู้เป็นต้นคิดและผู้พัฒนาศูนย์การค้าเซาธ์เดล เป็นนักสังคมนิยมที่ลี้ภัยนาซีมาจากออสเตรีย งานอาชีพออกแบบตกแต่งร้านค้านำเขาไปสู่แนวคิดที่จะใช้ธุรกิจการค้าเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคม และพ่อค้านักธุรกิจคือกลุ่มคนที่จะธำรงรักษาอารยธรรมของสังคมเมืองในลักษณะเดียวกับที่กษัตริย์ ขุนนาง และศาสนจักร เคยค้ำจุนอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมในอดีต
            ศูนย์การค้าตามภาพร่างแรกในใจของเขาก็คือพื้นที่ที่สาธารณชนสามารถเข้าไปใช้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อของ มีพื้นที่ส่วนกลางที่ผู้คนในชุมชนเข้ามาใช้เป็นที่พบปะและหย่อนใจ มีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะให้ชื่นชมฟรี ตอนต้นทศวรรษ 1950 วิกเตอร์ออกแบบศูนย์การค้าสองแห่งในซีแอตเทิลและดีทรอยต์ แต่ไม่สามารถหว่านล้อมให้ผู้ลงทุนจัดสรรพื้นที่บางส่วนเพื่อสาธารณประโยชน์ตามแนวคิดของเขาได้ เขาจึงหาเงินมาลงทุนสร้างศูนย์การค้าเซาธ์เดลเสียเอง
            ความคิดฝันของวิกเตอร์เป็นจริงและประสบความสำเร็จกว่าที่เขาหรือใครๆ คิด เซาธ์เดลเป็นต้นแบบศูนย์การค้าที่มีผู้นำไปพัฒนาต่ออย่างรวดเร็วทั่วอเมริกา และทั่วโลกในที่สุด แต่การคลี่คลายตามวิถีแห่งทุนก็ทำให้ศูนย์การค้ากลับกลายเป็นตัวเร่งวัฒนธรรมการบริโภค พัฒนาให้เกิดเครือข่ายศูนย์การค้าและร้านค้าขนาดใหญ่จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กิจการปลีกย่อยจริงๆ สร้างกฎเหล็กในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทองคำ ละเลยชุมชนรอบข้าง และสร้างปัญหาหลายๆ อย่างให้กับชีวิตเมือง เมื่อผิดหวังกับการคลี่คลายนี้ วิกเตอร์กลับไปอยู่เวียนนา และสาปส่งพวกนักพัฒนาที่ดินที่บิดเบือนแนวคิดของเขา ในขณะที่นักช้อปทั่วโลกยังคงช้อปกันต่อไป
            จอร์จ เอ. โรเมโร เคยล้อวัฒนธรรมการช้อปของคนอเมริกัน เอาไว้ในหนังเรื่อง “Dawn Of The Dead” ด้วยภาพเหล่าซอมบี้ที่เพ่นพ่านกันอยู่เต็มศูนย์การค้า เพราะไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร ที่ไหนดี แต่ในขณะเดียวกัน ภาพสะท้อนจากหนังเรื่องนั้น และภาพในชีวิตจริงของคนเราที่ผูกพัน(ธ์)กับศูนย์การค้า ก็ได้ย้ำถึงแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ของวิกเตอร์ กรึน ที่อยู่เหนือรูปแบบและคงทนกว่าอายุของศูนย์การค้าใดๆ
            นั่นคือการธำรงรักษาอารยธรรมของสังคมเมือง เพียงแต่เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการช้อปปิ้ง
#
Rhymes to learn
  • ศาสตร์แห่งการช้อปปิ้ง” (Why We Buy: The Science of Shopping) ของปาโก อันเดอร์ฮิลล์ แปลเป็นไทยโดย กาญจนา อุทกภาชน์ ถ้าอ่านข้ามความไม่ราบรื่นของสำนวนแปลและความผิดพลาดบางประการไปได้ ผู้ทำธุรกิจค้าปลีกสามารถเรียนรู้แบบแผนพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย และผลกำไร แต่ไม่ใช่หนังสือสำหรับ ผู้บริโภคหรือ นักช้อปอย่างที่ชื่อหนังสือชวนให้เข้าใจ
  • “Down In The Mall” เพลงสนุกๆ ในลีลาเย้ยเยาะตามแบบฉบับของ วอร์เร็น ซีวอน อยู่ในอัลบัม “Transverse City” (1989) เป็นงานที่มาก่อนกาลเวลา จนถูก เก็บเอาไว้ก่อนตั้งแต่เริ่มออกขาย แล้วใครๆ ก็ลืมไปเลยว่าวอร์เร็นสะท้อนมุมมองต่อสังคมสมัยใหม่ไว้น่าสนใจแค่ไหน เพลงเด่นที่พอจะจดจำกันได้บ้างจากงานชุดนี้คือ “Splendid Isolation”
  • บทความเรื่อง “Our Mall, Ourselves” ตีพิมพ์ใน Fortune ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 2004
  • “Dawn Of The Dead” (1978) เป็นหนังภาคสองในชุด ‘Living Dead’ ของ จอร์จ เอ. โรเมโร ภาคนี้กับภาคแรก-“Night of the Living Dead” (1970) เป็นหนัง cult ที่ได้การยอมรับสูงในฐานะหนังเล็กต้นทุนต่ำที่มีแง่มุมและวิธีทำน่าสนใจ แต่สองภาคต่อมา “Day Of The Dead” (1995) และ “Land Of The Dead” ที่ฉายไปเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นงานที่ล้มเหลว

#
4 ตุลาคม 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2548)

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ศาสตร์แห่งความสุข

ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ความสุขกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค?” เป็นคำถามที่เจเน็ต มา ส่งไปยังนิตยสาร Time อีกคำถามหนึ่งของเธอคือเราจะหวนกลับไปหาวันเวลาที่ผู้คนใช้ชีวิตไปตามใจปรารถนา โดยไม่ต้องสงสัยว่าสารเคมีตัวไหนในสมองที่ทำให้เรามีความสุขไม่ได้หรือ?” เธอบอกด้วยว่า เธอรู้สึกเศร้าใจที่วิทยาศาสตร์เข้าไปยุ่มย่ามในทุกแง่มุมของความเป็นมนุษย์
ภาพประกอบ: มนูญ จงวัฒนานุกูล

            ถ้าเรายังคงเชื่อ ยังคงระลึกได้ว่า ความสุขอยู่ที่ใจเราอาจจะเห็นพ้องกับเจเน็ต แต่ในโลกที่หมุนเร็วขึ้น เต็มไปด้วยสรรพวัตถุที่กำหนดจิต และมากด้วยสิ่งเร้าที่กระตุ้นความกระหายอยาก ได้ดึงให้เราห่างเหินจากความนึกคิดและจิตใจของตัวเองมากขึ้นจนยากจะหยั่งถึง ในโลกที่ กระบวนการและ วิธีทำเข้ามาแทนที่สำนึกและเป้าหมาย ในโลกที่แม้แต่ความสุขและความพึงพอใจของเราได้กลายเป็นสิ่งที่ คนอื่นมาบอกกับเราว่า จะเกิดขึ้น-มีได้ ก็โดยการได้มาซึ่งสิ่งนั้น การบรรลุถึงสิ่งนี้
            การอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม ซึ่งอาจจะเคยรับรู้ได้ด้วยหัวใจ และเข้าถึงได้ด้วยความรู้สึก โดย ศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม มีกระบวนการศึกษาวิจัยรองรับ มีข้อมูลสนับสนุน ก็อาจจะเป็นสิ่งซึ่งควรแก่เหตุและกาลสมัย
Time ฉบับอันเป็นที่มาของคำถามข้างต้น รายงานถึงความก้าวหน้าของศาสตร์หลายแขนงในการเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าความสุขวิธีสร้างสุข และหามาตรวัดระดับความสุข
            ในทางพันธุกรรม เมื่อหลายปีก่อนเคยมีการวิจัยที่สรุปว่า ยีนเป็นปัจจัยหลักที่มีบทบาทกำหนดระดับความสุขความพึงพอใจที่แตกต่างกันในแต่ละคนมากถึง 50% ในขณะที่ปัจจัยอื่น เช่น รายได้ ชีวิตครอบครัว ศาสนา การศึกษา มีส่วนกำหนดเพียง 8% ที่เหลือเป็นปัจจัยอื่นๆ ที่เรียกรวมว่าสายโยงและศรชี้ของชีวิต
            ระดับความสุขที่กำหนดโดยยีนจึงเหมือนกับการตั้งค่าเอาไว้แล้วล่วงหน้าตั้งแต่เกิด และยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้มากนักเช่นเดียวกับยีนที่กำหนดค่าความสูงหรือน้ำหนัก การศึกษาในช่วงต่อมาไม่ได้ ปฏิเสธบทบาทของยีน แต่โต้แย้งถึงค่าที่กำหนดโดยยีน จนเป็นที่ยอมรับว่ามีปัจจัยอื่นที่ทำให้คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงระดับความสุขในตัวได้ในช่วงกว้างกว่าที่เคยคิดกัน
            นักจิตวิทยาก็พยายามขยายนิยามของสุขภาพจิตจากการบำบัดรักษาอาการป่วยไข้ทางจิต ไปสู่สุขภาวะทางใจ ความท้าทายใหม่ก็คือ หลังจากที่เคยปรับภาวะจิตใจของคนที่มีค่า -5 ให้กลับมายังจุดศูนย์ได้สำเร็จแล้ว จะสามารถปรับจาก 0 ขึ้นไปสู่ภาวะ +5 ได้หรือไม่ อย่างไร
            งานวิจัยหลายชิ้นค้นพบว่า ความมั่งคั่งและความเพลิดเพลินพอใจที่ซื้อได้ด้วยเงินไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มีข้อสรุปที่ตรงกันว่า เมื่อความต้องการจำเป็นพื้นฐานของเราได้รับการสนองตอบ ส่วนที่เกิน เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น ระดับการศึกษา ระดับไอคิว ล้วนมีผลน้อยมากต่อระดับความพึงพอใจในชีวิต
            เคยมีการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้บริหารที่รวยที่สุดในอเมริกา พบว่าคนเหล่านี้มีความสุขในชีวิต มากกว่าค่าเฉลี่ยของคนอเมริกันทั่วไปเพียงเล็กน้อย
            การศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์สัมพันธ์สนับสนุนเรื่องนี้ งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่ารายได้ประชาชาติและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น มาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูงขึ้น การศึกษาที่ดีขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิตจำนวนมากขึ้น มีผลกับความรู้สึกดีต่อชีวิตไม่มากนัก
            อาจจะเป็นจริงที่ความยากจนเป็นอุปสรรคต่อชีวิตที่มีความสุข ประเทศด้อยพัฒนาในแอฟริกาที่ประชากรมีรายได้ต่ำมากๆ อาจไม่มีความสุขมากเท่ากับประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่สูงกว่า มีโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมครบสมบูรณ์กว่า แต่ในสังคมพัฒนาด้วยกัน ประเทศ กลุ่มสแกนดิเนเวียและยุโรปบางประเทศที่มีการกระจายรายได้ดีกว่า ดัชนีความสุขของคนในสังคมจะสูงกว่าประเทศที่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้อยู่สูงอย่างอเมริกา เช่นเดียวกับที่คนในชนบท คนในเมืองเล็กๆ มักจะมีความพอใจกับชีวิตมากกว่าคนเมืองใหญ่ในประเทศเดียวกัน และคนจรจัดในกัลกัตตาก็เป็นทุกข์น้อยกว่าคนไร้บ้านในแคลิฟอร์เนีย
            นักสังคมวิทยาอธิบายเรื่องนี้ด้วยคำว่า ค่าอ้างอิงความกังวลซึ่งในสังคมที่มีสภาพความเป็นอยู่ใกล้เคียงกันจะมีค่าอ้างอิงความกังวลต่ำ และมีความพอใจในชีวิตสูงกว่าสังคมที่มีความแตกต่างทางรายได้และความเป็นอยู่มากๆ ความพยายามที่จะไต่บันไดชนชั้นและสถานภาพทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่กันคนเราออกห่างจากความสุข เพราะทุกครั้งที่เราแหงนมองขึ้นไปข้างบน ก็จะพบว่ามีคนที่รวยกว่าเราอีกมาก
            คนที่กำลังเตรียมจะซื้อพลาสมาทีวีจอห้าสิบกว่านิ้วมาเข้าชุดโฮมเธียเตอร์ จึงอาจรู้สึกประหลาดใจกับผลการศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่าที่ยืนยันตรงกันว่า คนในละตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่มีความสุขในโลก ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ยังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม ไม่หยุดหย่อน ประชากรมีรายได้ การศึกษา และมาตรฐานการครองชีพต่ำ แต่คนละตินอเมริกันก็ยังมีความสุขมากกว่าคนในหลายประเทศที่มีพร้อมทุกอย่าง พัฒนาแล้วในทุกด้าน
            ค่าอ้างอิงความกังวลใช้อธิบายกรณีนี้ไม่ได้ สิ่งที่อธิบายได้ดีกว่าคือวัฒนธรรม-ความคิด-ความเชื่อที่ถ่ายทอดปลูกฝังกันมา จนหล่อหลอมเป็นทัศนคติเชิงบวก เป็นความศรัทธาที่มั่นคงต่อชีวิตและสิ่งที่ดีงาม หรืออาจจะพูดง่ายๆ ว่า คนละตินอเมริกามีความสุขเพราะพวกเขามองโลกในแง่ดีและต้องการให้ชีวิตมีความสุข
คนที่เคยดื่มด่ำกับเรื่องราวของครอบครัวแมคคอลี ในหนังสือความสุขแห่งชีวิต” (Human Comedy) ของวิลเลียม ซาโรยัน คงคุ้นเคยและได้เรียนรู้หลายอย่างจากทัศนคติและท่าทีต่อชีวิตแบบเดียวกันนั้น
            โฮเมอร์ แมคคอลี เด็กชายวัยสิบสี่ กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวหลังจากพ่อเสียชีวิต พี่ชายถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามโลกครั้งที่สอง แม่มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากงานในโรงงานหีบห่อเฉพาะช่วงฤดูร้อน พี่สาวยังเรียนในวิทยาลัยและถือกันว่าลูกผู้หญิงวัยนี้ไม่ควรออกไปหางานทำนอกบ้าน น้องชายอีกคนก็ยังเล็กมาก
            โฮเมอร์ยังไปเรียนตอนกลางวันและทำงานส่งโทรเลขตอนกลางคืน วิลเลียม ซาโรยันบอกเราว่า ชีวิตนั้นยากลำบาก แต่ชีวิตก็ยังดำเนินไปและยังมีส่วนที่น่ารื่นรมย์เสมอ ตราบเท่าที่เรายังรักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ได้ และสร้างโลกอย่างที่ต้องการขึ้นมาใหม่ในทุกๆ วัน งานส่งโทรเลขนำโฮเมอร์ไปพบกับเรื่องราวและอารมณ์หลากหลายของผู้คน รวมทั้งเรื่องที่หนักหนาที่สุดสำหรับเขา คือการส่งข่าวความตายไปยังคนที่รอลูกชายกลับจากสงคราม
            โฮเมอร์เติบโตอย่างรวดเร็วในความเปลี่ยนแปลงของชีวิต คติที่ถ่ายทอดกันมาในครอบครัวนำเขาผ่านข้ามทุกอย่างไปได้ เป็นคติแบบที่มิสซิสแมคคอลีเคยบอกกับลูกชายคนเล็กว่า สิ่งที่ดีไม่เคยสูญ เพราะถ้ามันสูญ ก็จะไม่มีคนเหลืออยู่ในโลกอีกแล้ว--ไม่มีชีวิตเหลืออยู่เลย แต่ในโลกนี้ก็ยังเต็มไปด้วย ผู้คนและชีวิตที่แสนสุขและเป็นคติแบบที่เธอบอกกับลูกชายคนรองว่า ย่อมจะมีความเจ็บปวดอยู่ในสิ่งต่างๆ เสมอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะต้องสิ้นหวังไปเสียหมด คนดีๆ ย่อมจะทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้เสมอ
            ในที่สุด เมื่อโฮเมอร์ต้องส่งข่าวความตายให้ครอบครัวของตัวเอง เขาก็รู้วิธีที่จะทำให้ความเจ็บปวดหายไป และยังคงยิ้มได้ ยิ้มของคนในครอบครัวแมคคอลีนั้น ซาโรยันบรรยายไว้ตั้งแต่ต้นเรื่องว่าหมายถึงการตอบรับต่อทุกสิ่ง
คติและความคิดเชิงบวกเป็นที่ยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของความสุขแห่งชีวิต นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องนี้ได้ข้อสรุปตรงกันว่า การมีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อและศรัทธาต่อชีวิตและสิ่งที่ดีงามย่อมนำมาซึ่งความสุข
            คติและท่าทีเช่นนี้อาจปลูกฝังโดยศรัทธาทางศาสนา บ่มเพาะโดยครอบครัว-สังคมที่คนเราเติบโตมา รักษาไว้โดยความพอใจในสิ่งที่มี ชีวิตที่เป็น และเพิ่มพูนขึ้นโดยการทำชีวิตให้มีความหมาย รับใช้จุดหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าอัตตาตัวเอง
            เมื่อแปรออกมาเป็นวิธีสร้างสุขอย่างเป็นรูปธรรม นักจิตวิทยาที่เคยให้คำแนะนำถึงการรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวล จึงเริ่มเสนอให้ฝึกฝนการให้ รู้คุณของการรับ รู้จักการอภัย ถักทอสายใยสัมพันธ์กับครอบครัวและคนรอบข้างให้แน่นแฟ้น
            ด้วยข้อสรุปและข้อเสนอเช่นนี้ อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่า ความพยายามของศาสตร์ยุคใหม่ที่จะนำเราไปสู่ความสุข สุดท้ายก็เป็นเพียงเสียงสะท้อนหลักธรรมคำสอนทางศาสนาต่างๆ ที่ถ่ายทอดมานับพันๆ ปี และเรายังได้ยินกันอยู่เสมอ
            ซึ่งก็จริง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราได้ทำหรือทำได้แค่ไหนกัน
#
Rhymes to learn
  • ข้อมูลการศึกษาวิจัยต่างๆ ในบทความนี้ เก็บความมาจากบทความหลายชิ้นใน Time ฉบับพิเศษ “Mind & Body” (28 กุมภาพันธ์ 2548) ซึ่งยังมีข้อมูลและแง่มุมที่น่าสนใจอีกมาก น่าจะหาซื้อย้อนหลังได้ไม่ยากจากร้านขายนิตยสารเก่า
  • มัทนี เกษกมล เป็นผู้ถ่ายทอด “Human Comedy” ของ วิลเลียม ซาโรยัน ออกมาเป็นความสุขแห่งชีวิตด้วยภาษาที่ง่ายและงาม พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์แพรวเยาวชน เมื่อปี 2541

#
9 พฤษภาคม 2548

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548)

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ในและนอกวงกลม

วงกลมหนึ่งวงสามารถแต่งแต้มต่อเติมเป็นอะไรได้บ้าง? เป็นโจทย์ที่บริษัท เอสซี แมทช์บอกซ์ ตั้งให้ ผู้บริหารและพนักงานช่วยกันตอบจากจินตนาการของแต่ละคน และรวมพิมพ์ไว้บนขอบหน้าสมุดบันทึกที่ใช้แจกเป็นของขวัญปีใหม่ (เมื่อ พ.ศ. 2548)

Credit: www.dreamstime.com

            ต่างคนก็ต่างความนึกคิด วงกลมจึงแปรรูปเป็นใบหน้าแสดงอารมณ์ต่างๆ กัน เป็นรูปสัตว์-ปีศาจ-ตัวการ์ตูน เป็นของกิน เป็นของเล่น เป็นสรรพสิ่งของ เป็นอักษรหนึ่งของคำ เป็นตราสินค้าและสัญลักษณ์ เป็นเงินตรา เป็นเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย และไม่เหนือความคาดหมาย (แต่ก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่นรายหนึ่งเขียนออกมาเป็นสกอร์ 1 : 0 ซึ่งย้ำเย้ยแฟนปีศาจแดงอย่างเจาะจง ด้วยการกำกับลงไปเลยว่า เชลซี : แมนยู)
            ระหว่างที่พลิกผ่านเที่ยวแรก ผมลองตอบโจทย์แบบเร็วๆ แวบแรกของความคิด เป็นเลข 2 ขนาดเล็กกว่า วางอยู่ทางมุมขวาล่างของวงกลมซึ่งในที่นี้แทนค่าตัววาบต่อมา เป็นเส้นโค้งกึ่งตัว S แบ่งวงกลมเป็นสองข้างเท่ากัน เติมวงกลมเล็กสองวงลงไปทางซีกขวาด้านบนและซีกซ้ายด้านล่าง ลงหมึกสลับกัน ก็ได้เครื่องหมายหยิน-หยางที่คุ้นเคยกันดี และทั้งสองรูปก็ซ้ำกับคำตอบของคนอื่นที่ปรากฏในสมุดบันทึกเล่มนี้ด้วย
            ผมไม่แน่ใจว่าภาพวงกลมที่เราแต้มเติมไป สะท้อนเรื่องของจินตนาการได้มากแค่ไหน มีคนบอกว่าภาพเหล่านี้อาจอธิบายในเชิงจิตวิทยาได้ดีกว่า ในแง่ที่สะท้อนบุคลิกภาพบุคคล หรือแสดงถึงความหมกมุ่น-สนใจ ความสัมพันธ์กับหน้าที่การงาน กระทั่งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดขณะนั้น ขึ้นอยู่กับว่าภาพที่ออกมานั้น เป็นเส้นสายที่เกิดจากสัญชาตญาณ หรือผ่านกระบวนความคิดไตร่ตรอง
            ในแง่มุมนั้น วงกลมที่ผมเติมเลข 2 ลงไป อาจสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการมีชีวิต ในขณะที่วงของหยิน-หยางอาจบ่งบอกถึงความพยายามจัดสมดุลของชีวิต วงหนึ่งเป็นปัจจัยภายนอก อีกวงหนึ่งเป็นกระบวนการภายใน แต่ทั้งสองวงมีความเหมือนกันคือ เป็นวงกลมที่แทนค่าชีวิต
เส้นที่ลากโค้งขึ้นและม้วนลงมาบรรจบกันเป็นวงกลม ณ จุดเริ่มต้น เป็นเส้นกำหนดขอบเขต-รูปทรงที่เหมือนไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด วงกลมจึงถูกนำมาเทียบเคียงกับวงจรของชีวิตในหลายแง่มุม ทั้งวงจรของการเวียนว่ายตายเกิด วงรอบของพัฒนาการด้านต่างๆ ในชีวิต และวงล้อของประสบการณ์มากมายในชีวิตที่หมุนไปข้างหน้า แต่จุดสัมผัสหนึ่งๆ จะวนมาบรรจบยังจุดเริ่มต้นเสมอก่อนเวียนซ้ำต่อไปอีก
            บ่อยครั้งเราจึงรู้สึกเหมือนกับเพลง “Circles”* ของเดอะ นิว ซีเกอร์ส ว่า “It seems like I’ve been here before” เพราะว่า “No straight lines make up my life / And all my roads have bends / There’s no clear-cut beginnings / And so far no dead-ends”
            มีเพลงหลายเพลงเปรียบวันเวลาในชีวิตกับวงกลม เพลง “The Circle Game”** ของโจนิ มิตเชลล์ เขียนถึงกับดักของเวลาที่หมุนวนซึ่งเราทำได้เพียงย้อนมองกลับไปแต่ไม่อาจหวนคืน เพลง “Circle Of Life”*** ของเอลตัน จอห์น บรรยายวงจรชีวิตที่หมุนนำเราไปพบ-เห็น-เผชิญสิ่งต่างๆ มากมาย และย้อนไปไกลกว่านั้น เดอะ คาร์เตอร์ แฟมิลี เพรียกหาความสมบูรณ์ของวงชีวิต (ซึ่งอาจไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้) ในเพลง “Will The Circle Be Unbroken”****
            จุดร่วมกันอย่างหนึ่งในเพลงเหล่านี้ก็คือ วงชีวิตที่หมุนไป ไม่ได้เคลื่อนและควบคุมโดยผู้เป็นเจ้าของชีวิตเท่านั้น แต่ยังถูกกำหนดโดยบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า อาจจะเป็นพลังของจักรวาล เจตจำนงของพระเจ้า วัฏจักรชีวิตและชะตากรรม หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
            ชีวิตจึงไม่เหมือนวงกลมสมบูรณ์แบบที่สามารถวัดรัศมีจากจุดศูนย์กลางไปถึงขอบโค้งทุกตำแหน่งได้ขนาดเท่ากันหมด
เพราะชีวิตไม่สมบูรณ์ เราจึงพยายามแต่งเติมสิ่งที่ขาดและแสวงหาส่วนที่หายไป
            สิ่งที่หายไปในสมัยนี้ดูจะระบุได้เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น บางคนอาจจะถามหาว่า ใครเอาเนยแข็งของฉันไปหรือถามถึงอาหารกลุ่ม ซุปไก่สกัดแต่สำหรับนักแสวงหาในช่วงปลายทศวรรษ 2520  อาจจะบอกได้เพียงว่าฉันกำลังตามหาส่วนที่หายไป
            คนอ่านหนังสือของ วรกมล เล่มนั้น อาจจะไม่พบสิ่งที่ตามหา และหนังสือก็ไม่ได้บอก วิธีทำแต่วิถีการแสวงหาชิ้นส่วนที่ขาดไปของตัวการ์ตูนรูปวงกลมคล้ายตัวแพ็คแมน ก็อาจทำให้หลายคนตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่มี ที่เป็น และสุดท้าย ชิ้นส่วนที่หายไปก็เป็นสิ่งที่อาจพบอาจสร้างขึ้นได้ในวงของชีวิตนั้นเอง
            ด้วยวิธีคิดที่คล้ายกัน แต่ต่างวิธีการ ลอรา เดย์ เสนอความคิดรวบยอดไว้ในหนังสือ “The Circle” ว่า โดยมีวงกลมเป็นเส้นกำหนดขอบเขตพื้นที่เอกภาพของความมุ่งหวัง ความคิด และการกระทำ เราสามารถทำความใฝ่ฝันให้เป็นจริง
            ลอราได้ชื่อว่าเป็นคนที่มี ญาณพิเศษซึ่งอาจจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว แต่เธอพยายามพิสูจน์เสมอมาว่าญาณไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แม้จะเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาไม่เท่ากัน ก็สามารถฝึกฝนเพิ่มพูนได้ เธอสร้างชื่อเสียงและการยอมรับด้วยหนังสือในซีรีส์ “Practical Intuition” และการจัดอบรมที่มีลูกค้าเป็นชนชั้นนำในหลายแวดวงอาชีพ ใน “The Circle” อาจจะมีเรื่องของญาณไม่มากนัก แต่ก็เป็นจุดเริ่มที่สำคัญของ วงกลมเธอแนะนำผู้อ่านให้ใช้ญาณเลือกความปรารถนาที่สำคัญในชีวิตขึ้นมาเพียงอย่างเดียว และใช้แรงขับของความมุ่งมาดปรารถนานั้นเคลื่อนเปลี่ยนชีวิตไปในทิศทางที่เราต้องการ
            เมื่อได้เป้าหมาย กระบวนการต่อไปในระดับเริ่มเรียนรู้ของ The Circle คือทำความปรารถนาให้ชัดเจน มีรายละเอียดมากขึ้น มุ่งความสนใจและสมาธิไปที่ความปรารถนานั้น โดยการปรับกิจกรรมชีวิตให้สอดคล้องสนับสนุนเป้าหมาย พร้อมกับละวางพฤติกรรมและความเคยชินเดิมที่เป็นอุปสรรค ระดับถัดไปเป็นการฝึกฝนอย่างจริงจังมากขึ้น จนกระทั่งถึงระดับที่เชี่ยวชาญ ซึ่งมีขั้นตอน-กระบวนการที่เวียนซ้ำคล้ายกับระดับเริ่มต้น แต่มีความชัดเจนของสิ่งที่ต้องทำให้บรรลุมากกว่า จนในที่สุด ความปรารถนา ความคิด การใช้ชีวิตและกิจกรรม ล้วนสอดคล้อง เชื่อมโยง และกลมกลืน
            เมื่อแรกอ่าน ผมรู้สึกเหมือนกับว่า วงกลมที่ใช้เป็นชื่อหนังสือและกระบวนการ สื่อถึงการเพ่งจิต-สมาธิ โดยที่วิธีการ ภาษา และความคิดบางอย่างของลอราก็สนับสนุนความเข้าใจนี้ อ่านๆ ไปจึงค่อยเข้าใจว่า เธอใช้ วงกลมสื่อความหมายได้ครอบคลุมและงดงาม
            ในแง่หนึ่ง น่าจะหมายถึงการบรรจบของเส้นเวลาในอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยการทบทวนวิถีที่เป็นมาในอดีต กำหนดสิ่งที่เราอยากเป็นในอนาคต และลงมือทำอย่างสอดคล้องกับภาวการณ์ของปัจจุบัน
            อีกแง่หนึ่ง กระบวนการในแต่ละระดับหรือช่วงตอน มีลักษณะการพัฒนาคลี่คลายอย่างต่อเนื่อง จากขั้นที่ 1-2-3 ในระดับแรก ไปสู่ลำดับขั้นที่คล้ายกันของระดับต่อไป ต่างที่ความชัดเจน และก้าวหน้า แม้กระทั่งเป้าหมายก็อาจมีการทบทวนปรับเปลี่ยนให้สะท้อนความปราถนาที่แท้จริงมากขึ้น
            วงกลมยังเปรียบเสมือนเส้นกำหนดขอบเขตความมุ่งหวังในชีวิต กันส่วนที่ไม่จำเป็นและความเคยชินที่ไม่เกิดประโยชน์ออกไป แล้วจัดดุลยภาพของเวลาและวิถีชีวิตที่ประสานสัมพันธ์กับความมุ่งหวัง
            แต่ลอราไม่ได้บอกให้เราใช้วงกลมเพื่อแยกตัวเองออกมาจากสรรพสิ่ง และมุ่งเติมเต็มแต่ความพึงพอใจส่วนตัว เธอบอกตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายแล้วว่าให้เป็นความปรารถนาเชิงบวก และเมื่อถึงขั้นที่ 3 ของระดับที่เชี่ยวชาญแล้ว ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของ The Circle ก็เป็นขั้นของการสร้างและขยายชุมชน-คนรอบข้างที่จะสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกัน และกัน
            เธอบอกว่า มอบให้ในสิ่งที่เรามี ร้องขอในสิ่งที่เราต้องการ
#
Rhymes to learn
  • “Circles” เป็นเพลงของ แฮร์รี แชพิน ผู้แต่ง “Cats In The Cradle” แต่เป็นเพลงฮิตด้วยเสียงของเดอะ นิว ซีเกอร์ส เมื่อปี 1972 อัลบั้มเดิมชื่อเดียวกับเพลงหาไม่ได้แล้ว ที่ยังมีขายอยู่คือซีดีรวมเพลงฮิตของวง เช่นเดียวกับ  “The Circle Game” (1970) ของโจนิ มิตเชลล์ หาฟังได้ง่ายกว่าจากอัลบั้ม Hits ของเธอ
  • “Circle Of Life” (1994) ที่ทิม ไรซ์เขียนคำร้อง มีทั้งในซาวด์แทร็คหนัง The Lion King และอัลบั้ม Love Songs ของเอลตัน จอห์น ส่วน Will The Circle Be Unbroken เป็นเพลงคันทรี อมตะที่ เอ.พี. คาร์เตอร์ แต่งไว้ตั้งแต่ปี 1935 เวอร์ชันที่รู้จักกันดีน่าจะเป็นของวง เดอะ นิตตี กริตตี เดิร์ต แบนด์ ซึ่งทำอัลบั้มชื่อเดียวกับเพลงนี้มา 3 ชุด กับศิลปินสามเจเนอเรชัน Vol. Two ในปี 1989 เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ไม่ใช่คอคันทรีแท้ๆ
  •  ฉันกำลังตามหาส่วนที่หายไปพิมพ์ครั้งแรกปี 2527 เป็นหนังสือที่ วรกมล เขียนจากเค้าโครงเรื่อง “The Missing Piece” ของ เชล ซิลเวอร์สไตน์ ต้นแบบภาษาอังกฤษเพิ่งมีฉบับ 30th Anniversary Edition เมื่อไม่นานนี้
  •  “The Circle” ของลอรา เดย์ มีชื่อรองว่า How the Power of a Single Wish Can Change Your Life เป็นหนังสือที่จมหายไปในตอนแรกจำหน่ายเพราะเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลด์เทรด เมื่อปี 2001 แต่กลับมาเป็นที่สนใจโดยการบอกต่อและแลกเปลี่ยนของคนที่ได้อ่าน แม้แต่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างเจมส์ วัตสัน (ผู้ร่วมค้นพบ DNA) ก็ยังสนับสนุนวิธีของเธอในเรื่องของญาณทัศน์ และกระบวนการ The Circle

#
4 กุมภาพันธ์ 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548)

*ฟังเพลง Circle ของ เดอะ นิว ซีเกอร์ส ได้จากลิงก์นี้ >>  
http://www.youtube.com/watch?v=BNJcRWEA5bM&feature=related 
**ฟังเพลงThe Circle Game ของ โจนิ มิตเชลล์ ได้จากลิงก์นี้ >>  
http://www.youtube.com/watch?v=CW9jIVrhhT0&feature=related
***ฟังเพลง Circle of Life ของเอลตัน จอห์น ได้จากลิงก์นี้ >>  http://www.youtube.com/watch?v=o8ZnCT14nRc
****ฟังเพลง Will The Circle of Life เวอร์ชั่นของ นิตตี กริตตี เดิร์ต แบนด์ ได้จากลิงก์นี้ >> http://www.youtube.com/watch?v=7bRJLkNqNXI

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

หาง

Credit: gutenberg.org

ท่านพุทธทาสนำสำนวน หมาหางด้วนมาใช้เปรียบกับระบบการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ในรายการทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จนเป็นที่โจษจันกันพอสมควรในสมัยนั้น
            ต่อมา ในการสนทนาธรรมกับฉัตรทิพย์ นาถสุภา ปีเดียวกัน ท่านพุทธทาสอธิบายว่าการศึกษาหมาหางด้วนสอนให้คนใหม่ๆ นี้ เป็นคนที่เห็นแก่วัตถุ การศึกษาหมาหางด้วนนั้นมีแต่รู้หนังสือ รู้อาชีพ ไม่สอนธรรม แม้แต่ความเป็นสุภาพบุรุษก็ไม่มีในการศึกษายุคนี้ การศึกษายุคก่อนเขาให้คนจบการศึกษาเป็นสุภาพบุรุษ มีธรรมเต็มตัว เต็มไปด้วยความเคารพตัวเอง นับถือตัวเอง บังคับตัวเอง” 
            และขยายความเพิ่มเติมว่า ฝรั่งคือหมาตัวแรก หมาตัวใหญ่ที่ไปติดกับ หางก็เลยด้วน กับก็คือวัตถุนิยม มันงับหางหมาตัวนี้ด้วน ตามนิทานอีสป หมาหางด้วนมันก็ชักชวนหมาทั้งหลายว่าหางเอาไว้ไม่ดี เอาออกเถอะ ก็มีหมาหลายตัวเอาหางออก นี่เดี๋ยวนี้ฝรั่งที่เป็นชาตินำเกิดหางด้วนขึ้นมา มันถูกวัตถุนิยมงับหางด้วน มันก็ชักชวนให้ประเทศทั้งหลายด้วยการเป็นตัวอย่างให้มาสนใจแต่เศรษฐกิจกับการเมือง และการผลิตทางวัตถุ ศาสนาเอาออก แม้แต่ประเทศไทยก็กันศาสนาออกจากหลักสูตร การเป็นหมาหางด้วนก็แผ่กระจายไปทั่วโลก
ในรายละเอียดตามเรื่องเล่าของอีสปที่ถ่ายทอดต่อกันมากว่า 2500 ปี หมาจิ้งจอกหางด้วนเป็นเรื่องหมาตัวที่ดิ้นรอดมาจากกับดักของนายพราน ด้วยความอับอายต่อการสูญเสียอวัยวะที่บ่งแสดงความเป็นหมาจิ้งจอก จึงไปขอให้จ่าฝูงเรียกประชุม แล้วเริ่มต้นบรรยายความไม่สลักสำคัญของหาง เพื่อให้หมาจิ้งจอกทุกตัวคล้อยตาม และพากันตัดหางทิ้งเสีย
            อาจจะเป็นความพ้องโดยบังเอิญ แต่นิทานเรื่องนี้ได้แสดงภาพเดียวกับเมื่อคนระดับรัฐมนตรี (เมื่อต้นปีพ.ศ. 2549) เสนอให้เลิกใช้นิทานอีสปในการเรียนการสอนระดับเด็กเล็ก และหานิทานที่ทันสมัยเหมาะกับยุคนี้
            น่ายินดีที่ปฏิกิริยาตามหลังจากผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่ทราบข่าว ไม่ต่างไปจากนิทาน แต่หมาจิ้งจอกทั้งหลายไม่เห็นด้วย เพราะได้ฟังจนหมดสิ้นแล้วว่า หมาจิ้งจอกหางด้วนพูดเข้าข้างตัวเอง มิได้กล่าวถึงคุณงามความดีของหาง ซึ่งครั้งหนึ่งหมาจิ้งจอกหางด้วนเคยมี
            ข้อคิดในเชิงปรัชญา การกระตุ้นให้ใช้วิจารณญาณ และคุณค่าในเชิงคุณธรรม-จริยธรรม คือสิ่งที่ทำให้นิทานอีสปคงทนข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน แม้มีบ่อยครั้งที่การตีความหลายๆ เรื่อง ในหลายสถานการณ์ มักแอบอิงกับผลประโยชน์ของผู้อ้าง เช่นเรื่อง กบเลือกนายที่ได้ยินได้ฟังกันเสมอ แม้แต่นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางวรรณกรรมก็มีความเห็นไม่ตรงกัน บางคนเห็นว่าอีสปเล่าเรื่องนี้เพื่อจูงใจคนไม่ให้ขับไล่ไพซิสตราตุส-ผู้ครอง อำนาจเด็ดขาดแห่งเอเธนส์ แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่า น่าจะเป็นวิธีที่อีสปบอกให้ชาวเอเธนส์ต่อต้านทรราช เพราะนกกระสา (ไพซิสตราตุส) นั้นเลวร้าย อันตรายยิ่งกว่าขอนไม้ (ผู้ปกครองเดิม)
            และหากตีความให้ถึงที่สุด กบ (สามัญชน) ควรเรียนรู้ที่จะปกครองกันเองมากกว่า
ตามนัยของท่านพุทธทาส ศาสนาหรือธรรมะคือพวงหางอันสวยงามที่ขาดหายไป ไม่เฉพาะจากระบบการศึกษา ยังรวมถึงระบบอื่นๆ ในสังคมซึ่งล้วนกุดสั้นลงผกผันกับการพัฒนา-เติบโตทางเศรษฐกิจ การผลิต-บริโภคทางวัตถุ การแสวงประโยชน์ผ่านอำนาจทางการเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกำหนดสภาวะความเป็นไปทางสังคม วัฒนธรรม จริยธรรม
            แต่ท่านก็ไม่ได้ยกโยนความผิดทั้งหมดให้กับระบบ เพราะระบบต่างๆ ล้วนปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ไม่อาจเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เอง แต่กำหนดโดยมนุษย์ เพื่อหล่อหลอมมนุษย์อีกที ระบบการเมืองก็ดี เศรษฐกิจก็ดี ถ้ามีธรรมเข้าไปรวมอยู่ด้วยแล้ว มันดี ถ้าไม่มีธรรมเลย มันก็ไปตามกิเลส แล้วมันก็เลว
            ท่านยังได้กล่าวเสริมว่าเจตจำนงของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม... มนุษย์ตั้งใจจะได้อะไร มันเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ ตามยุค ตามสมัยและเป็นไปตามความเลวของมนุษย์ที่เห็นผิดมากขึ้น
            ยุคสมัยในอีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เมื่อมองผ่านสายตาของอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นยุคสมัยที่ยิ่งเลวร้ายยิ่งเห็นผิด เป็นสังคมตัวใครตัวมัน สังคมที่มองเข้าหาตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น อะไรที่ดีสำหรับฉันจะดีสำหรับประเทศ อะไรที่เป็นประโยชน์กับฉันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ... สมัยก่อนใครโกงกัน 10-20 ล้านบาท สังคมตราหน้าแล้ว ใครทำอะไรไม่ดีจะถูกตำหนิอย่างเปิดเผย มีความอาย หิริโอตตัปปะ ปัจจุบันไม่มีแล้ว หมดเกลี้ยง
            หากละความเดียดฉันท์ที่จะเปรียบเปรยตัวเองกับสุนัขจิ้งจอกไป เราอาจจะพบว่าแม้ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจตัดหางตัวเองตามตัวที่หางด้วน แต่สภาพที่ดำรงอยู่ในสังคมยุคใหม่ นอกจากไม่เอื้อให้กวัดแกว่งหางอย่างองอาจ ในหลายสถานการณ์เรายังตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องหลุบเก็บหางเอาไว้ ในเมื่อภาวะไร้หางแปรเปลี่ยนจากความบกพร่องอันน่าละอาย กลายเป็นสิ่งสามัญโดยคติที่ ใครๆ ก็ทำกันและพัฒนาไปสู่สิ่งแสดงความเก่งกาจปราดเปรื่อง โดยมีผู้นำและชนชั้นนำทางการเมือง-เศรษฐกิจเป็นแบบอย่างให้ยึดถือ
            คำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย สะท้อนภาพนั้นชัดเจนหลายสิ่งหลายอย่างเมื่อผมเป็นหนุ่มๆ รับไม่ได้ แต่ปัจจุบันสังคมไทยรับได้ทุกอย่าง พูดภาษาชาวบ้านเรียกว่าหน้าด้านเหลือเกินแล้วเวลานี้ ไม่มีละอายใจ ไม่รู้ผิด ไม่รู้ชอบ ไม่ใช่เงินคืองานบันดาลสุข กลายเป็นเงินคือความสุข กลายเป็นสิ่งซึ่งทุกคนวิ่งเข้าหาหมด ทั้งคนดี คนไม่ดี คนตั้งใจดี ตั้งใจไม่ดี วิ่งเข้าหาศูนย์อำนาจ ศูนย์การเงิน หารู้ไม่ว่าวันหนึ่งกำลังวิ่งเข้าหาศูนย์ความหายนะ
            เมื่อถึงตอนนั้นสังคมนี้จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เป็นสังคมตายทั้งเป็น สังคมที่อดอยากยากจนในคุณธรรม ในจริยธรรม ในคุณงามความดี อาจจะเป็นสังคมที่มีความรู้ทางเทคโนโลยี บริหารธุรกิจ แต่จะเป็นสังคมที่ยากจนที่สุด ไร้ปัญญา ไร้สติ ไร้ความรับผิดชอบ
วิถีแห่งทุนอาจเป็นกระบวนการที่อาจทำให้เราเชื่องเหมือนหมาบ้านของอีสป ที่เลือกเอาปลอกคอแลกกับอาหารและที่อยู่
            วิถีการบริโภคเกินความต้องการจำเป็นอาจทำให้เราติดกับในความสุขสมบูรณ์ เหมือนกับฝูงผึ้งในนิทานอีสปอีกเรื่อง ที่พากันรุมตอมน้ำผึ้งหกนองพื้นอย่างเพลิดเพลินจนบินไม่ขึ้น
            วิถีแห่งอำนาจและความฉ้อฉลอาจโน้มน้าวล่อลวงหมาจิ้งจอกตัวอื่นให้สละหางตามไปได้อีกมากกระทั่งสภาพไร้หางก็อาจถือเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรไปได้
            แต่ในเรื่องเล่าของอีสบ ยังมีหมาป่าที่ปฏิเสธปลอกคอแม้ผอมโซไร้ที่พักพิง มีผึ้งที่รั้งตัวเองไว้ จากความหอมหวานเย้ายวนของน้ำผึ้ง มีหมาจิ้งจอกที่ยังรักษาหางแห่งความทรนงเอาไว้
            ในโลกจริง ก็ยังมีคนที่มั่นคงอยู่ในความถูกต้องดีงาม
#
Rhymes to learn
  • การกลับไปอ่าน สนทนากับ พุทธทาสภิกขุ ว่าด้วยพุทธศาสนากับสังคมไทยในนิตยสาร โลกหนังสือ ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2523 ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นสภาวะสังคมยุคนั้น แต่ยังตั้งคำถามต่อสังคมยุคนี้ที่ธรรมะเสมือนหนึ่ง อินเทรนด์
  • หมาจิ้งจอกหางด้วนรวมทั้งนิทานเรื่องอื่นในที่นี้ มาจากเรื่องเล่าของอีสปเรียบเรียงโดย ผกาวดี อุตตโมทย์ (สำนักพิมพ์กะรัต, 2528)
  • คำกล่าวของอดีตนายกฯ อานันท์ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2548 ในงานมอบรางวัลข่าวทุจริตเชิงสอบสวน ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งเสียงของจริยธรรมในยุคโกงกันทั้งครอบครัว

#
3 มีนาคม 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2549)

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ได้ยิน แต่ไม่ฟัง

น้องคนหนึ่งใช้คำว่า ได้ยินแต่ไม่ฟังเวลาที่สะท้อนถึงช่องว่างของการสื่อสารและความเข้าใจระหว่างกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามพูด อธิบาย ทำความเข้าใจ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งก็ไม่ได้เอาหูทวนลม ได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ไม่เข้าใจ หรือไม่พยายามจะเข้าใจ หรือไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องสำคัญอะไรตรงไหน ฟังเข้าหูซ้ายไปแล้ว อาจไม่ได้ทะลุออกหูขวา เพียงแต่อาจจะตกหล่นอยู่ตรงไหนสักแห่งในระบบประสาท สมอง หรือระบบทางเดินหายใจ    
Photo Credit: I’m Not Listening by Suwani
         บางคนมีธรรมชาติที่ไม่ฟังคนอื่น ซึ่งบ้างก็เชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบบที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล บ้างก็เป็นผลิตผลจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือจะฟังผู้พูดที่มีอำนาจมากกว่า แต่จะไม่ฟังผู้พูดที่ด้อยอำนาจ/สถานะ บ้างก็เกิดจากกรอบความคิดอันแข็งตึงที่ดักกั้นความคิดเห็นความเห็นที่แตกต่างกัน บ้างก็เกิดจากกลไกอัตโนมัติของการปกป้องตัวเอง ที่เอาแต่คิดหาเหตุผลมาแก้ต่างเมื่อเรื่องที่ได้ยินมีเค้าลางว่าจะชี้มาที่ความบกพร่อง/ผิดพลาดของตัวเอง และบางคนก็จะฟังเพียงสิ่งที่พอใจจะฟัง    
         ถ้าเป็นการสื่อสารเรื่องการงาน ก็อาจจะทำให้เราหงุดหงิด รำคาญใจ แต่สุดท้ายก็มักจะหาทางออก หลบเลี่ยง แก้ไข หรือจำยอมไปตามเงื่อนไขของสถานะและความจำเป็นของความสัมพันธ์
         แต่ในกรณีที่เป็นการสื่อสารในความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิด ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่คาดหวัง (และควรจะเป็นเช่นนั้น) ถึงความอาทร ห่วงใย เข้าใจ และโอนอ่อนหากัน ระยะห่างระหว่างการได้ยินกับการฟัง อาจสะท้อนถึงช่องว่างความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ถ่างออก  ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่งก็อาจจะกว้างเกินกว่าจะเหนี่ยวรั้ง ข้ามฟากฝั่งไปหากัน และครึ่งทางที่อาจจะพบกันได้ ก็อาจกลายเป็นหุบลึก
เคยมีโฆษณาโทรศัพท์มือถือบอกว่า คนเราพูดกันมากขึ้น ซึ่งเป็นความจริงทีเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น    
         บางคนให้ข้อสังเกตว่า การพูดกันมากขึ้นสร้างภูมิต้านทานความสามารถในการฟัง หรือแม้แต่การฟังในสิ่งที่ ต้องฟังมากเกินไป ก็ทำให้ความสามารถในการฟังบกพร่องได้เช่นกัน    
         วัฒนธรรมของเราเป็นวัฒนธรรมที่อำนาจกับการพูดทอเกลียวเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น และการฟังก็กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงอำนาจ/สถานะที่ด้อยกว่าไปโดยปริยาย แม้ในยุคที่พยายามจะสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม หลายหน่วยงานกำหนดให้มีการประชุมพนักงานเป็นวาระแน่นอน บางแห่งถึงขนาดประชุมทุกสัปดาห์ แต่ในความเป็นจริงของการประชุม พนักงานระดับปฏิบัติการก็ยังคงได้แต่ฟังสิ่งที่ผู้บริหารพูด    
         บางครั้งการพูดถูกสกัดกั้นโดยความเคยชินของตัวเองในความเป็นผู้น้อย แต่บางครั้งก็โดยหัวข้อ/วาระอันเป็นเรื่องที่ต้องฟังจากผู้บริหาร กับอีกบางครั้งที่ได้พูดได้แสดงการมีส่วนร่วมออกความเห็นไปแล้ว ก็ท้อใจที่ความเห็นนั้นมีค่าเป็นเพียงความไม่เข้าใจภาพรวม ไม่เข้าใจวิสัยทัศน์/พันธกิจของหน่วยงาน    
         ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือปรากฏการณ์ธรรมชาติของระบบการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อศึกษาหาแนวทางปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่าง หลังจากคณะอนุกรรมการซึ่งมักเป็นผู้บริหารระดับรองที่รับผิดชอบงานในแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการศึกษาแง่มุมประเด็นที่เกี่ยวข้องและเสนอความเห็น/แนวทางขึ้นไปแล้ว หากเป็นแนวที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริหารสูงสุดหรือคณะกรรมการบริหารองค์กร ก็ต้องเอากลับไปปรับใหม่ หรือถ้าไม่ยอมเปลี่ยนความเห็น/แนวทางนั้น ผู้บริหารหรือบอร์ดใหญ่ก็จะใช้อำนาจสุดท้ายของการเป็นผู้ตัดสินใจสรุป/กำหนดแนวทางไปอีกอย่าง    
         เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับคำชวนจากหน่วยงานหนึ่งที่สนิทสนมกันพอประมาณ ให้ไปช่วยคิดชื่อการประชุมวิชาการ ซึ่งแนวคิดหลักเป็นเรื่องของการใช้ความรู้สร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาอะไรทำนองนั้น ตามกระแส “knowledge-based society” ที่กำลังอินเทรนด์สุดๆ ที่จริงชื่อเขาก็ตั้งกันไว้แล้ว แต่บอกว่าอยากจะฟังเสียงคนอื่นนอกหน่วยงานบ้าง    
         เสียงของผมเป็นเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับชื่อที่สะท้อนแนวคิดว่า ความคิดความเห็นเป็นความไม่รู้ หรือไม่ใช่ความรู้ และเป็นสิ่งที่ผิด เชื่อถือไม่ได้ เพราะผมเชื่อของผมว่า ความเห็นของคนเราผูกโยงกับระดับและวงรอบของความรู้ บวกกับระดับของความคิดและประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งมีระดับของความน่าคิด น่าฟัง น่าพิจารณาต่างกัน ในขณะที่ความรู้ แม้จะเป็นความรู้ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่สูง  ก็มีตัวอย่างให้เราได้เห็นกันเสมอว่า ไม่ได้ถูกต้องเที่ยงแท้ มีความจีรังยั่งยืน แต่ถูกหักล้าง เปลี่ยนแปลงโดยความรู้ที่ใหม่กว่า    
         แต่ไม่น่าแปลกใจหรอกที่เสียงของผมซึ่งได้ยินกันจะไม่มีคนฟัง เพราะว่า หนึ่ง-สิ่งที่เขาอยากฟังกันก็คือชื่อเดิมที่มีถ้อยคำสละสลวยขึ้น ไม่ใช่ชื่อใหม่ที่ไปลบคำว่า ความเห็นทิ้ง สอง-เสียงของผมก็เป็นเพียงเสียงของ ความเห็นนี่นะ
การฟังอาจจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพหรือธรรมชาติที่ติดตัวคนมา เหมือนกับโมโม่ เด็กผู้หญิงที่วันหนึ่งก็มาอาศัยอยู่ใต้ถุนเวทีโรงละครโบราณย่านชานเมืองที่ทรุดโทรมของเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เธอไม่มีญาติ แต่เธอก็ไม่ขาดมิตร เพราะชาวบ้านย่านนั้นต่างแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเธอเสมอ เธอไม่มีความรู้อะไรติดตัวมา ไม่รู้หนังสือ และไม่รู้กระทั่งอายุตัวเองด้วยซ้ำ แต่ใครๆ ก็ชอบไปคุยกับเธอ จนมีคำพูดติดปากว่า ไปหาโมโม่สิ!”    
         สิ่งที่โมโม่มีคือการฟัง ซึ่งมิฆาเอ็ล เอ็นเด-ผู้เขียน บอกว่า เป็นความสามารถพิเศษ”    
         พอได้พูดต่อหน้าโมโม่ คนโง่กลับมีความคิดดีๆ ขึ้นมาได้ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเธอพูดหรือถามไถ่จนเขาคิดขึ้นมาได้ เธอเพียงแต่นั่งฟังผู้นั้นพูดด้วยความตั้งใจและอย่างเอาใจใส่ ในขณะที่เธอมองเขาด้วยนัยน์ตาดำขลับ คนพูดก็จับความคิดขึ้นมาได้ ซึ่งเขาก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ในหัวสมองของเขาเอง    
         เมื่อเธอฟังคนที่ดูเหมือนหมดปัญญาหรือว่าลังเลใจ เขาก็คิดขึ้นได้ว่าควรจะทำอย่างไร แล้วตัดสินใจได้ในทันที แม้แต่คนขี้อายก็กลายเป็นคนกล้า คนไหนเป็นทุกข์กลับรู้สึกสุขใจถ้าได้พูดให้เธอฟัง บางคนน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวไม่มีความหมาย ใครๆ ก็ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นจะต่างกันว่ามีเขาอยู่ในโลกนี้หรือไม่ แต่ในขณะที่เล่าให้โมโม่ฟังก็เกิดมีกำลังใจและรู้สึกขึ้นมาได้ว่าเขาเข้าใจผิด เพราะถ้าคิดให้ดี เขาก็มีเอกลักษณ์ มีความสลักสำคัญอันแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล    
         นั่นคือความสามารถในการฟังของโมโม่!
แม้การฟังจะเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ติดตัวคนอย่างโมโม่มา แต่การฟังก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้าง ฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนาได้ด้วย ผมยังเคยคิดว่า เรามีหลักสูตรพัฒนาทักษะการพูดกันมามากแล้ว ก็น่าจะมีโรงเรียนสอนศิลปะการฟังบ้าง เพื่อความสมดุลของโลก ของชีวิต    
         หากการพูดหมายถึงอำนาจ การฟังก็เป็นพลังแห่งความงอกงาม ที่สามารถเพาะหว่านความเข้าใจ ความรู้สึกที่ดีต่อกันได้ สามารถขยับขยายโลกทัศน์ ความคิด จิตใจให้กว้างออกสู่ความรู้ ความคิด ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย
         เราอาจไม่สามารถเข้าถึงการฟังที่ยิ่งใหญ่เช่นที่สิทธารถะได้เรียนรู้จาก การฟังแม่น้ำจนแจ้งจบ กระทั่งสามารถ หยุดแล้วซึ่งการต่อสู้กับชะตาชีวิต ดับแล้วซึ่งความทุกข์ร้อนทั้งปวง ดวงหน้าของเขาเบิกบานด้วยความประจักษ์แจ้ง ไม่มีความปรารถนาแสวงหาใดบังเกิดขึ้นอีกแล้ว ด้วยว่าเขาได้บรรลุถึงซึ่งอุบัติการณ์แห่งแม่น้ำ อันเปรียบได้ดังสายธารแห่งชีวิตอันเต็มไปด้วยความทุกข์ และเปี่ยมไปด้วยความปรารถนานี้ เป็นกระแสรวมที่หลั่งไหลไปตามกฎ ไปสู่ความเป็นเอกภาพนั่นเอง”    
         แต่เราอาจเรียนรู้ท่าทีของการฟัง เช่นที่สิทธารถะเริ่มเรียนรู้จากการฟังของวสุเทวา-ชายแจวเรือข้ามฟาก ท่าทีที่วสุเทวาสดับฟังนั้นน่านิยมนัก สงบนิ่ง เปิดอารมณ์และคอยฟัง เขาปล่อยให้ถ้อยคำหลั่งไหลเข้าไป โดยไม่ให้มีหลุดรอดหายไป ไม่มีอาการกระวนกระวาย ไม่ยกย่องสรรเสริญ ไม่ติเตียนกล่าวว่าแต่อย่างใด เขาเพียงนิ่งรับฟังเท่านั้น สิทธารถะถือว่าเป็นโชคอย่างยิ่ง ที่ได้มีผู้รับฟังเช่นนี้ ที่เข้าลึกในจิตวิญญาณของเขา รู้ซึ้งถึงสิ่งที่เขาแสวงหา และรู้ในความทุกข์ทรมานใจของเขา ดุจเดียวกับในจิตวิญญาณแห่งตนเอง”    
         ถึงระดับหนึ่ง คนเราอาจสามารถลดละอัตตา การยึดถือตนเอง และเรียนรู้ที่จะ ย่อตัวเองให้เล็กลงตามสำนวนของเฮสเส หรือดังที่เด็กหนุ่มเลี้ยงแกะชื่อซานติเอโก ใน ขุมทรัพย์ที่ปลายฝันเรียนรู้ถึง เสียงลมในทะเลทราย และถ้อยคำของคนคุมขบวนอูฐที่บอกว่า
         ทะเลทรายกว้างไพศาลและขอบฟ้าก็อยู่ไกลเหลือเกิน มันทำให้คนรู้สึกว่าเขาตัวเล็กนิดเดียว และควรสงบปากสงบคำไว้”    
         การเรียนรู้ที่จะฟังกันมากขึ้น อาจจะทำให้เราพูดน้อยลง แต่เข้าใจกันมากขึ้น
#
Rhymes to learn
  • โมโม่” (Momo) เป็นวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเยี่ยมอีกเรื่องของ มิฆาเอ็ล เอ็นเด ผู้เขียน The Neverending Story แม้เรื่องนี้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่ก็งดงามเหลือเกิน ฉบับภาษาไทย ชินนรงค์ เนียวกุลเป็นผู้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างราบรื่น น่าอ่าน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2529 โดยมูลนิธิสวิตา แต่มาแพร่หลายตั้งแต่ปี 2538 เมื่อสำนักพิมพ์แพรวเยาวชนนำมาพิมพ์ซ้ำเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
  • สิทธารถะ” (Siddhartha) ของแฮร์มัน เฮสเส มี 3 สำนวนแปลต่างยุค ฉบับที่นำมาอ้างอิงเป็นสำนวนล่าสุดที่ สีมน แปลจากภาษาเยอรมันอย่างหมดจดงดงาม เมื่อปี 2540 และพิมพ์ใหม่เมื่อปี 2547 โดยสำนักพิมพ์วิริยะ    
  •  ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน” (The Alchemist) ของเปาโล โคเอโย ขุมทรัพย์ทางจิตวิญญาณของนักอ่านวรรณกรรมจำนวนมากทั่วโลก ถึงวันนี้สำนวนแปลของ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ฉบับจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์คบไฟ (ปี 2541) ที่นำมาใช้อ้างอิงในคอลัมน์นี้ กลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว ฉบับที่ยังมีจำหน่าย เป็นสำนวนแปลใหม่ของ กอบชลี และ กันเกรา ในชื่อที่ชวนอึ้ง ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน
#

27 ตุลาคม 2547
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2548)