แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำท่วม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำท่วม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

น้ำเน่า

จากปลายเดือนกรกฎาคม 2554 ถึงกลางเดือนมกราคม 2555
บนเส้นทางน้ำที่ค่อยๆ เคลื่อนจากปลายภาคเหนือ ลงมาถึงกรุงเทพฯ สมุทรสาคร และสมุทรปราการ
พรากชีวิตคนไป 815 คน มีผู้ประสบภัย 13,600,000 คน
พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร
นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 7 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ กระทบห่วงโซ่อุปทานไปทั้งโลก 
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์และฮาร์ดดิสก์
ธนาคารโลกประเมินว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูงถึง 1,425,000,000,000 บาท
เป็นหายนภัยที่เสียหายร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก 
เป็นรองก็แต่ แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554, 
แผ่นดินไหวที่โกเบ พ.ศ. 2538 และ พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา พ.ศ. 2548 
สิ่งที่ต่างกันก็คือ ภัยพิบัติเหล่านั้นล้วนเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเฉียบพลันทันที
และไม่มีเวลาเหลือเฟือให้ "เอาอยู่" "โกงอยู่" หรือ "ช่วยพี่ชายอยู่"
หากเรายอมรับวาทกรรมที่ว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว “ดีแต่พูด”
            ด้วยเกณฑ์ชี้วัดชุดเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ “เลวทั้งการกระทำและคำพูด” และยังรวมไปถึง “การไม่กระทำ” ในสิ่งที่พึงกระทำด้วย
๐ 
Credit: www.dvidshub.net
น้ำท่วมใหญ่ปีนี้ (พ.ศ. 2554) สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ และคนของรัฐบาลชุดนี้ ทำมากที่สุด – และเลวที่สุด – ก็คือการยกโยนความผิดไปให้ผู้อื่นอย่างปราศจากความละอาย
            แรกๆ ก็อ้างกันส่งๆ ว่า รัฐบาลที่แล้ววางยาไม่ยอมระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งเด็กประถมฟังก็ยังสงสัยว่า รัฐบาลชุดที่แล้วเขาตั้งอกตั้งใจจะไปเป็นฝ่ายค้านถึงขนาดวางแผนแกล้งแพ้เลือกตั้งกันเลยหรือ? ส่วนเด็กมัธยมก็งงไปอีกแบบว่า แล้วรัฐมนตรีที่ดูแลเขื่อนและกรมชลประทานของรัฐบาลชุดก่อนกับชุดปัจจุบัน เป็นคนละคนแต่บังเอิญมีชื่อนามสกุลเหมือนกันหรืออย่างไร?
            แต่ที่เลวกว่าคือความพยายามอย่างเป็นขบวนการที่จะกล่าวโทษการกักน้ำและระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อย่างมีนัยสำคัญที่ชื่อเขื่อน ผู้ช่วยรัฐมนตรีคนหนึ่งถึงกับกล่าวโทษน้ำจาก..... และจาก..... โดยไม่มีคำว่าเขื่อน คนมีตำแหน่งขนาดนั้นพูดผ่านสื่อทางการอย่างนั้นแล้ว สื่อวิทยุชุมชนกับสื่อในโลกไซเบอร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
            (ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า การกล่าวหาโดยนัยทั้งหมดนี้ รัฐบาลไม่ได้แสดงความอนาทรร้อนใจใดๆ แม้สักเสี้ยวของการแฮ็คทวิตเตอร์นายกฯ หรือการบีบให้ลบเนื้อหาในบล็อกที่เขียนแฉการฉ้อฉลของบริจาคภายใน ศปภ.)
            เลวร้ายหนักขึ้นไปอีก เมื่อนายกรัฐมนตรีมาแสดงตนประหนึ่งได้สมรู้ร่วมคิด ปิดเกมด้วยประโยคที่ว่า “เมื่อมารับตำแหน่ง น้ำก็เต็มเขื่อนแล้ว” ก็เป็นอันสิ้นสงสัยในความพยายามที่จะชูวาทกรรมว่ามีความพยายามที่จะล้มรัฐบาลโดยผ่าน “รัฐประหารน้ำ” หรือ “วารีภิวัฒน์”
            เธอไม่ได้พูดประโยคนี้ตอนเพิ่งเข้ามาเป็นนายกฯ (8 ส.ค. 2554) หรือตอนประดิษฐ์คำว่า “บางระกำโมเดล” (20 ส.ค. 2554) แต่เธอพูดประโยคนี้ วันที่ 2 พ.ย. 2554 นี้เอง
๐ 
แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เรื่องโง่ๆ แบบนั้นหลอกได้แต่พวกเดียวกันเองที่ไม่รู้จักใช้ความคิด หรือพวกประสาทอ่อน
            อีกด้านหนึ่ง จึงมีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะใช้ตัวเลขอันเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาอ้างอิง ทั้งปริมาณน้ำฝน ปริมาณการกักเก็บน้ำในเขื่อน ปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อน แรกๆ ก็แยกส่วนบ้าง ตัดตอนบ้าง หาค่าเฉลี่ยบ้าง จริงบ้าง มั่วบ้าง พอให้ขำบ้าง ให้สมเพชบ้าง 
            ที่น่าขำก็เช่น ความพยายามที่จะโพทนาว่าเป็นภัยธรรมชาติ เป็นปีที่มีฝนตกมากกว่าที่คิด มีน้ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พยายามกันมากจนไปขัดกันเองกับที่พยายามกล่าวโทษอีกฝ่ายไว้ในข้อหากักเก็บน้ำไว้ล้มรัฐบาล 
            หรืออย่างความพยายามที่จะหาค่าเฉลี่ย 3 ปี 5 ปี 10 ปี จนไม่รู้ว่าจะเฉลี่ยเพื่ออวดฉลาดหรืออวดอะไร เพราะในกรณีแบบนี้ เทียบปีต่อปีระหว่างปีที่มีปัญหาน้ำท่วมเพื่อให้เห็นขนาดของปัญหาโดยเปรียบเทียบก็พอ จะเอาตัวเลขในปีที่มีปัญหาภัยแล้งมาเฉลี่ยเพื่อ.....? อันนี้ออกไปทางกึ่งขำกึ่งสมเพช 
            ส่วนที่น่าสมเพชล้วนๆ ก็เช่น ในบทความชิ้นเดียวกัน พยายามปกป้องรัฐบาลโดยการอ้างปริมาณน้ำฝนในที่ราบลุ่มภาคกลาง และอ้างการซ้ำเติมจากปริมาณน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนทางภาคเหนือ แต่กลับลืมอ้างปริมาณน้ำฝนเหนือเขื่อนทางภาคเหนือที่เป็นตัวแปรในการระบายน้ำจากเขื่อนไปเสียเฉยๆ 
            สุดท้ายก็พัฒนาพ้นจากความน่าขำ น่าสมเพช ไปเป็นความมดเท็จ จากจริงบ้าง มั่วบ้าง ไปเป็นการแต่งตัวเลข-ปั้นข้อมูลใหม่ให้ได้ดั่งใจไปเลย 
            ประเด็นนี้ ผมเคยบอกกับคนที่งุนงงกับตัวเลขที่อ้างกันไปมาแต่ไม่ตรงกันว่า เราไม่จำเป็นต้องมาเถียงกันเรื่องข้อมูล ที่เราอาจจะเข้าไม่ถึงบ้าง ไม่รู้ว่าใครตกแต่ง-บิดเบือนอะไรบ้าง เรามาดูลำดับการเดินทางของน้ำ และดูการทำงานของรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน ก็พอแล้วที่จะสรุปได้ว่ารัฐบาลทำ-หรือไม่ทำ อะไร เมื่อไร อย่างไร และผลลัพธ์ของการกระทำ-หรือไม่กระทำนั้น เป็นอย่างไร
            เราหาความจริงกันได้ไม่ยากหรอกครับ แค่เปิดหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ค้นหาข่าวหน้า 1 ย้อนหลังก็รู้แล้ว 
๐ 
ถ้าไม่แน่ใจเรื่องฝักฝ่ายของสื่อ ผมแนะนำให้ค้นจากข่าวหน้า 1 ของไทยรัฐออนไลน์ก็ได้ แต่ต้องมีเทคนิคบ้าง
            ผมให้ Google เสิร์ชคำว่า หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2554 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์ ตัวเลือกแรกจะพาเราตรงไปที่หน้าเว็บของไทยรัฐฉบับที่ระบุ เป็นไฟล์รูปหน้า 1 ของนสพ.ฉบับวางขาย คลิกอ่านรายละเอียดทุกข่าวได้เหมือนฉบับพิมพ์ทุกประการ (แต่ต้องสมัครสมาชิกก่อน โดยกรอกข้อมูลตามที่กำหนด หรือใช้บัญชีผู้ใช้ facebook แทนก็ได้) แล้วผมก็ได้รู้ว่า ภารกิจแรกของรัฐบาลที่เพิ่งเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ (เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554) ว่า “จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ“ ก็คือการขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นนักโทษหนีคดี (เลขา ครม.ญี่ปุ่นแจงเหตุออกวีซ่า “ทักษิณ ชินวัตร” ระบุไทยร้องขออนุญาตให้เข้าประเทศ “นายกฯยิ่งลักษณ์” ยันไม่มีนโยบายพิเศษช่วยพี่ชาย)
            เมื่อเปลี่ยนวันที่เป็น 21 สิงหาคม 2554 ก็จะเจอพาดหัวรอง บางระกำโมเดล แก้น้ำท่วม ตามมาด้วยข้อความ ยิ่งลักษณ์ตั้งวอร์รูม น้ำท่วม ‘อยุธยา’ แล้ว มาวันที่ 27 ส.ค. 2554 เตือนน้ำเหนือ 5 วันถึงอยุธยา ส่วนวันที่ 31 ส.ค. 2554 ก็เจอข่าว แดงได้เก้าอี้ทั่วหน้า อารีเลขามท.1-เจ๋งผู้ช่วย
            ฉบับวันที่ 1 ก.ย. 2554 ข่าวย่อยบอกว่า “สถานการณ์น้ำท่วมพิษณุโลก พิจิตร เข้าขั้นวิกฤติ” ส่วนพาดหัว บอก ‘วิเชียร’ น้ำตาคลอ! ยันถูกบีบ ทำลายองค์กรตำรวจ ถัดมา วันที่ 5 ก.ย. 2554 ล้างบางมหาดไทย เด้งปลัด พร้อมกับข่าว น้ำทะลักท่วมปทุมแล้ว
            มาฉบับวันที่ 6 ก.ย. 2554 เฉลิมออกหน้าชน แจงฎีกาอภัยโทษ “ทักษิณ’ / อ่างทองอ่วมหนัก ระดับน้ำเจ้าพระยาเกินจุดวิกฤติ ส่วนข่าวน้ำท่วม ระบุว่า ‘ธีระ’ สั่งกรมชลฯ ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และหน่วงน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้ชาวนาในเขตลุ่มเจ้าพระยาเก็บเกี่ยวข้าว
            ตรงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการระบายและไม่ระบายน้ำจากเขื่อนที่โทษกันไปมา ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เห็นว่า การระบายน้ำจากเขื่อนอยู่ในความรับรู้และใต้อำนาจสั่งการของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคนเดียวกันทั้งในรัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ถ้าจะมีใครมีอำนาจเหนือ รมว. เกษตรฯ สั่งการเป็นอื่น โดยที่ รมว.ไม่กล้าเปิดเผยความจริง รมว.ก็สมควรที่จะเป็นแพะรับผิดไป ไม่ใช่ยกโยนให้คนอื่น
             ถ้ายังสนุกกับการค้นหาความจริงอยู่ก็เสิร์ชไปเรื่อยๆ นะครับ ก็จะเจอข่าว “ยิ่งลักษณ์” เดินทางเยือนกัมพูชา หารือ“ฮุน เซน” ฟื้นความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ สุดปลื้มคุยโอ่เป็นการเปิดศักราชใหม่ (ฉบับวันที่ 16 ก.ย. 2554) ถ้าสงสัยว่าศักราชใหม่แบบไหน ก็ดูตรงนี้ “เมื่อถามว่ารัฐบาลคิดว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเราหรือไม่ นายกฯตอบว่า ตรงนี้เรายังพูดไม่ได้... เมื่อถามว่าแต่สมเด็จฮุน เซน บอกว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขา น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า การยืนยันคนละประเภทกัน” (17 ก.ย. 2554) ในขณะที่ความเสียหายจากน้ำท่วมก็เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น
            ค้นไปเถอะครับ เราจะรู้ทั้งหมดนั่นแหละ ว่านิคมอุตสาหกรรมทยอยกันจมน้ำวันไหน รัฐบาลเพิ่งตื่นมาตั้ง ศปภ. (ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม) เมื่อไร (ไม่ต้องพูดถึงว่าเพียงการตั้งชื่อศูนย์ก็สะท้อนวิสัยทัศน์ในการรับมือกับปัญหาอย่างไร) ศูนย์ที่ว่านี้ให้ข้อมูลที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง ของรัฐบาล และของประเทศชาติได้ขนาดไหน จัดการกับของบริจาคได้มีประสิทธิภาพเพียงไร อาสาสมัครต้องถอนตัวออกมาเพราะอะไร คนของรัฐบาลฉ้อฉลกันด้วยวิธีไหนบ้าง ทิ้งของบริจาคและผู้ที่มาพักพิงในศูนย์กันอย่างน่าอเน็จอนาถอย่างไร ในวันที่ต้องหนีน้ำอย่างฉุกละหุกเพียงเพราะผู้นำเห็นว่าการย้ายศูนย์เป็นความพ่ายแพ้และเสียหน้า
            รวมทั้งบทบาทการแก้ไขน้ำท่วมของรัฐมนตรีทั้งคณะ ซึ่งแม้ว่าจะหายากสักหน่อย แต่ก็ยังพอเห็นถึงความความกระตือรือร้นของแต่ละกระทรวงในการเตรียมตั้งงบประมาณเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งในที่สุดก็สามารถ “บูรณาการ” เป็นงบ 800,000,000,000 บาท ภายใต้ชื่อ New Thailand ที่เราต่างก็เข้าใจตรงกันว่าหมายถึง “รัฐไทยใหม่”
๐ 
มีคนบอกว่า เราอาจวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีได้ แต่ก็ไม่ควรไปด่าว่าเธอด้วยคำว่า “โง่”
            ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดวุฒิการศึกษาของเธอก็สำเร็จปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งการกล่าวหาว่าเธอโง่ ก็จะทำให้คนหลายสิบล้านที่เลือกเธอ และ/หรือ สนับสนุนเธอพลอยสะเทือนใจไปด้วย
            ผมยังมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เรือดันน้ำ/เรือดำน้ำ หญ้าแฝก/หญ้าแพ(ร)ก กระทั่ง เดือนพฤศจิกาคม ไป เพราะเข้าใจว่า บางครั้งนักบริหารที่ประสบความสำเร็จมาจากกิจการที่พี่ชายวางคนทำงานเก่งๆ ไว้ให้พร้อม ก็อาจพลาดในเรื่องที่ตัวเองไม่ค่อยเข้าใจได้เสมอ โดยเฉพาะถ้าเขาหรือเธอเป็นคนที่แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ความสามารถค่อนข้างจำกัดมาตั้งแต่สมัยบริหารบริษัทขายสื่อโฆษณา
            แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนที่มองว่าเธอน่าสงสาร เป็นหุ่นเชิด เป็นโคลนนิ่ง เป็นอะไรก็ตามแต่ ที่คิดเองไม่ได้ ทำเองไม่เป็น เพราะถึงกระนั้น เธอก็ดูมีความสุขดีกับการใช้อำนาจตามตำแหน่ง การออกคำสั่ง การกล่าวโทษผู้อื่น และการทำในสิ่งที่คนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่อาจกระทำ
            ดูตัวอย่างได้จากภาพที่เธอหัวเราะร่วนกับหลานสาวที่ ศปภ. คลิปที่เธอหนีนักข่าวเข้าไปหัวเราะในลิฟต์ ข่าวที่เธอภูมิใจนำเสนอให้การประปานครหลวงผลิตน้ำประปาเพิ่มเนื่องจากมีน้ำทะลักเข้าคลองประปา (คืนวันที่ 20 ต.ค. 2554) ฯลฯ
            เธอไม่ได้โง่ เธอไม่ได้น่าสงสาร เพียงแต่เธอมีปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่เรียกกันว่า “วุฒิภาวะ” และเธอไม่สามารถปิดบังมันไว้ได้ ก็เท่านั้นเอง
5 พฤศจิกายน 2554

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2554)

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ซ.ต.พ.

ครูไพบูลย์ บุตรขัน เขียนเพลง น้ำท่วมไว้เป็นอมตะ น้ำท่วมทีไร เพลงนี้ก็ใช้สะท้อนแทนใจคนที่สูญเสียจากน้ำท่วมได้เสมอ ไม่เฉพาะแต่คนใต้เท่านั้น
            “น้ำท่วมไต้ฝุ่นกระหน่ำซ้ำสอง / เสียงพายุก้องเหมือนเสียงของมัจจุราชก่น / น้ำท่วมที่ไหนก็ต้องเสียใจด้วยกันทุกคน / เพราะต้องพบกับความยากจน เหมือนคนหมดเนื้อสิ้นตัว
            เสียงร้องของศรคีรี ศรีประจวบ-ศิษย์เอกคนสุดท้ายของครูไพบูลย์ ก็เป็นเสียงที่ไม่มีใครเทียบเทียม โดยเฉพาะลูกเอื้อนลูกคอ ยิ่งได้ร้องเพลงชั้นยอดของบรมครูก็ส่งเขาขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการทันที ด้วยเพลง บุพเพสันนิวาสกับ น้ำท่วมซึ่งเป็นเพลงรุ่นแรกสุดที่ศรคีรีได้บันทึกเสียง เข้าใจว่าเนื้อเพลงท่อนบ้านพี่ก็ถูกน้ำท่วมเหมือนกัน ที่ประจวบคีรีขันธ์เหมือนกันไปทุกครอบครัวจะเชื่อมโยงกับชื่อที่ตั้งสำหรับการร้องเพลง เพราะศรคีรีไม่ใช่คนประจวบฯ
            น้ำท่วมเป็นสถานการณ์ที่ครูไพบูลย์วางให้ศรคีรีใช้ตัดพ้อสาวคนรักผู้ไม่อาทรถึงพี่สักครา ไม่มาช่วยพี่ซับน้ำตา ไม่มามองพี่บ้างเลยจนทำให้พี่คิดเช้าค่ำ ปล่อยให้น้ำท่วมตายดีกว่าเมื่อคาราบาวเอาเพลงนี้มาบันทึกเสียงเพิ่มลงในอัลบัม ทับหลังจึงเปลี่ยนบางถ้อยคำทำให้มีความหมายกว้างขึ้น เหมาะกับการใช้เป็นเพลงซับน้ำตาชาวใต้ในช่วงปลายปี 2531
            “น้ำท่วมสร้างความผิดหวังชอกช้ำ / ชีวิตเช้าค่ำอยู่กับน้ำท่วมมาจากป่า / คนอยู่เมืองดอนจงช่วยอาทรเมืองใต้สักครา / จงมาช่วยกันซับน้ำตา น้ำตาปักษ์ใต้บ้านเรา
เครดิตภาพ:ผู้จัดการออนไลน์
มองโลกในแง่ดี การที่รัฐบาลไม่รับเงินบริจาค (และสั่งระงับรายการขอรับบริจาค) ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครั้งนี้ (ปลายปี 2548) ก็มีข้อดีหลายอย่าง
            ดีสำหรับรัฐบาลที่ได้โอกาสยืนยันให้รู้กันอีกครั้งว่า ถังยังไม่แตก (แต่ที่คลังยังไม่ได้จ่ายเงินตามแผนงานโครงการต่างๆ ที่อนุมัติแล้ว จัดทำกันเรียบร้อยไปแล้ว จะแค่หลักสิบล้านหรือร้อยล้าน แต่ยังไม่ได้ตามที่เบิก ก็เป็นเรื่องของคลัง ไม่เกี่ยวกับ ถัง”)
            ดีสำหรับเจ้าของ/ผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะได้บริจาคเพื่อบุญกุศล (ไม่ใช่หน้าตาของผู้ให้ และหน่วยงานที่รับ) ตามอัตภาพและสมัครใจ (ไม่ใช่ถูกกะเกณฑ์)
            ดีสำหรับรัฐมนตรีคลังที่ได้โอกาสอธิบายให้คนไทยเข้าใจว่า ดัชนีวัดความสูญเสียและผลกระทบแบบ โมเดิร์นวัดกันที่ตัวเลขการท่องเที่ยว (“พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว จึงไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ”)
            ดีสำหรับนายกรัฐมนตรีของเรา (หรือเปล่า?) ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ท่านพูดจริง-ทำจริง (อย่างน้อย ก็เรื่องที่เคยพูดว่าจะดูแลแต่ประชาชนที่เลือกพรรคของท่านยกจังหวัดก่อน ก็ได้ทำอย่างที่พูด แล้วไง)
            ดีสำหรับคนภาคใต้ จะได้ซาบซึ้งถึงกฎแห่งกรรมว่า กรรม (ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแล) ย่อมเป็นผลจากการกระทำ (ที่ไม่รู้จักเลือกพรรคไทยรักไทย)
            ดีสำหรับคนภาคอื่น จังหวัดอื่น จะได้ตัดสินใจกันตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า เลือกตั้งครั้งต่อไป ควรจะเลือกใคร พรรคไหน คะแนนจึงจะไม่สูญเปล่า (เช่น ถ้าไม่เน่ใจว่าเลือกคนของพรรคไทยรักไทยแล้วจะได้คะแนนพอเป็น สส. หรือเปล่า ก็อย่าไปเลือกมันเลย)
            ดีสำหรับมูลนิธิ/องค์กรการกุศล ภาคเอกชน จะได้ระดมความช่วยเหลือจากสาธารณชน และแสดงศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่ โดยไม่ถูกแข่งขัน/ขัดขวางจากภาคที่มีพลังอำนาจในการระดมเงินบริจาคมากกว่า (แต่ประสิทธิภาพในการจัดสรร/กระจายความช่วยเหลือต่ำกว่า)
            และดีสำหรับประชาชน ที่ไม่ต้องมาถามไถ่กันในภายหลังว่า เงินทองที่บริจาคไปอยู่ที่ไหนเสีย
หนึ่งปีหลังจากสึนามิ แสดงให้เห็นว่า การพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ทำให้การเริ่มต้นด้วยท่วงท่าที่แข็งขัน จริงจังที่สุด อย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนจากผู้นำประเทศไม่ว่ายุคสมัยใด ลงเอยด้วยทีท่าที่เหลวเป๋ว เละเทะที่สุด อย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน เหมือนกัน
            จากวันที่ความอาทรห่วงใยจากรัฐมนตรีที่ผลัดเปลี่ยนเวียนหน้ากันไป ปรากฏอยู่เฉพาะเวลาไม่กี่นาทีที่ได้โอกาสเฉิดฉายหน้ากล้องข่าวโทรทัศน์ จากสัปดาห์/เดือนที่คนทำงานอย่างทุ่มเททั้งระดับเซเลบ อย่างคุณหญิงหมอพรทิพย์ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานทุกฝ่าย และอาสาสมัครไร้ชื่อ ได้รับการหนุนช่วยจากภาครัฐช้าและน้อยกว่าที่ควรได้ และยิ่งช้ายิ่งน้อยกว่านั้นอีกเมื่อเทียบกับที่บางคนอวดโอ้
            จนถึงครบปีที่ความช่วยเหลือจากศูนย์กลางของการระดมทุนยังไปถึงคนที่ควรจะได้ไม่ทั่ว บ้านสำหรับคนที่สูญเสียบ้านไปยังไม่เสร็จ หรือที่เสร็จก็เป็นบ้านต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด ในขณะที่ความช่วยเหลือของภาคเอกชน บ้านจากองค์กรสาธารณกุศล และบ้านฝีมือทหารช่าง ล้วนเบ็ดเสร็จและเรียบร้อย
            ในระหว่างนั้น คนที่รับทำงานให้หน่วยราชการ ได้งานที่บอกกล่าวกันว่าเป็น งบสึนามิโดยไม่รู้สึกคลางแคลงอะไร เพราะเข้าใจ (เอาเอง) ว่า คงเป็นการจัดสรรงบประมาณปกติมาใช้ แม้ว่าเนื้องานนั้นจะไม่มีนัยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการช่วยผู้ประสบภัยเลยก็ตาม เพราะเป็นกระบวนการปกติ (อีกเหมือนกัน) ของหน่วยราชการที่จะทำงานที่ง่ายและถนัดในเวลาที่ต้องเร่งใช้งบประมาณให้หมด ในเวลาที่กำหนด
            จนกระทั่งวันได้รับเช็คค่าจ้าง––เป็นเช็คบัญชีกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ
พายุแคทรินาที่อเมริกา ในแง่หนึ่งเหมือนเป็น แม่แบบแห่งความเฉยเมยของผู้นำประเทศบางสายพันธุ์ หลายวันผ่านไป ประธานาธิบดีบุชยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ในอาณาจักรส่วนตัว
            คานเย เวสต์ แรปเพอร์ที่มาแรงที่สุดแห่งยุค เคยเอ่ยประโยคซึ่งต่อมาเป็นหนึ่งในวาทะแห่งปี 2005 ว่า จอร์จ บุชไม่แยแสคนดำลองเปลี่ยนประธานและกรรมตามบริบทที่ต้องการก็จะได้ความหมายที่ไม่ต่างกันเลย
            กลางกระแสเสียงวิพากษ์รัฐบาลกลางและประธานาธิบดี นิตยสาร Fortune ฉบับแรกที่ออกหลังแคทรินาจมนิวออร์ลีนส์ (ฉบับ 19  ก.ย. 2005) จอห์น ฮิวอี้ อดีตบรรณาธิการบริหารและยังคงเป็นบรรณาธิการดูแลเนื้อหาในภาพรวม เขียนบทบรรณาธิการไว้อย่างน่าใคร่ครวญ
            ภัยพิบัติระดับชาติที่เราเรียกว่า แคทรินาเป็นโอกาสที่ธุรกิจอเมริกันต้องการเพื่อปะซ่อมสัมพันธภาพที่เลวร้ายกับสาธารณชน ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ตัวพวกเราที่มักจะอ้างว่าภาคธุรกิจมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาต่างๆ มากกว่าภาครัฐ และยังอาจเป็นโอกาสให้ได้แสดงถึงพลังอำนาจของตลาดเสรีที่สามารถแปรเป็นปฏิบัติการเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากผลกำไรระยะสั้น เมื่อเดิมพันหมายถึงสุขภาพของประเทศในระยะยาวและอาจจะรวมไปถึงอนาคตของระบบทุนนิยม
            จอห์นบอกว่า ศักยภาพอันน่าทึ่งของธุรกิจอเมริกันอย่าง วอล-มาร์ต, จีอี, โคคา-โคลา และ เป๊ปซี่โค, ไมโครซอฟต์, เอ็กซอน, แม็คโดนัลด์, ซิตีกรุป และ โฮมดีโปต์ ได้รับการกล่าวถึงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน-รวมทั้งในนิตยสารนี้ บริษัทเหล่านี้บรรลุความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์และการกระตุ้นทีมขนาดมหึมา ให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ในขณะที่รัฐบาลกลางเป็นองค์กรราชการขนาดใหญ่ที่มุ่งแต่ในเรื่องของงบประมาณ แต่ไร้ขีดความสามารถในเรื่องเหล่านี้  “ประธานาธิบดีมาแล้วก็ไป แทบจะไม่มีใครทำให้ระบบราชการทำงานได้เหมือนกับวอล-มาร์ต
            แต่ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จอห์นบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่องค์กรธุรกิจมีภาพลักษณ์เลวร้ายที่สุด เพราะการฉ้อฉลครั้งใหญ่ของเอ็นรอน, เวิร์ลด์คอม, ไทโค, อะเดลเฟีย, เฮลธ์เซาธ์ ในขณะที่วอล-มาร์ตใหญ่เกินไปและมีอำนาจเกินไป ส่วนโค้กและแม็คโดนัลด์ส ก็ทำให้เราอ้วน ธนาคารและโบรกเกอร์ ทั้งหลายล้วนมีพฤติกรรมหลอกลวง บริษัทน้ำมันสูบเอาจากเรา บริษัทยาใหญ่ๆ วางยาเราสิ่งเหล่านี้ลดทอนความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อพลังของระบบทุนนิยมแบบอเมริกัน และบริษัทที่เป็นผลิตผลของระบบนี้
            เมื่อเกิดภัยธรรมชาติที่จมเมืองใหญ่ลงไว้ใต้น้ำ ระบบต่างๆ ล้มเหลว ไร้ความสามารถในการอพยพโยกย้ายและช่วยเหลือผู้คนซึ่งขาดทั้งน้ำดื่ม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และความปลอดภัย จอห์นชี้ให้เห็นว่าสายใยสังคมได้ฉีกขาดอย่างน่าตระหนกสำหรับประชาชาติทั้งมวล... นี่ไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมสำหรับผู้ประสบภัย ยังเป็นเรื่องน่าละอายสำหรับประเทศของเรา ระบบของเรา และคุกคามความมั่นคงปลอดภัยของเรา
            ทั้งหมดนี้ทำให้เวลานี้เป็นเวลาอันเหมาะควรที่วิสาหกิจใหญ่จะได้ลงมือทำในสิ่งที่ปากเคยพูดมานานนับปี แน่นอน เราต้องช่วยกันกดดันรัฐบาล ช่วยกันเรียกร้องให้พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของสาธารณชนและปกป้องผู้ช่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่วิสาหกิจอเมริกามีโอกาสดีหากทำอย่างฉับพลันทันทีที่จะแสดงบทบาทผู้นำ และฉุดดึงประเทศของเราออกมาจากความล้มเหลว พูดอย่างเป็นธรรม เกือบทุกบริษัทใหญ่ได้พยายามทำอะไรบางอย่าง และแต่ละบริษัทได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับ FEMA (สำนักงานกลางจัดการอุบัติภัยสหรัฐ) เป็นรายการเหยียดยาวเขาบอกว่า วอล-มาร์ตบริจาคไปแล้ว 17 ล้านดอลลาร์ เงินบางส่วนได้นำไปสนับสนุนให้เปิดร้านขนาดเล็กแจกเสื้อผ้าอาหารและของใช้จำ เป็น โฮมดีโปต์ส่งเครื่องปั่นไฟ 200 เครื่องไปยังบริเวณลุ่มน้ำมิสซิสซิปปี จีอีแคปิตัลสัญญาจะสร้างบ้านพัก ชั่วคราวขึ้นมาให้ผู้ไร้ที่อยู่ โค้กบริจาคเงิน 5 ล้านดอลลาร์และจัดส่งนำดื่มไปให้
            แต่การแสดงเจตนาดีและรอให้ FEMA จำแนกความช่วยเหลือต่างๆ ที่ต้องการจำเป็น ไม่อาจมีชัยได้ในวันนี้ วิสาหกิจอเมริกันจะต้องดันตัวเองไปสู่แนวหน้าของการให้ความช่วยเหลือเสมือนว่าผลกำไรของบริษัทขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ ฮัลลิเบอร์ตันจำเป็นต้องนำเอาความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครื่องไม้ เครื่องมือทุกอย่างที่มี ไปซ่อมเขื่อนและสูบน้ำที่ท่วมคลุมนิวออร์ลีนส์ออกมา โค้กและเป๊ปซี่จำเป็นต้องจัดส่งน้ำดื่มบรรจุขวดนับล้านแกลลอนเข้าไป วอล-มาร์ตเป็นเจ้าของระบบขนส่งภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดเหตุใดจะไม่สามารถบอกให้ซัพพลายเออร์ทุกรายบริจาคเสื้อผ้า ยา และสิ่งอุปโภคบริโภคมาให้เพื่อรวบรวมจัดส่งต่อไป (ใครจะกล้าปฏิเสธวอล-มาร์ต?) เอ็กซอนโมบิลมีอำนาจในตลาดที่จะยับยั้งการขึ้นราคาน้ำมัน จงแสดงมันออกมา ลืมไปได้เลยที่จะเข้าแถวรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก เราต้องการให้ธนาคารแห่งอเมริกาปล่อยเงินกู้ให้ธุรกิจรายย่อยที่เสียหายโดยเร็ว มีขั้นตอนน้อยที่สุด และในอัตราดอกเบี้ยที่รับได้เช่นเดียวกับที่ธนาคารแห่งอิตาลีของ เอ.พี. จานนินี เคยทำในครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวในซานฟรานซิสโก ปี 1906”
            “ผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจอาจพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวว่าไร้เดียงสา เพราะคุณมีผู้ถือหุ้นและลูกค้าที่ต้องตอบสนอง มีผลกำไรที่ต้องบรรลุ และก็ถูกถ้าคุณจะบอกว่า พูดน่ะง่าย แต่โปรดจำคำนี้ไว้เมื่อคุณเริ่มเทศนาถึงคุณงามความดีของธุรกิจและความชั่วร้ายของรัฐบาลในครั้งต่อไป หรือไม่เช่นนั้นจงเลือกเล่นเกมยาว แล้วเมื่อคุณกดดันให้รัฐเปิดที่ทางให้เอกชนได้มีบทบาทมากขึ้นในด้านต่างๆ ทุกคนก็จะอยู่ข้างคุณ ทั้งหมดที่คุณจำเป็นต้องทำเพื่อกลับมาเป็นวีรบุรุษอีกครั้งก็คือทำในสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด จงส่งมอบสิ่งต่างๆ ออกไป เดี๋ยวนี้เลย
ใจความทุกอย่างครบสมบูรณ์อยู่ในนั้น หากวิถีแห่งทุนนิยมเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่ก็นับเป็นการแสดงทัศนะต่อระบบทุนนิยมที่ชัด ตรง คมคาย และหนักแน่นที่สุดครั้งหนึ่ง
            หลายปีมาแล้ว ที่กระแสโลกคือกระแสซึ่งภาคธุรกิจเรียกร้องต้องการแสดงบทบาทที่ (เชื่อกันว่า) มีประสิทธิภาพมากกว่าแทนที่บทบาทหลายด้านที่เคยเป็นของภาครัฐ คู่ขนานมากับกระแสซึ่งภาคประชาชนแสวงหารูปแบบที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมทาง การเมืองและการปกครองตนเองที่ (เชื่อกันว่า) สามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตัวเองได้ดีกว่า
            บนเส้นทางแห่งการพิสูจน์ตัวเองของทุนนิยมก้าวหน้าและประชาสังคมยุคใหม่ รัฐบาลเข้มแข็ง ผู้นำอำนาจเด็ดขาด เป็นเพียงกับดัก ที่ทั้งพ้นสมัยและไม่พึงปรารถนา
#
29 ธันวาคม 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2549)

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

Down in the Flood


น้ำท่วม ชักพามาทั้งน้ำตา และน้ำใจ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะเห็นการเอาเท้าราน้ำ หรือกวนน้ำให้ขุ่น  
            คืนออกพรรษา (2553) ผมกดดูรายงานข่าวน้ำท่วมของสถานีโทรทัศน์หลายช่อง สิ่งที่เห็นก็คงเหมือนกับที่ทุกคนเห็น สายน้ำที่ท่วมท้น ผู้คนที่เดือดร้อน ความช่วยเหลือที่ทบทยอยไป การแก้ไขสถานการณ์อย่างแข็งขันของหลายฝ่าย ก่อนจะมารู้สึกแปลกๆ กับสกู๊ปข่าวทางทีวีไทย ที่ตบท้ายรายงานว่า “ตั้งแต่มีคลองชลประทานมา...ปี บริเวณนี้ น้ำท่วมมาแล้ว...ครั้ง”
            ครั้นเมื่อเปรยเป็นข้อสังเกต ก็ได้รู้ว่ามีคนอื่นที่รู้สึกแบบเดียวกัน จากช่วงข่าวกลางวันและรายการภาคบ่ายของสถานีโทรทัศน์ช่องเดียวกัน วันเดียวกัน
            ปานประหนึ่งว่า คลองชลประทานเป็นสาเหตุของน้ำท่วมซ้ำซาก
เครดิตภาพ: ครอบครัวข่าว 3

หากอยากจะพูดกันแบบกำปั้นทุบดินโดยไม่กลัวเจ็บมือ ก็คงจะไปแย้งเขาไม่ได้ เพราะวิธีที่น้ำท่วมในโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่วิธี และวิธีหนึ่งก็มาจากการที่น้ำในแม่น้ำลำคลองเอ่อล้นท้นขึ้นมาในยามน้ำหลาก
            เมื่อมีคลองและมีน้ำ น้ำก็ย่อมจะมาตามคลอง ในยามน้ำนองก็ย่อมล้นคลองท่วมสองฟากฝั่ง เป็นธรรมดา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือว่า ถ้าไม่มีคลอง น้ำจะไม่ท่วมหรืออย่างไร และใครที่เขาขุดคลองขึ้นมา มีเจตนาเพียงเพื่อจะปล่อยน้ำมาท่วมบริเวณนั้นหรือเปล่า
            คลองชลประทานคงไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับการตัดถนนไปขวางทางน้ำอันเป็นสาเหตุของน้ำท่วมในบางพื้นที่ ต่างจากการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลจนเป็นสาเหตุให้แผ่นดินทรุด ไม่เหมือนการขยายตัวของเมืองและการรุกล้ำทำลายความสมดุลของธรรมชาติ แต่เป็นเครื่องมือเก่าแก่ในการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ทำการเกษตร
            โดยการลอกเลียนธรรมชาติ มนุษย์เริ่มรู้จักกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและเพาะปลูก คนโบราณรู้จักขุดสระ ขุดบึง สร้างอ่างเก็บน้ำ ต่อมาได้มีการขุดคูคลองส่งน้ำไปยังพื้นที่ซึ่งขาดแคลน เรียนรู้การลดความแรงของน้ำ และวิธีเปลี่ยนเส้นทางน้ำ จนกระทั่งสามารถพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งเพื่อการชลประทาน เขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ
            แต่ในระยะหลัง เขื่อน-โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่-ซึ่งสมัยหนึ่งเป็นมาตรวัดความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ ได้กลายเป็นเป้าหมายของการต่อต้านคัดค้าน โดยเฉพาะในแง่ “ต้นทุน” ของความสูญเสีย ทั้งทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งนอกจากจะต้องประเมินผลกระทบในแต่ละด้านกันอย่างจริงจังแล้ว ยังทำให้ต้องมาประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์กันใหม่ด้วย เมื่อสมการของต้นทุนมีองค์ประกอบมากขึ้น
            ดูจากผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง ผมค่อนข้างจะมีความโน้มเอียงไปทางเดียวกับฝ่ายที่คัดค้านเรื่องเขื่อน แต่ผมก็ยอมรับด้วยว่า การคัดค้านอะไรสักอย่าง หรือแม้แต่คัดค้านมันเสียทุกอย่าง เป็นเรื่องง่ายกว่าการแก้ปัญหาหรือการลงมือทำอะไร(แม้เพียงอย่างเดียว)มากนัก
            ดังนั้น ไม่ว่าจะมองเรื่องเขื่อนในแง่ของการเก็บกักน้ำและ/หรือบริหารจัดการน้ำ หรือในแง่ของการผลิตกระแสไฟฟ้า เราก็คงต้องมองไปให้ไกลกว่า “เอา/ไม่เอา”
ในแง่กระแสไฟฟ้า มันง่ายกว่าแน่ๆ ที่คนหนึ่งจะบอกว่า ไม่เอาเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ อีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และอีกคนก็มาบอกว่า ไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
            หรือการที่หลายๆ คน จะบอกว่า พวกเขาไม่เอาทุกอย่าง ก็ไม่ยากอะไรอีกเหมือนกัน
            การอยู่ในสถานะที่พูดอะไรก็ได้โดยไม่ผูกพันความรับผิด เป็นเรื่องง่ายเสมอ แต่ถ้าบุคคลเดียวกันนั้นไปอยู่ในจุดที่ต้องรับผิด-รับชอบต่อการทำหรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง บ่อยครั้งที่บุคคลนั้นจะทำในสิ่งที่ตรงข้าม/ขัดแย้งกับที่เขาเคยพูด ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะเขาหรือเธอเปลี่ยนไป หรือเป็นคนไร้จุดยืน แต่เป็นเพราะเขาหรือเธอได้ไปอยู่ในจุดที่เข้าถึงข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ตระหนักถึงผลกระทบอีกแบบหนึ่งจากการทำหรือไม่ทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เขาหรือเธอเคยพูดไว้
            รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดในความหมายนี้-แม้จะในกรณีตัวอย่างต่างกัน-ก็คือ การลาออกของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยูกิโอะ ฮาโตยามะ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากที่เขาไม่สามารถรักษาสัญญาที่จะย้ายฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากเกาะโอกินาวา ตามที่ได้หาเสียงไว้
            แน่นอน ณ วันนี้เราอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ว่าพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนเป็นทางออกที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นสายลม แสงแดด แต่ ณ วันนี้อีกเช่นกัน ที่สิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถแทนที่เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จ และไม่มีใครหยุดยั้งหรือแม้แต่ชะลอการเผาผลาญพลังงานของมนุษยชาติได้จริง เราก็คงต้องคุยกันและเลือกเอา เช่น ถ้าเราไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินแน่ๆ เราจะอยู่กับเขื่อนอย่างไร ในเงื่อนไขแบบไหน ตราบเท่าที่เราก็ไม่อยากเสี่ยงกับภัยพิบัติจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 
ในแง่การบริหารจัดการน้ำ ผมนึกถึงงานเขียนของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา เรื่อง “น้ำ บ่อเกิดแห่งวัฒนธรมไทย”
            หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดเรื่องการอพยพและย้ายถิ่นฐาน รวมถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรม ว่าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นการขยายจากทิศใต้ (จากน่านน้ำหรือทะเล) ไปทิศเหนือ (ทวีปและภูเขา) โดยระบุว่า ยิ่งอพยพลึกเข้าไปในพื้นทวีปหรือยิ่งมีภูเขามากขึ้นเท่าไร ความฉลาดของมนุษย์ในเรื่องการกักกันน้ำไว้เพาะปลูก (ซึ่งเริ่มจากการเลียนแบบธรรมชาติ) รวมทั้งการแก้ปัญหาความแรงของน้ำจากภูเขาที่มีความลาดเอียงสูง ก็ยิ่งมีมากขึ้น และเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมที่มีพื้นฐานมาจากการกักกันน้ำ
            ตัวอย่างสภาวะที่ต้องเผชิญกับทั้งความอดอยากแห้งแล้งและอุทกภัย กับประวัติศาสตร์เก่าแก่ของการสร้างเขื่อนและการทดน้ำ/ผันน้ำในเมืองจีน เป็นสภาวะที่ต่างจากมนุษย์บริเวณชายฝั่งทะเล ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งน้ำค่อยๆ ไหลผ่านลงสู่ทะเล และมีน้ำจืดค้างอยู่ทั่วไปตามที่ลุ่มต่ำ การควบคุมน้ำและการเก็บกักน้ำจึงแทบไม่มีความจำเป็น “แต่อาศัยอยู่กับน้ำที่ไหลผ่านไปมาอย่างง่ายๆ เหมือนกับต้นข้าวซึ่งมีชีวิตอยู่กับน้ำ” วัฒนธรรมชาวน้ำแถบนี้จึงต่างไปมากจากวัฒนธรรมของการเก็บกักน้ำ ซึ่งอาจจะเรียกในเชิงเปรียบเทียบว่าเป็น วัฒนธรรมชาวบก
            การคลี่คลายของสังคมมนุษย์ได้เปลี่ยนประเทศไทย-เช่นเดียวกับประเทศแถบที่ลุ่มชายฝั่งอื่นๆ-ไปเป็นสังคมชาวบก แม้สัญชาติญาณแบบเลื่อนไหลไปกับกระแสน้ำจะยังฝังแฝงอยู่มาก แต่มันก็เหมือนกับที่ ดร.สุเมธเสนอไว้ว่า ในสมัยประวัติศาสตร์ คลื่นวัฒนธรรมกลับไหลวนจากทวีปและภูเขากลับมายังย่านทะเล
            ในเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำ ชาวน้ำที่กลายมาเป็นชาวบก ก็เรียนรู้และรับเอาอารยธรรมการกักกันน้ำและจัดการน้ำของชาวบกมาด้วย ยิ่งในยุคที่โลกเสียสมดุล แล้งก็มาก น้ำก็มาก เช่นนี้ เขื่อนหรือสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำย่อมไม่ใช่สิ่งที่เราจะด่วนตัดออกไป โดยที่ยังไม่มีสิ่งทดแทนที่สมเหตุสมผลพอ
            หรือเราจะคิดกันจริงๆ ว่า เขื่อนและคลองชลประทานเป็นตัวการปล่อยน้ำออกมาท่วมทั้งไร่นาและบ้านเรือน
            และมันคงจะดีกว่านี้ ถ้าเราไม่มีเขื่อน ไม่มีคลองชลประทาน?
ในกลุ่มคนที่ไม่เอาเขื่อน มีทั้งที่คัดค้านด้วยหลักวิชาการ มีทั้งที่ต่อต้านโดยบทเรียนจากหลายๆ เขื่อนในอดีต ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการคัดค้าน/ต่อต้านโดยสุจริต ด้วยจุดยืน/มุมมองที่แตกต่าง
            ส่วนคนที่คัดค้าน/ต่อต้านโดยไม่สุจริต จะมีหรือไม่ อย่างไร ด้วยผลประโยชน์หรือเหตุผลอื่นใด ผมไม่ทราบ เพราะอย่างน้อยที่สุด คนในภาคองค์กรพัฒนาเอกชนที่ผมพอจะรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง ไม่ว่าจะคิดเหมือนหรือต่างอย่างไร ก็ไม่ใช่คนแบบนั้น
            แต่ถ้าถามว่าผู้ที่ต่อต้านเขื่อนโดยไม่ได้สนใจในปัญหาเรื่องน้ำท่าหรือว่าพลังงาน หากแต่มีนัยแอบแฝงหรือวาระซ่อนเร้น มีไหม ตอบได้ว่ามี
            แต่ก่อนนี้ ผมยังนึกว่าคงมีแต่คนรุ่นๆ ผม ที่จะมองเห็นนัยของคนรุ่นไล่ๆกัน ซึ่งออกมาผสมโรงต่อต้านเขื่อนไปกับเอ็นจีโอสายอนุรักษ์ ว่าเป็นการแสดงออกแบบ “ตีวัว” เพื่อให้ “กระทบ(ไปถึง)คราด” อันเป็นเป้าหมายจริงที่พวกเขาต่อต้านและหาทางจะล้มล้าง
            มาถึงวันนี้ คนรุ่นอายุยี่สิบกว่าๆ ก็เริ่มมาสะกิดถามผมแล้วว่า การต่อต้านเขื่อนนี่เป็นการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์..... ด้วยหรือเปล่า
            ผมบอกว่า ถ้าคนรุ่นๆ เขายังรู้สึกได้ คำตอบของผมก็คงไม่จำเป็น แต่เมื่อนึกถึงระยะทางจากเขื่อน เลื่อนไหลมาจนถึงคลองชลประทาน ผมก็ต้องบอกไปว่า “มันมาไกลมากแล้วด้วย”
#
30 ตุลาคม 2553
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553)