แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หน้าต่างชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หน้าต่างชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มาจากน้ำ และ กลับสู่น้ำ


ผม “ส่ง” พี่ชาย ไปโดยเรียบร้อย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 พ.ย.)

หลังจากทำบุญ 7 วัน หลังจากพิธีพระราชทานเพลิงศพ และหลังการจัด/เก็บอัฐิ

ภาคสุดท้ายของพิธีกรรม คือการ “ลอยอังคาร” ที่ปากน้ำ

การลอยอังคาร (ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ได้ลอยอัฐิไปด้วย) เป็นส่วนหนึ่งของพิธีศพแบบไทย ที่มีรายละเอียดทางพิธีให้ถือปฏิบัติกันอย่างพิศดารพอสมควร แต่ข้อมูลเชิงที่มาของพิธีกรรมนี้ กลับมีเพียงข้อสังเกตสั้นๆ ที่อ้างอิงต่อๆ กันมาว่า (น่าจะ)รับมาจากศาสนาพราหมณ์/ฮินดู โดยโยงใยกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อความสงบเย็น

บางที ผมก็เคยสงสัยไปตามประสาผมว่า ในเมื่อเรามีแบบแผนทางพิธีละเอียดขนาดนี้ (คือที่ทำกันอยู่) แล้วเราเอาที่มาที่ไปและความหมายของพิธีกรรมนี้ไปทิ้งเสียที่ไหน ทั้งที่น่าจะเป็นสิ่งซึ่งบันทึกและยึดถือคู่เคียงกันมา

หรือว่า พิธีกรรมที่ประกอบกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นการสอดประสมกัน ระหว่างกระบวนการส่งเสริมธุรกิจออกเรือ และการสมานบรรเทาความรู้สึกของญาติผู้ยังอยู่ ในยุคที่มีคนอยากเก็บอัฐิไว้กับบ้านน้อยลง (เพราะกลัวถูกทิ้งขว้าง กลัวเป็นภาระ)

หรือว่า ความรู้น่ะมี แต่ผมไม่รู้เอง

แต่ สิ่งที่สงสัย ก็ไม่ได้แปลว่าคัดค้าน ผมมองว่าการลอยกระดูกและเถ้าถ่านลงสู่แม่น้ำ/ทะเล ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกที่ถูกทาง เพราะเราต่างเกิดมาจากน้ำ มีต้นทางชีวิตที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ และเติบโตมีชีวิตอยู่โดยมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก

วัฒนธรรมชาวน้ำแท้ๆ ที่ไม่ผูกติด ยึดครอง ก็ดูจะโอบเอื้อกับพิธีกรรมการลอยอังคาร ซึ่งในแง่หนึ่ง ก็เป็นสัญลักษณ์ของ การน้อมละวางปลายสุดของสังขาร คืนกลับสู่มหานที

ตอนเด็กๆ (แปลว่านานมากแล้ว) เคยดูหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง และจำฉากที่พระเอกขึ้นภูเขาไปโปรยเถ้าถ่านของนางเอกได้ติดตา ด้วยเหตุผลว่า มันดูโรแมนติกมาก ต่อมาเมื่อรู้จักเพลง Dust In The Wind ของวง แคนซัส ภาพนั้นกับเพลงนี้ก็คลิกกันพอดี ให้ความหมายที่สมบูรณ์ของ “ฝุ่น (ที่เคว้งคว้าง) กลางสายลม”

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย และได้ร่วมอยู่ในพิธีกรรมลอยอังคารครั้งแรก ผมก็พบว่า อัฐิและอังคารในลุ้ง ที่ค่อยๆ จมลงสู่ห้วงน้ำ ดูจะเอิบอาบ ชุ่มเย็น และอาจเป็นวิถีที่เหมาะกับเรามากกว่า

แม้จะไม่มีองค์ความรู้ใดอธิบาย แต่ก็โดยสัญชาตญาณของเราเอง
#

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ชีวิต ..... อนิจจัง



เมื่อวานนี้ (ศุกร์ 12 พ.ย.) ทั้งวัน ผมวุ่นๆ อยู่กับเรื่อง ศพ


ตอนสายๆ เคลียร์งานเบื้องต้นได้ ก็ออกไปสั่งทำกรอบรูปที่จะใช้วางหน้าศพ รูปที่ใช้­­ – ซึ่งเป็นรูปที่ทุกคนเห็นชอบ – น่าจะใหญ่ได้อีก แต่ดูตารางเวลากับสิ่งที่ต้องทำ ผมเลือกดิ่งไปร้านทำกรอบรูป ให้เขาทำเมาท์สองชั้น ช่วยให้ได้กรอบขนาดใหญ่ขึ้น และจะได้มีพื้นที่สำหรับจัดวางดอกไม้โดยไม่มาบังรูป

จากนั้น ไปรอคิวรับผลการตรวจชันสูตร จากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แล้วเอาเสื้อผ้าที่จัดเตรียมไปด้วย ให้ทางเจ้าหน้าที่เขาช่วยกันอาบน้ำแต่งตัว (ต้องฉีดยารักษาสภาพศพด้วย) ก่อนบรรจุลงในหีบศพที่เตรียมไป นำไปส่งที่วัดโสมนัสราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีญาติช่วยจองศาลาและจัดเตรียมเรื่องดอกไม้ อาหารไว้ให้แล้ว

ถึงที่นั่น ก็ต้องนำศพออกจากหีบ ขึ้นมาวางรอทำพิธีรดน้ำศพ ระหว่างนั้นก็นัดแนะ-ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ ให้กับผู้ที่มาช่วยงาน เพื่อไปปิดเคสกับ สน.สุทธิสาร ที่แจ้งเหตุการเสียชีวิตเอาไว้ และเดินเรื่องขอใบมรณบัตรจากสำนักงานเขตดินแดง

ตัวผมกลับไปรับกรอบรูป แวะเคลียร์งานที่บริษัท ระหว่างนั้นก็ให้เมสเซนเจอร์ส่งรูปไปที่วัดก่อน จะได้ไม่มีใครร้อนใจ โทรสั่งหรีดจากร้านที่เคย(โทร)สั่งกันอยู่ (ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆ วัดโสมฯ นั่นแหละ) ถามเขาว่าไม่ว่างไปโอนเงินให้ ทำไงดี? หรือว่าจะไปส่งค่ำๆ ตอนที่ผมถึงวัดแล้วแน่ๆ ร้านเขาก็ดี บอกว่าจะส่งหรีดให้ก่อน ผมไปถึงวัดเมื่อไหร่ ก็ช่วยโทรบอก จะได้ไปรับเงิน

ผมกลับไปทันได้รดน้ำศพ หลังจากต้องลุ้นกับการจราจรเล็กน้อย การสวดพระอภิธรรมที่นี่เริ่มตั้งแต่ 18.30 น. เมื่อเริ่มสวดเร็ว และสวดก็เร็ว จึงสวดเสร็จเร็วไปด้วย-เป็นธรรมดา การที่ญาติหลายคนมาถึงตอนที่พระสวดเสร็จกลับกุฎิไปแล้ว ก็น่าจะถือเป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกัน


แต่ตามความจำของผม เท่าที่เคยไปงานศพที่วัดโสมฯ มาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมฯ โน่น ผมไม่ยักรู้สึกว่าที่นี่สวดเร็ว เสร็จเร็ว ที่จำขึ้นใจจริงๆ ในเรื่อง “เร็ว” ก็คือ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน (เพราะผมเคยไปไม่ทัน)

ที่จริง ผมเริ่มวุ่นกับเรื่อง ศพ มาตั้งแต่ค่ำวันพฤหัสที่ 11 และเกือบๆ จะถอดใจล้มเลิกแผนเปิดบล็อกตามรหัส 12-11-10 ไปด้วยซ้ำ

ผู้ตายเป็นพี่ชายแท้ๆ คนถัดจากผมขึ้นไป เขากลับเข้าบ้านตอนบ่ายๆ และขลุกอยู่ในห้องนอนของเขาตามปกติ ที่ไม่ปกติก็คือเขาไม่ขานรับและเปิดประตูตอนไปเรียกให้กินอาหารมื้อเย็น


สุดท้ายจึงต้องปีนเข้าทางหน้าต่าง แล้วก็พบร่างที่นอนนิ่งและเย็นชืด อยู่หน้าห้องน้ำ

ผมไปถึงตอนที่ภรรยาเขาไปแจ้ง สน.ท้องที่แล้ว แต่ก็ใช้เวลาอีกนานเหมือนกัน กว่าจะมีตำรวจมาสอบรายละเอียดและบันทึกภาพ แล้วก็อีกสองนาน กว่าจะมีรถอาสาของมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง มาช่วยรับศพส่งไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชฯ

ระหว่างที่ แม่ และ เมีย กำลังโศกเศร้า และญาติๆ ที่ทยอยกันมา ดูเหมือนจะมีระยะความสัมพันธ์ห่างกว่าผม ผม – ซึ่งดูจะไม่ค่อยเศร้าเสียใจ และดูจะใกล้ชิดกว่า – จึงมีหน้าที่ให้ข้อมูล เจรจา ประสานงานต่างๆ ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นสิ่งที่ต้องทำในวันศุกร์

ไม่ใช่แค่ “ดูจะไม่ค่อยเศร้าเสียใจ” แต่ผมรู้สึกจริงๆ ว่า ในกรณีนี้ การจากไปเป็นทุกข์น้อยกว่าการอยู่ต่อ เขาเป็นเบาหวานอยู่ก่อน และเห็นว่าการตรวจหัวใจก็ให้ผลไม่ค่อยดีนัก ประมาณสองเดือนก่อนหน้านี้ ก็พบมะเร็งในคอระยะลุกลาม เขาตัดสินใจไม่ผ่าตัด (ซึ่งในกรณีที่ได้ผลดี เขาอาจจะมีชีวิตต่อไปได้ประมาณสิบปี โดยที่ต้อง “ฝึกพูด” ใหม่) และลองบำบัดรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ

สองสัปดาห์มานี้ เขากินได้น้อยลงกว่าที่เคยน้อย และสาเหตุตามที่แพทย์สถาบันนิติเวชระบุว่า “ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเฉียบพลัน” ก็ยุติวันเวลาในชีวิตของเขาลงสองวันก่อนครบ 55 ปีเต็ม

วันนี้ – 13 พฤศจิกายน เป็นวันครบรอบวันเกิดของเขา
#

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

12-11-10

photo © 2008 vittis m. | more info (via: Wylio)


เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนเห่อทำโน่นบ้าง นี่บ้าง อะไรบ้าง เนื่องในวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010 กันเยอะทีเดียว เพราะเลขชุดแบบนี้ ร้อยปีจึงจะมีมาสักครั้ง

ผมคิดเรื่องบล็อกมาได้ระยะหนึ่ง แต่คิด คิด เท่าไร ก็คิดไม่เสร็จเสียที ฤกษ์เปิดบล็อก 10-10-10 จึงเชิดผ่านหน้าผมไปแบบไม่ปลายตามองด้วยซ้ำ ครั้นจะรอวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 ก็ออกจะนานเกินไป ไฟที่พอจะมีอยู่บ้างคงจะมอดไปเสียก่อน

จนเมื่อ “คิดได้” และพอจะทำความเข้าใจกับกระบวนการต่างๆ นานา ได้มากขึ้นอีกนิด ปรับโน่นทำนี่ได้ดังใจขึ้นอีกหน่อย ปฏิทินก็เป็นวันที่ 11 เดือน 11 แต่ผมคิดว่าอีกหนึ่งวันให้หลัง - วันที่ 12 เดือน 11 ปี (20)10 หรือ 2010-11-12 แลดูสวยงามกว่า

จึงได้ฤกษ์เปิดหน้าบล็อกออกมาวันนี้

แม้จะคิดนาน แต่ก็เป็นเพราะผมเป็นคนคิดช้า ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรใหญ่โตมหาศาล ความตั้งใจในเบื้องต้น ก็เพียงเพื่อเป็นที่เก็บรวมงานเขียนสารพัดสารพัน ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง แต่ระหว่างกระบวนการที่ (น่าจะ) ต้องใช้เวลามากทีเดียว และเพื่อไม่ให้บล็อกเป็นตู้เก็บเอกสาร หรือ “สุสานต้นฉบับเก่า” ผมก็จะใช้พื้นที่บล็อกนี้บันทึกเรื่องราว-มุมมอง-ความคิด ที่ผ่านเข้ามาใน “หน้าต่างชีวิต” เท่าที่คิดว่าน่าจะพอมีความหมายอยู่บ้าง สำหรับผู้ที่เข้ามาอ่าน

และจะยิ่งยินดีสำหรับการแลกเปลี่ยน-ทักทายกัน