แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาตรา 112 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาตรา 112 แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

องศาเดือด

Credit: http://www.redstar5.com
เพื่อนบางคนที่ไม่ได้เจอกันนานมาก ดูจะแปลกใจกับท่าทีความคิดบางอย่างของผม-ที่เขาคิดว่าเปลี่ยนไป แต่ก็เป็นความแปลกใจเชิงบวก
            สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
            เพื่อนบางคนที่ว่า เป็นเพื่อนที่คบที่เจอกันสมัยเรียน และยังมีภาพผมในบทบาทนักกิจกรรม(เล็กๆ น้อยๆ) ที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับนักศึกษากลุ่มที่เรียกกันว่า “หัวก้าวหน้า” บ้าง “ฝ่ายซ้าย” บ้าง ตามอัธยาศัย บางคนได้อ่านคอลัมน์ของผมใน “สีสัน” บางคนได้อ่านบทความที่ผมโพสต์ขึ้นบล็อก และคนหนึ่งเย้าว่าในสายตาของเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันมาบางคน – ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง – ผมคงกลายเป็นรอยัลลิสต์ไปแล้ว
            แต่เราก็เห็นพ้องกันว่า “ต่อให้เป็นซูเปอร์หรืออัลตรารอยัลลิสต์ ก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่เราเชื่อมั่นในจุดที่เรายืน ในมโนสำนึกที่เรามี” 
สำหรับคนรุ่นผม ถ้าจะบอกว่าขบวนการล้มเจ้าพ.ศ.นี้ ไม่ได้มีอยู่จริง ก็โกหกพอๆ กับไม่มีการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในขบวนการนักศึกษา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
            และตัวละครจำนวนหนึ่งในยุคนั้น ก็คือคนที่ขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังการปลุกปั่นกระแสแก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 อย่างต่อเนื่องในวันนี้ แม้ปลายทางจะไม่ใช่ระบอบสังคมนิยมอีกต่อไป แต่เป้าหมายของการเปลี่ยนระบอบการปกครองไปสู่ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
            ช่วงปี 2518 สายงานจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือขบวนการนักเรียนนักศึกษาค่อนข้างสมบูรณ์ และงานจัดตั้งในระดับโรงเรียนก็เข้าถึงตัวคนรุ่นผมด้วย สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” ระดับแกนนำในโรงเรียนได้ยึดชมรม/ชมนุมต่างๆ ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมก้าวหน้าไว้ได้หมด และมีกระบวนการประเมินเพื่อนนักเรียนเป้าหมายเพื่อเข้าไปทำงานความคิดผ่านทาง “กลุ่มศึกษา” อย่างเป็นระบบ
            สิ่งที่เรียนรู้กันในกลุ่มศึกษานั้น ไล่กันมาตั้งแต่หนังสือที่ถือเป็นคัมภีร์อย่าง “ชีวทัศน์เยาวชน” ไปจนถึง “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง และ “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง” มีกระบวนการวิจารณ์และวิจารณ์ตนเองในเชิงความคิด-ท่าที-การทำงาน และแนวทางการทำกิจกรรม การทำงานมวลชนเพื่อขยายแนวร่วมในส่วนของนักเรียนที่มีแนวคิดเสรีนิยม แต่ไม่ถึงระดับที่จะวางใจให้เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ปฏิบัติงาน
            เท่าที่ถามไถ่จากรุ่นพี่ระดับแกนนำ การแทรกซึมเข้ามาเคลื่อนไหวในเมืองของ พคท. มีมาก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาได้จริงจัง ผู้นำนักศึกษาที่มีบทบาทจริงๆ ในกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม-สังคม-การเมืองช่วงปี 2512 เป็นต้นมา จนถึงช่วงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การเดินขบวนใหญ่ขับไล่ผู้นำเผด็จการในที่สุด ล้วนเป็นนักแสวงหาที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแนวเสรีนิยมตะวันตกมากกว่า
            แต่ประตูเสรีภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เปิดพื้นที่ให้ข่ายงาน พคท. ได้เผยแพร่ความคิดปฏิวัติ และแนวคิดสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ได้อย่างกว้างขวาง ยิ่งภาวะการต่อสู้ขัดแย้งในสังคมไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2517-2518 ทั้งระหว่างฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจกับฝ่ายขวาที่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ตลอดจนฝ่ายซ้ายต่างแนวทาง ก็เป็นปัจจัยหนุนให้แนวทางปฏิวัติของ พคท. น่าสนใจมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าเมื่อถืงปลายปี 2518 การเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียนนักศึกษาไทยได้สอดประสานกันไปกับ พคท. อย่างกลมกลืน ในแนวทางปฏิวัติแบบชนบทล้อมเมือง ตามโมเดลของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และแนวทางของประธานเหมา
            ทั้งยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมผู้นำนักศึกษาบางคนเลือกที่จะเดินทางเข้าป่าไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
๐ 
ระบบงานจัดตั้งและการทำงานมวลชนในขบวนการนักเรียน/นักศึกษาช่วงปี 2518 เป็นต้นมา เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
            จากโรงเรียนไปมหาวิทยาลัย นิสิตรุ่นพี่ใช้เวลาจับตาดูแนวคิด-พฤติกรรมของผมได้ระยะหนึ่ง ก็ส่งเพื่อนรุ่นเดียวกันเข้ามาทาบทามให้ผมเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในฐานะผู้ปฏิบัติงานอีกครั้ง นั่นหมายความว่าข้อมูลของข่ายงานจัดตั้งระดับโรงเรียนมีการรวมศูนย์และกระจายไว้อย่างเป็นระบบ และเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเคลื่อนไหวในเมืองโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ต้องปิดลับมากขึ้น ระแวดระวังมากขึ้น
            อย่างไรก็ตาม การ “ตรวจสอบ” ก่อน “รับใหม่” ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะได้ผู้ปฏิบัติงานที่ว่าง่ายและเห็นพ้องต้องกันไปเสียทั้งหมด มันมีปัญหาอยู่เสมอระหว่างคนที่เชื่อการนำของ พคท. อย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำผู้อุทิศตน หรือคนที่กระโจนจากความไม่รู้ทางการเมือง-สังคมเข้ามารับความคิดปฏิวัติอย่างเร่าร้อนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา กับคนที่มีฐานคิดแบบเสรีนิยมมาตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา
            ผมกับเพื่อนหลายคนอยู่กลุ่มหลัง และเราก็คิดต่างกับพวกเขาหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องย่อยๆ เช่น “เอาละ ยอมรับว่าแนวทางปฏิวัติแบบจีน อาจเหมาะกับสภาพสังคมไทย แต่ทำไม (กรู) จะต้องมาฟังเพลงชาติจีน เพลงปฏิวัติจีน (ตามพวกมึง) ด้วย (ฟระ)” ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เมื่อพวกเขา (เอาหัว) ยืนยัน (ต่างเท้า) ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้การปกครองของเขมรแดง เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของจักรพรรดินิยมอเมริกาเท่านั้น (เหอะๆ)
            เรื่องพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เป็นประเด็นมาตั้งแต่ตอนนั้น ปีกซ้ายในขบวนการนักเรียนนักศึกษาพยายามครอบงำเด็กรุ่นน้องด้วย “เรื่องเล่า” มากมาย – ซึ่งยังคงเล่าต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ – ตั้งแต่เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2489 มาจนถึง พ.ศ. 2519 เรื่องเล่าทุกเรื่องล้วนแต่นำไปสู่จุดหมายเดียว คือบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังสืบต่อกันมา
            แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ปีกซ้ายของขบวนการ เราฟัง เราอ่าน และเราก็ไม่เห็นว่าแต่ละเรื่องเล่ามีหลักฐานพิสูจน์แสดงมากไปกว่าสมมติฐานและความเห็น ในขณะที่เมื่อเราย้อนมองกลับไปยังเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่ทันนาน เราได้เห็นสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และกรรมการศูนย์ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลถึงเป้าหมายในการต่อสู้ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 เช้าวันถัดมา เราได้เห็นประชาชนหนีตำรวจหน่วยปราบจลาจลเข้าไปพึ่งพระบารมีในพระตำหนักจิตรลดาฯ
            และค่ำวันเดียวกัน เราก็เห็นพระองค์พระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนชาวไทยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นถือเป็นวันมหาวิปโยค และเปิดเผยว่ารัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกแล้ว ทั้งทรงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
            เขาเลือกที่จะเชื่อในเรื่องเล่า แต่เราขอเชื่อในสิ่งที่เราเห็น
            มิพักต้องพูดถึงพระราชกรณียกิจอีกนานัปการ “เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม”
๐ 
ภายหลังความขัดแย้ง วิกฤตศรัทธาต่อการนำ ป่าแตก กระทั่งนำไปสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย “สหาย” จำนวนหนึ่งยังไม่ได้ลดละความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้
            สิ่งที่หายไปคืออุดมการณ์ สิ่งที่คงเดิมคือความกระหายอำนาจ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความคลั่งแค้น ที่ผกผันกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ในครั้งที่ดูเหมือนจะเข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุดในยุคของทักษิณ ชินวัตร
            ภายใต้ตรรกะป่วยๆ กับหลักกฎหมายแบบตัดตอน ที่อ้างเสรีภาพทางวิชาการคลุมทับ เห็นได้ชัดว่า ข้อเสนอหลายระลอกของนิติราษฎร์ในคราวนี้ ไม่ได้เร้นบังการท้าทายสถานะพระมหากษัตริย์ “ผู้ทรงเป็นประมุข” “ผู้ทรงใช้อำนาจอธิปไตย” และ “ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ” โดยตรง ขณะที่การเคลื่อนของ ครก. 112 ก็มีเจตนาลากยาวประเด็นการเคลื่อนไหวออกไปสู่การวิวาทะในวงกว้าง มากกว่าจะมุ่งล่ารายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไข ม.112 จริงๆ
            มองในมุมของคนคุ้นเคย อาจกล่าวได้สิ่งเหล่านี้ล้วนจงใจ “ออกแบบ” มาเพื่อจี้จุดเดือดของคนไทยผู้จงรักภักดีโดยตรง และปฏิกิริยาย้อนกลับก็เดือดแรงสมใจ ปัญหาคือ เมื่อลากยาวกันมาจนถึงจุดนี้แล้ว จะไปต่อที่ไหน อย่างไร เพราะกลายเป็นเรื่องยากแล้วที่จะหยุดให้คาราคาซังอยู่อย่างนี้
            หลายคนเริ่มมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา แน่นอนเหลือเกินว่า คนจำนวนมากไม่อยากเห็นภาพการล้อมปราบ ภาพความทารุณโหดร้ายที่คนไทยจำนวนหนึ่งถูกปลุกขึ้นมากระทำต่อคนไทยด้วยกัน ย้อนย้ำมาสู่วงจรการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองซ้ำอีก แต่ประเด็นสำคัญกว่าที่ไม่ควรมองข้ามไปเด็ดขาดก็คือ ณ วันเวลานี้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการปลุกระดม ป้ายสี หลอกลวง เพื่อสร้างความโกรธแค้นชิงชัง เหมือนอย่างที่คนรุ่นผมเคยเผชิญ
            หากเป็นการยั่วยุอย่างจงใจให้เกิดขึ้น โดยฝ่ายที่ยังผูกใจเจ็บและกระหายอยากจะ "แก้มือ" โดยมีนิติราษฎร์ และ ครก. 112 เป็นเชื้อไฟ
#
10 กุมภาพันธ์ 2555
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555)

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตรรกะต่างเท้า

Credit: Iris de Paoli
ชื่อเรื่องคราวนี้ – ซึ่งแรกเริ่มเดิมที ผมจะใช้ “ตรรกะต่างตีน” เพื่อความพ้องเสียง แต่ดูจะไม่สุภาพนัก – มาจากความคิดแวบที่สาม ตอนที่อ่านพบข้อความหนึ่งที่รีทวีต (หรือแชร์ต่อกันมา-สักอย่าง) ในทำนองว่า
             ...เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นรับคำว่ากิ๊กของเราไปใช้ทับศัพท์กันแล้ว ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าโลกเชื่อมต่อถึงกันเร็วขึ้นมากขึ้น ประเทศที่ไม่ยอมเปลี่ยนตามโลกก็คงจะอยู่ลำบากหน่อย...*
            แวบแรกของความคิดก็คือ อืมม์ เป็นการนำเรื่องๆ หนึ่งขึ้นมาเซ็ต แล้วตบให้ลงประเด็นที่ต้องการอย่างเท่ใช้ได้เลยทีเดียว
            แต่แวบความคิดที่สองที่วิ่งสวนมาก็คือ เฮ้ย ไม่ใช่ละ อันนี้มันเป็นตัวอย่างของสิ่งที่เขารับจากเราไปนี่นา ลูกตบลูกนี้แถพลาดไปโดนเน็ตเห็นๆ เรียกอีกอย่างก็คือ “ตรรกะกลับหัว”
            แวบที่สามของความคิด จึงกลายเป็นคำที่เปรียบเปรยการใช้อวัยวะส่วนที่เอาไว้ใช้คิดมาใช้เดิน แล้วแผลงต่อมาเป็นชื่อเรื่อง ด้วยประการฉะนี้
ถ้าจะถกกันอย่างเป็นทางการและวิชาการ เรื่องนี้คงต้องเริ่มกันตั้งแต่การตั้งคำถามว่า คนญี่ปุ่นรับคำว่า “กิ๊ก” ไปใช้ทับศัพท์จริงหรือ? และเขาออกเสียงว่าอะไร? เริ่มใช้กันแพร่หลายเพียงไรในสังคม-ประเทศของเขา? หรือเพียงใช้เพื่อสื่อสารกับพวกเราคนไทยในประเทศไทย?
            ที่ถามมานั้น ไม่ได้ตั้งใจจะมาจับผิดจับถูกอะไร แต่ผมอยากรู้จริงๆ ในทุกสิ่งที่ผมถามไปนั่นแหละ เพราะผมไม่คิดว่าคนญี่ปุ่นจะออกเสียง “กิ๊ก” ในแบบที่เราพูดกัน แต่อาจจะเป็น “กิ๊กโกะ” หรือ “กิ๊กกุ” สักอย่าง ตามลิ้นของพวกเขา แล้วพอนึกถึง “กิ๊กกุ” ผมก็นึกต่อไปถึงคำว่า “คีปปุ” ซึ่งเคยรู้มาเลาๆ ว่า คนญี่ปุ่นใช้เทียบแทนคำว่ากิ๊ก แต่ไม่ได้มาจากคำไทย มาจากคำว่า keep ในความหมายที่คบหากันอยู่ โดยที่ยังไม่ยกระดับขึ้นเป็นแฟน
            เมื่อหลายปีก่อน – น่าจะเป็นตอนที่คำว่า “กิ๊ก” เริ่มแพร่หลาย – เคยอ่านเจอคำถามว่าจะอธิบายความสัมพันธ์แบบกิ๊กให้คนญี่ปุ่นเข้าใจได้ด้วยคำว่าอะไร ลองกลับไปค้นด้วยกูเกิ้ล ก็พบว่ามีคำถาม-คำตอบเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ปี 2547 นอกจากคำว่า keepu ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเองก็มีทั้งคำว่า aijin, futamatsu, tsukiai hito ซึ่งมีความหมายหนักเบาต่างกันไป ครั้นฝากลูกถามเพื่อนชาวญี่ปุ่น ก็ได้มาอีกคำคือ uwaki
            รู้ไว้ใช่ว่า ไม่ต้องใส่บ่าแบกหาม วางไว้ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน
ในที่นี้ เราจะไม่ถกกันในเชิงศีลธรรม-คุณธรรมเกี่ยวกับ “การมีกิ๊ก” และ “ความสัมพันธ์แบบกิ๊ก” นะครับ แต่ลองมาพินิจตรรกะกลับหัว ในวาทกรรมเรื่อง “กิ๊กกับการปรับตัวของประเทศ” กันสักนิด
            ก็ชัดเจน (ตามที่เขาบอกเอง) ว่าคนญี่ปุ่นรับของเราไป และตรรกะกลับหัวในที่นี้ก็คือการสรุปเอาด้วนๆ (ว แหวน นะครับ ไม่ใช่ สระอา) ว่าเราจำเป็นต้องเปิดรับความเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างที่ผมบอกแหละครับ อ่านแวบแรก อาจรู้สึกว่า อืมม์ เท่ใช้ได้ ใครที่เห็นว่าประเทศเราล้าหลังมาก ด้อยพัฒนาเหลือเกิน ก็อาจมีเฮ แต่ถ้าลองใช้สติทวนดูแม้สักแวบ ก็คงเห็นว่านอกจากถ้อยคำที่ประดิษฐ์มารองรับเป้าประสงค์บางอย่าง วาทกรรมนี้ไม่ได้วางอยู่บนฐานของหลักเหตุผล ความสมเหตุสมผล และสามัญสำนึกใดๆ เลย
            ก็ตรรกะแบบไหนล่ะครับ ที่เขารับ (ศัพท์) ของเราไป แล้วแสดงว่าเราต้องเปลี่ยน (สถานะสถาบันกษัตริย์) ตามเขาน่ะ
            ถ้าอย่างนั้น เอาแบบนี้ด้วยเลยไหม การที่คนต่างชาติหลงใหลอาหารไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ มาจนถึงผัดไทย มัสมั่น และสุกี้แห้ง แสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขบทกำหนดโทษคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อให้ตอบรับกับรสนิยมชาวโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างนัยสำคัญ
            หรือ การที่คนต่างชาติคลั่งไคล้มวยไทย และดื่มด่ำกับกระทิงแดง แสดงถึงความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรา 112 เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบทางการกีฬาและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
            และ การที่คนต่างชาติแห่กันมาเที่ยวถนนข้าวสาร เดินตลาดนัดจตุจักร ช้อปปิ้งที่แพลตินัม ทำให้เราจำเป็นต้องห้ามพระมหากษัตริย์แสดงความเห็นต่อสาธารณะ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว
            ไม่ได้เขียนเอาฮานะครับ เพียงแต่ “ขยายภาพ” ในส่วนของตรรกะให้เห็นว่า ที่เขา “นำเสนอ” กันอยู่ทุกวันนี้ ก็โหวงเหวงไม่ต่างกันนัก และก็ไม่ได้ตีความเกินเลยในส่วนของเป้าประสงค์ของตรรกะ-วาทกรรม เพราะรู้ทันกันอยู่ว่าเป้าหมายสูงสุดของคนเหล่านี้อยู่ที่ระบอบประชาธิปไตย(หรือไม่ใช่ก็ตาม) ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
            และ ที่สุดของการใช้ “ตรรกะต่างเท้า” ตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ การสร้างวาทกรรมที่ว่า จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจาก พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา แสดงว่ามาตรา 112 มีปัญหา จะต้องแก้ไขหรือยกเลิก
เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ผมโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คว่า
            “...คดีข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 400 เปอร์เซนต์ หรือเฉลี่ยวันละ 30 คดี และคดีส่วนใหญ่ดำเนินการในทางลับ แต่ไม่เห็นมีใครในบ้านเมืองเขาบอกว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน
และกฎหมายอาญามาตรา 871 มีปัญหา ต้องยกเลิก...”
            อันนี้เป็นบทสรุปเบื้องต้นของผมจากการค้นหาคดีเกี่ยวกับการข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเลือกมานำเสนอเป็นตัวอย่าง 3 คดี คือ คดีที่ ไบรอัน ดีน มิลเลอร์ ถูกลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เพราะการโพสต์ในเว็บบอร์ด ว่า "Obama must die" ถัดมาเป็นคดีที่ จอห์นนี โลแกน สเปนเซอร์ ถูกจำคุกนาน 33 เดือน เพราะเขียนบทกวีแช่งให้ บารัก โอบามา ถูกลอบสังหาร (ตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี)
            และตัวอย่างคดีสุดท้าย สตีเวน โจเซฟ คริสโตเฟอร์ ถูกหน่วยสืบราชการลับจับกุมในข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีโอบามา (ขู่ในแชตรูม) คดีนี้ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยมีอาวุธหรือไม่ เตรียมการจะกระทำตามคำขู่หรือไม่ ผู้สื่อข่าวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุย-ซักถามจำเลย และอัยการได้แถลงชัดเจนถึงมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมที่แตกต่างกันระหว่างคดีคุกคามประธานาธิบดีกับคดีทั่วไป สุดท้ายศาลพิพากษาจำคุก 33 เดือน และไม่รับอุทธรณ์
            ผมไม่ต้องการยกกรณีของสหรัฐฯ มาเป็นแบบอย่างของความถูกต้องหรืออะไร เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แม้กระทั่งประมุขที่มีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี เขายังคุ้มครองมาตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง และทั้งหมดนี้ก็นำเสนอภายใต้กรอบคิดที่ว่า หนึ่ง-ประเทศต่างๆ ล้วนมีบทบัญญัติคุ้มครองประมุข สอง-การวิจารณ์ กับการกล่าวหา-อาฆาตมาดร้าย แยกกันไม่ยาก ถ้าจะไม่แกล้งโง่กันมากนัก สาม-บทบัญญัติตามกฎหมาย กับกระบวนการทางคดี เป็นคนละเรื่องกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มั่ว ก็จะไม่เอาข้ออ้างว่ากระบวนการดำเนินคดีมีปัญหามาเป็นเหตุขอแก้ตัวบทกฎหมาย ที่ระบุไว้เพียงว่า "มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"
            ขยายความอีกนิดก็ได้ว่า เพราะโลกไม่ได้แบน ประเทศเอกราชต่างๆ จึงมีจุดเน้นในบทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขในแง่มุมที่แตกต่างกันไป มีบทกำหนดโทษที่แตกต่างกันไป และกระบวนการคุ้มครอง-ฟ้องร้องก็แตกต่างกันไปด้วย อีกนัยหนึ่งก็อาจจะพูดได้ว่า คงมีแต่ข้าทาสความคิดนักล่าอาณานิคมกระมัง ที่เห็นว่าการบิดเวลาของมาเลเซียข้ามเขตไปใช้เวลาเดียวกันกับฮ่องกงเป็นมาตรฐานที่ควรยกย่องเทิดทูน
            ที่น่าแปลกใจก็คือ หลังจากที่ตัวอย่างคดีและข้อมูลเหล่านี้ได้รับการแชร์ต่อกันไปอย่างกว้างขวาง ผมพบว่าพวกนัก(ชอบอ้าง)กฎหมายประเทศโน้นประเทศนี้มาเปรียบเทียบกับมาตรา 112 จำนวนมาก ไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของกฎหมายอาญามาตรา 871 ของสหรัฐฯมาก่อน และนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ก็ไม่เคยตระหนักในขอบเขตอำนาจหน่วยสืบราชการลับ (United States Secret Service) ในภารกิจปกป้องประธานาธิบดีของประเทศที่พวกเขาบูชาว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ
            วิธีที่พวกใช้ตรรกะต่างเท้าพวกนี้ออกมาตอบโต้ข้อมูลชุดดังกล่าว จึงดูจะทำได้แค่ตั้งคำถามทำนองว่า “โง่หรือโง่เนี่ย ของเขามันขู่เอาชีวิต ของเราแค่พูดหมิ่นก็โดนแล้ว” ซึ่งในกรณีที่เกิดกับตัวเอง ผมก็ได้แต่นึกสมเพชกับอาการเก็บหางไม่มิด เพราะในขณะที่เรียกร้องเสรีภาพในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เมื่อจะกล่าวหาผู้อื่นยังยัดเยียดตัวเลือกแบบเผด็จการเป๊ะ (คือ ถ้าไม่โง่ ก็ต้องโง่ อย่างใดอย่างหนึ่ง) เพราะถ้าเป็นผม ผมจะไม่ยัดเยียดตัดสินใครแบบนี้ เพียงแต่อาจจะนึกสงสัยว่าหน้าตาพวกเขาจะออกไปทางลูกครึ่งแบบ “(มาริ)โอ้ หรือเอี้ย(ก้วย)” กันแน่
            ที่สมเพชกว่าก็คือการออกโรงของ “กูรู” อย่างสมศักดิ์ เจียมฯ ซึ่งไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการหัวเราะเยาะหยันคนที่อ้างข้อมูลชุดนี้ ด้วยคำอธิบายว่า ความผิดตามมาตรา 871 เป็นความผิดฐานขู่ฆ่า (หรือลักพาตัว หรือทำร้ายร่างกาย) ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทแบบกรณีมาตรา 112 แต่เพื่อไม่ให้เสียความเป็นกูรู เขาก็ทำการบ้านมาอธิบายเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่า “ความผิดนี้ เขาถือเป็น class D felony คือ ความผิดชั้นต่ำสุด ไม่ใช่ความผิดระดับความมั่นคง เหมือน 112 ของบ้านเรา”
            สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสมเพชก็คือ หนึ่ง-เขายังคงไม่เลิกใช้ “ตรรกะถูไถ” ด้วยการทอนคดีความตามมาตรา 112 ให้เป็นเรื่องของการหมิ่นประมาทล้วนๆ สอง-เขายังคงใช้ “ตรรกะโลกแบน” ว่ากรอบการคุ้มครองประมุขแต่ละประเทศจะต้องเป็นเหมือนกัน สาม-เขาไม่ได้ตอบคำถามที่ใช้ตรรกะเดียวกันกับที่พวกเขาใช้ ว่าทำไมเมื่อจำนวนคดีข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ไม่เห็นมีใครในบ้านเมืองเขาบอกว่า กฎหมายอาญามาตรา 871 มีปัญหา ต้องยกเลิก
            สี่-เขาไม่ได้ตอบว่าการเขียนบทกวีให้ประธานาธิบดีถูกลอบสังหารสมควรกับการถูกลงโทษจำคุกเกือบ 3 ปีหรือไม่ ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพของนักเขียนหรือไม่ และเหตุใดนักเขียนอเมริกันจึงไม่ออกมาต่อต้านมาตรา 871 และ ห้า-เขาอวดให้รู้ว่าความผิดตามมาตรา 871 เป็นความผิดชั้นต่ำสุด แต่เขาก็อวดความไม่รู้ของตัวเองไปด้วยพร้อมกันในเรื่องของการดำเนินคดีทางลับ รวมถึงขอบเขตอำนาจและการใช้อำนาจของหน่วยสืบราชการลับ ว่ามันสวนทางกับสิ่งที่ถือว่าเป็นความผิดชั้นต่ำสุดอย่างไร
            สมศักดิ์คงไม่รู้ด้วยว่า การที่เด็กชายวัย 13 ชื่อวีโต ลาพินตา ได้โพสต์ในหน้าเฟซบุ๊คของเขาว่า  การลอบสังหารบิน ลาเดน จะก่อให้เกิดการปฏิกิริยาตอบโต้ตามมา และประธานาธิบดีโอบามาควรจะกังวลกับการแก้แค้นที่อาจเกิดขึ้น (ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ผิดแปลกอะไรเลย และคนในทำเนียบขาวก็พูดกันแบบนี้) ทำให้ตำรวจลับจู่โจมถึงโรงเรียน วีโตถูกนำออกจากชั้นเรียนไปสอบสวนโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้และให้ความยินยอม ไม่มีทนายร่วมรับฟัง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
            แม้สุดท้ายจะไม่มีการดำเนินคดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะการสอบสวนที่ขัดต่อกฎหมายและละเมิดสิทธิของเด็กได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่พวกเขาซุกมันไว้ใต้สิ่งที่เรียกกันว่าขอบเขตอำนาจของตำรวจลับ (หรือเราควรจะเรียกว่า “ล่าแม่มด” ดี?)
อีกตัวอย่างหนึ่ง – ที่สมศักดิ์และใครๆ อีกมาก – ก็คงไม่เคยรู้อีกเหมือนกัน คือกรณีที่สมาชิกพรรครีพับลิกัน ชื่อเจฟฟ์ แรงก์ กับภรรยาชื่อนิโคล สวมเสื้อยืด No Bush ที่เพนท์เอง ไปร่วมงานวันชาติสหรัฐฯ ที่มีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธาน
            ก่อนที่ประธานาธิบดีจะมาถึง ตำรวจลับสองคนสังเกตเห็นและบอกให้ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อหรือใส่เสื้อคลุมทับ เมื่อปฏิเสธ สองสามีภรรยาก็ถูกจับใส่กุญแจมือและให้ตำรวจท้องถิ่นนำตัวออกจากงานไปคุมขังอยู่สองชั่วโมงในข้อหาขัดขืนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้น นิโคลก็ถูกพักงานชั่วคราวอีกต่างหากเพราะเธอเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลกลาง จนกระทั่งคดีสิ้นสุดโดยศาลไม่รับฟ้อง
            อ่านคดีเหล่านี้แล้วผมนึกถึงคนที่อยากให้ยกเลิกมาตรา 112 เพราะต้องการเสรีภาพในการเขียนนิยาย นึกถึงคนที่เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เพราะต้องการเสรีภาพในการข้ามถนนตอนที่มีการกั้นรอขบวนเสด็จฯ นึกถึงพวกที่เห็นว่าข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและแสดงความอาฆาตมาดร้ายตามหน้าเฟซบุ๊คและเว็บบอร์ดเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต และนึกถึงพวกที่เห็นประเทศไทยเป็นเกาหลีเหนือแห่งอุษาคเนย์
            อยากให้พวกเขาได้เกิดใหม่ในอเมริกา ได้ใช้เสรีภาพในการดูหมิ่นดูแคลนประมุขของสหรัฐฯ กันให้สาสมใจ ไม่มาเสียเวลาสำเร็จความคิดด้วยตัวเองไปเปล่าๆ อย่างนี้เลย-จริงๆ
#
9 มกราคม 2555
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555)

___________________________________
*ต้องขออภัยที่ผมนำข้อความนี้มาอ้างโดยไม่เหลือความจำใดๆ ให้เป็นเครดิตกับผู้เขียนหรือกระทั่งผู้ที่แชร์ต่อ ทวีตต่อกันมา เพราะนอกจากปัญหาความจุของ RAM ในสมองผมเอง (ดังที่เคยบอกกล่าวกันมาแล้วหลายครั้งในคอลัมน์นี้) กระบวนการทำซ้ำในการสื่อสาร-เผยแพร่ในยุคของ Social Media ยังไหลหลากจนยากแก่การทวนขึ้นไปค้นหาต้นสายที่มาได้ดังใจคิด


วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

อีมี่ ดราม่า อากง

ผมคงเป็นคนใจร้ายแน่ๆ ถ้าจะบอกว่า ดราม่าไม่ใช่วิธีการสู้คดี และไม่รู้สึกว่าจำเลยในคดี “SMS 20 ปี น่าสงสารเห็นใจเท่าที่มีความพยายามปั้นแต่งกัน
           ที่จริง แรกที่ผมได้อ่านผ่านๆ คำพิพากษาจำคุกจำเลย 20 ปี ในคดีส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเขาเรียกกันเป็นการทั่วไปว่า “คดีอากง SMS” (แต่ผมไม่สะดวกใจจะเรียกตามนั้น ด้วยเหตุผลอะไรไว้ค่อยว่ากันตอนท้าย) ความรู้สึกของผมก็คงไม่ต่างจากคนอีกมาก ที่เห็นว่าเป็นการลงโทษที่หนักหนาสาหัสอยู่สักหน่อย แม้จะรู้ว่า 20 ปีเป็นผลรวมของฐานความผิดรวม 4 ครั้ง ก็ตาม


                    แต่เมื่ออ่านรายละเอียดช้าๆ ผมก็เริ่มสะดุดกับเรื่องของ IMEI (International Mobile Equipment Identity) ซึ่งเป็นเลขรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือของจำเลย ตามบันทึกสรุปคำพิพากษาและบันทึกการสืบพยานของฝ่ายทนายจำเลย (ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลฝั่งเดียวที่ผมหาได้เกี่ยวกับคดีนี้ เพื่อนทนายบอกว่าคำพิพากษาในคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดจะยังไม่มีการพิมพ์เผยแพร่ ส่วนการขอคัดคำพิพากษาในคดีจะทำได้เฉพาะคู่ความ) อ้างว่า ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ...” แต่ทนายจำเลยได้นำมาเป็นประเด็นแย้งหลังคำพิพากษาว่า เลขหลักสุดท้าย (หลักที่ 15) ของเลข IMEI ในเครื่องโทรศัพท์ของจำเลย ไม่ตรงกับเลข IMEI ในรายงานการใช้บริการโทรศัพท์ (log) ที่ได้จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 ราย (ในที่นี้คือ DTAC และ True)
            ประเด็นนี้ถูกนำไปขยายความ (และหลงเชื่อ) กันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยากในการค้นหาความจริงว่า เลขหลักสุดท้าย (หลักที่ 15) เป็น check digit หรือเลขทดสอบความถูกต้องของเลข 14 ตัวแรก ถ้าเลขตัวสุดท้ายถูกต้องตามหลักการคำนวณอัลกอริทึมแบบลุน (Luhn algorithm) ก็จะระบุรายละเอียดยี่ห้อ-รุ่น-เลขลำดับของโทรศัพท์ได้ แต่ถ้าเลขหลักสุดท้ายผิด ก็จะไม่พบข้อมูลของโทรศัพท์ตามเลขอีมี่ที่ผิดนั้น
            ถ้ายังงงๆ อยู่ ลองนึกเลขรหัส ISBN ที่อยู่หลังปกหนังสือนะครับ เป็นเลขชุดคล้ายๆ กับเลข IMEI ของโทรศัพท์ ต่างกันเพียง 13 หลักกับ 15 หลัก โดยที่หลักสุดท้ายเป็น check digit เหมือนกัน ถ้าเราป้อนเลข ISBN 12 ตัวแรกของหนังสือเล่มหนึ่ง สมมติว่าเป็น ISBN 978974991617 ในระบบค้นหาของกูเกิ้ล ผลที่ได้ก็คือ การค้นหาของคุณ - ISBN 978974991617- ไม่ตรงกับเอกสารใดๆ” จากนั้นถ้าลองป้อนเลขชุดเดิมและเพิ่มเลขหลักสุดท้ายแบบสุ่มไปเรื่อย (สมมติว่าไม่รู้เลขหลักสุดท้าย) การลองตั้งแต่เลข 0 ถึงเลข 8 จะได้ผลลัพธ์เหมือนข้างต้น จนเมื่อป้อนเลข 9 เป็นหลักสุดท้าย ก็จะได้รายละเอียดเบื้องต้นว่าเป็นหนังสือแปลเรื่อง แผนลวงสะท้านโลก ซึ่งแปลจาก Deception Point ของ แดน บราวน์โดย อรดี สุวรรณโกมล ไม่มีเล่มอื่นซ้ำแน่นอน
            ในทำนองเดียวกัน เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของเรา แม้ว่าจะไม่มีแหล่งให้ตรวจสอบได้ว่าเลขประจำตัวนั้นๆ เป็นของใคร (ซึ่งก็ไม่สมควรจะมีหรอก) แต่ก็มีโปรแกรม/เว็บไซต์ที่ใช้ตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่ามีเลขประจำตัวชุดนั้นๆ อยู่จริงหรือไม่ ทดลองกรอกเลขประจำตัวของเราลงไป ระบบจะยืนยันการมีอยู่ของเลขชุดดังกล่าว แต่ถ้าลองเปลี่ยนเลขหลักสุดท้าย ระบบก็จะแจ้งว่าเป็นเลขรหัสที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยืนยันว่าจะไม่มีใครที่มีเลข 12 หลักแรกตรงกับเราทั้ง 12 หลักแน่ๆ
            หลักการของเลข ISBN และเลขประจำตัวประชาชน ก็เหมือนกับเลข IMEI คือ เลขหลักสุดท้ายไม่มีความสำคัญในแง่ที่ว่า จะมีเพียงเลขเดียว (จาก 0-9) เท่านั้นที่ถูกต้อง-ในฐานะ check digit และจะไม่มีเลขชุดแรก (12 หลักของเลข ISBN และเลขประจำตัวประชาชน, 14 หลักของเลข IMEI) ซ้ำกันเด็ดขาด
            ผมจึงขอสรุปไว้ตรงนี้ก่อนว่า “จะไม่มีโทรศัพท์มือถือสองเครื่องใดในโลกที่มีเลข IMEI ตรงกัน (No two mobile handsets in the world should have the same IMEI number) ตรงนี้สำคัญนะครับ และเขาก็มีหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำหนดเลข IMEI ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ (เหมือนกับเลข ISBN ของเราที่ต้องขอจาก กลุ่มงานคัดเลือกและประเมินคุณภาพทรัพยากรห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ) ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตยี่ห้อไหนจะกำหนดเอาเองอย่างไรก็ได้
            และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่มาอ้างกันมั่วๆ แบบ “ผู้รู้” ใน มติชนออนไลน์ ว่า หมายเลข IMEI นั้น ไม่ใช่ Unique Number มีมือถือหลายเครื่องที่มี IMEI ซ้ำกันได้ โดยมีทั้งการที่ซ้ำกันมาตั้งแต่โรงงานผู้ผลิต และซ้ำกันเพราะมาแก้ไข IMEI เองในภายหลัง ซึ่งถ้าไม่รู้-แต่มั่วๆกันไป ก็พออภัย แต่ในเมื่ออ้างว่าเป็น “ผู้รู้” ก็ต้องถือว่าตั้งใจบิดเบือน
            คือ ถ้าจะพูดเรื่องปลอม IMEI ก็ต้องบอกว่าทำได้ เครื่องที่ใช้เลข IMEI ปลอม ก็ต้องบอกว่ามี แต่นั่นคือข้อยกเว้น และถ้าเป็นช่วงก่อนปี 2545 การพูดอย่างนั้นจะพอมีน้ำหนัก เพราะเป็นยุคที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยังล็อครหัส IMEI ให้เครื่องที่ซื้อจากผู้ให้บริการ (ซึ่งขายในราคาแพงหลุดโลก) เท่านั้นที่นำมาใช้งานในระบบได้ แต่เมื่อเลิกล็อคและให้ผู้ผลิตโทรศัพท์ขายได้เองโดยเสรี กระทั่งราคาตัวเครื่องโทรศัพท์ลดลงมามากมาย ไม่เพียงแต่จะไม่มีใครสนใจเรื่องปลอม IMEI อีกต่อไป คนที่เพิ่งมาใช้โทรศัพท์มือถือในระยะหลังจำนวนมาก ไม่เคยได้ยินเรื่องเลข IMEI ด้วยซ้ำ
ก้าวข้ามประเด็นเรื่อง 14 หลัก/15 หลัก และอีมี่ปลอมมาได้ ก็มีคำถามต่อมาว่า ทำไมเลขหลักสุดท้ายในรายงาน (log) ของผู้ให้บริการ (DTAC กับ True) ไม่ตรงกับเลขหลักสุดท้ายที่ตัวเครื่องของกลางของจำเลย
            ตามบันทึกสังเกตการณ์การสืบพยานของฝ่ายทนายจำเลยเอง สรุปคำให้การของเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า การตรวจสอบหมายเลขในเครือข่าย DTAC ที่ใช้ส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ไปยังโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็นพยานโจทก์และผู้กล่าวโทษในคดีนี้) พบว่าเป็นหมายเลข xxx-xxx-3615  แบบเติมเงิน ที่ใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์ที่มีหมายเลข IMEI  358906000230110 เมื่อนำเลข IMEI ข้ามไปตรวจสอบกับ True พบว่าเลข IMEI ดังกล่าวใช้ร่วมกับซิมของโทรศัพท์หมายเลข  xxx-xxx-4627
            ทนายจำเลยอ้างว่า เลข IMEI ของจำเลยเป็นเลข 358906000230116 แต่ log ของDTAC ระบุเป็น 358906000230110 ประเด็นนี้สามารถอธิบายโดยหลักการได้ง่ายๆ ว่าเป็นแนวปฏิบัติของระบบ (ซึ่งเป็นมาตรฐานเดิมที่ใช้กันทั่วโลก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ check digit ที่ถูกต้องตามจริง แต่ประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องจัดทำ log มาตรฐานใหม่) ที่แปลงเลขหลักสุดท้ายเป็น 0 ทั้งหมด จริงเท็จประการใด ผู้เกี่ยวข้องในคดี-โดยเฉพาะทนายจำเลย-สามารถใช้สิทธิ์ตรวจสอบได้ว่า log ของ DTAC แสดงเลข IMEI หลักสุดท้ายของเครื่องอื่นๆ แตกต่างไปจากเลข 0 หรือไม่
            ในกรณี log ของ True ที่ฝ่ายทนายจำเลยอ้างว่า มีทั้งลงท้ายด้วย 0 และ 2 ก็น่าจะตรวจสอบได้แบบเดียวกัน เพื่อหาคำตอบว่าระบบรายงานของ True เป็นอย่างไรให้สิ้นสงสัย มากกว่าการอธิบายลับหลังคำพิพากษา
            นอกจากนั้น การที่ log ของผู้ให้บริการทั้ง DTAC และ True ได้แสดงข้อมูลทั้ง IMEI (เลขรหัสระบุตัวเครื่อง), IMSI (International Mobile Subscriber Identity-เลขรหัสของซิม), เซลล์ไซต์ที่ใช้เชื่อมต่อโทรศัพท์กับเน็ตเวิร์ค และเวลาที่เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์ค จึงแสดงรอยต่อของการใช้งานให้เห็นในลักษณะที่มีการใช้งานสลับกัน คือ หลังจากปิดการเชื่อมต่อกับโครงข่ายของ True (ใช้งานโทรศัพท์) แล้วจึงปรากฏการเชื่อมต่อกับโครงข่าย DTAC (ใช้ส่ง SMS) หลังจากนั้นจึงมีการเชื่อมต่อกับโครงข่าย True อีกครั้ง ทั้งหมดนี้ระบุตำแหน่งการใช้งานในเซลล์ไซต์เดียวกัน  คือย่านที่อยู่ของจำเลย โดยไม่มีการใช้งานทับเวลากันแต่อย่างใด
            โดยสรุปก็คือ ถ้าจำเลยไม่ได้ส่ง SMS จากโทรศัพท์ตัวเอง ที่บ้านของตัวเอง มันก็คงเป็นเรื่องบังเอิญมากที่มีคนปลอมเลข IMEI ของจำเลย (หรือแม้แต่ซ้ำกันโดยบังเอิญ มาตั้งแต่โรงงานผลิต-ขำขำนะครับ) แล้วมาส่ง SMS หมิ่นฯ ในพื้นที่เซลไซต์เดียวกัน โดยสอดแทรกเข้ามาในเวลาที่สอดคล้องกันอย่างน่าอัศจรรย์
            แต่ก็เอาละ ข้อมูลเชิงประจักษ์แบบนี้ ยังไม่ได้ทำให้ผมยังปักใจว่าจำเลยส่ง SMS เอง ทั้งยังมีหลายคนพูดถึงหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย รวมไปถึงการยกตัวอย่างว่า เจ้าของรถคันที่ขับไปชนคนตายโดยที่จับผู้ขับขี่ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องติดคุกเพียงเพราะเป็นเจ้าของรถ แต่ก็นั่นแหละ คงง่ายเกินไปที่เจ้าของรถจะบอกแต่เพียงว่าตัวเองไม่ใช่คนขับ ใครเอาไปขับก็ไม่รู้ อย่างน้อยเจ้าของรถก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ณ เวลาที่เกิดเหตุ ตัวเองอยู่ที่ไหน มีใครที่เอารถไปใช้โดยไม่ต้องบอกกล่าวได้บ้าง หรือถ้ารถหาย ก็ต้องมีการแจ้งความ ฯลฯ
            ในกรณีนี้ การที่จำเลยบอกแต่ว่าส่ง SMS ไม่เป็น บอกว่าเคยส่งเครื่องไปซ่อม แต่ซ่อมที่ร้านไหนก็จำไม่ได้ นอกจากไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว การให้หลานวัย 11 ปีขึ้นให้การในฐานะพยาน บอกว่า “จำเลยมักทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านบ่อยครั้งขณะไปส่งตนและน้องๆ ที่โรงเรียน” ก็มัดจำเลยแน่นเข้าไปอีก ว่าโอกาสที่โทรศัพท์เครื่องนี้จะไปตกในมือคนอื่นเพื่อใช้เปลี่ยนซิมส่ง SMS หรือปลอม IMEI ยิ่งน้อยลง
            หรือจะให้ศาลเข้าใจตามที่จำเลยให้การว่า “ทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านบ้าง พกติดตัวบ้าง บางครั้งเมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว ซึ่งที่บ้านมีคนเข้าออกอยู่จำนวนหนึ่ง” จึงเป็นโอกาสให้ผู้อื่นเข้าไปในบ้านของจำเลยเพื่อใช้โทรศัพท์ส่ง SMS ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก???
ถึงที่สุดแล้ว ผมกลับมีคำถามในใจว่า แทนที่จะดราม่ากันใหญ่โต ทนายจำเลยได้สู้คดีให้ลูกความของตัวเองดีพอหรือยัง
            ถ้าดูจากคำแถลงปิดคดีของทนายจำเลย ใน 3 ประเด็น  คือ 1. การใช้หมายเลขเครื่อง (อีมี่) ในการเชื่อมโยงว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงได้ และสามารถซ้ำกันได้ 
            2. การสืบสวนสอบสวนของเจ้าพนักงานมุ่งไปที่ตัวจำเลยโดยตรง โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับหมายเลขอีมี่ และคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกับพยานเอกสารฝ่ายโจทก์
            3. โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดที่จะชี้ได้ว่า จำเลยเป็นผู้กดพิมพ์ข้อความ และส่งข้อความดังกล่าว
            จะเห็นได้ว่า เป็นแนวทางที่มุ่งปฏิเสธความน่าเชื่อถือของหลักฐานและฝ่ายโจทก์ โดยที่ฝ่ายจำเลยเองกลับไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากเท่ามาต่อสู้/หักล้าง ผมอาจไม่ได้เรียนมาทางกฎหมาย แต่เท่าที่คิดและตรวจสอบกับเพื่อนที่มีความรู้ทางเทคนิคการโทรคมนาคมบ้าง ทางกฎหมายบ้าง ถึงช่องทางความเป็นไปได้ต่างๆ ก็พบว่า อย่างน้อยที่สุด การขอข้อมูลจาก True มาพิสูจน์ว่า เครื่องของจำเลยที่ใช้ซิมของ True ไม่เคยใช้ส่ง SMS เลย ก็น่าจะมีน้ำหนักดีกว่าการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย
            แย่กว่านั้นคือความไม่อยู่กับร่องกับรอยของทีมทนาย ทนายจำเลยคนหนึ่งให้การเป็นพยานจำเลยด้วยท่าทีที่เหมือนกับเข้าใจเลขรหัส IMEI ดีพอสมควร ซึ่งขัดกับการสู้คดีแบบไม่ยอมรับรู้ไม่ยอมเข้าใจเรื่องเลขหลักสุดท้าย ทนายจำเลยอีกคนหนึ่งไป “หลุด” ในรายการคมชัดลึกหลายประเด็น เพราะมุ่งแต่จะดราม่าจนละเลยสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” เช่น นาทีหนึ่งบอกว่าจำเลยส่ง SMS ไม่เป็น โทรศัพท์ที่ใช้ก็เป็นรุ่นเก่า มีแป้นพิมพ์ภาษาไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้ (ถึงตอนนี้คนดูจำนวนมากตั้งคำถามแล้วละ ว่าเรื่องแค่นี้ไม่รู้จะไปสู้คดีอย่างไร) แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมากลับบอกว่า โทรศัพท์ของจำเลยพิมพ์ยาก จะพิมพ์ตัว ง ทีต้องกดแป้มเดิมถึงสามครั้ง (คนดูก็จะรู้สึกว่า อ้าว แล้วอย่างนี้จะเชื่อถืออะไรกันได้อีกไหม)
            หรือเขาไม่ได้ต้องการชนะคดีกันจริงๆ
จำเลย – ที่เขาเรียกกันว่า “อากง” – อายุ 62 ในปีนี้ ก่อนจะมาเป็น “อากง” คดีนี้เคยเรียกกันว่า “คดีลุง SMS” มาก่อน แต่คง “ไม่โดน”
            เข้าใจได้ว่าคำ “อากง” เป็นคำเรียกในมุมของหลานอายุ 11 (ที่ขึ้นให้การเป็นพยานด้วย) และน้องๆ ที่เด็กกว่านั้นอีก และในยุคที่คนวัย 60 เวลาตกเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ มักจะถูกแทนด้วยคำว่า “ไอ้เฒ่า” ผมจึงไม่ติดใจกับคำเรียกอากงเท่าไรนัก ที่ติดใจก็คงเป็นเรื่องที่ทำเสมือนว่าคนวัย 60 ต้นๆ เป็นวัยที่หมดแล้วซึ่งสมรรถนะ จำอะไรไม่ค่อยได้ ทำอะไรไม่ค่อยเป็น
            ผมมีพี่ชายคนโตอายุเท่าๆ นี้ ซึ่งยังทำทุกอย่างได้เหมือนเมื่อสิบปีก่อน ผมมีแม่ซึ่งอายุ 83 แล้ว แต่ยังขับรถตะลอนๆ ออกไปช้อปปิ้งเองได้ทุกเวลาที่อยากออกจากบ้าน ตัวอย่างที่ยกมานี้อาจจะมีความจำเพาะสักหน่อย แต่ผมก็ยังไม่พบว่าคนวัย 60 ต้นๆ จะมีปัญหาความจำถึงขนาดจำร้านที่เอาโทรศัพท์ไปซ่อมและไปรับคืนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่ได้ และผมไม่คิดว่าถ้าการส่ง SMS สำหรับคนวัยนี้เป็นเรื่องยากเกินหัด โดยเฉพาะคนที่เคยมีอาชีพเป็นพนักงานขับรถมาก่อน
            อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงตอนนี้ อากงจะทำหรือไม่ทำอะไร ทำได้หรือไม่ได้ ทำจริงหรือไม่จริง หรือกระทั่งว่าอากงจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว เพราะทุกอย่างถูกขับเคลื่อนไปสู่อีกเป้าหมายหนึ่ง – ซึ่งไม่ทำให้ผมแปลกใจเท่าไหร่ – คือการรณรงค์แก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 (อีกครั้ง)
            ผมเคยสงสัยว่า มันจะมีความเป็นไปได้แค่ไหนกันที่จะวางพล็อตให้คนสูงอายุที่ดูน่าสงสารเห็นใจ ตกเป็น “เหยื่อ” ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยความยินยอมพร้อมใจของเจ้าตัว อาจจะเพื่อปกป้องลูกหลานใกล้ชิด หรือเพื่อผลตอบแทนบางประการ แต่เมื่อคิดมาถึงขั้นที่ว่า ถ้าจะเคลื่อนไหวแบบหวังผล ก็ต้องใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของคนๆ นั้นเป็นเดิมพัน ผมก็ไม่อยากคิดต่อ
            รอดูเขาแสดงกันไปเลยดีกว่า
#
6 ธันวาคม 2554

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2554)



วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

องครักษ์พิทักษ์ปลวก

“ในทางจิตวิทยาของอาชญากรนั้น คนที่ต้องการยกเลิกกฎหมายใด แสดงว่าเขาอยากทำผิดกฎหมายนั้น เช่น คนที่ต้องการยกเลิกกฎหมายฆ่าคน แสดงว่าเขาอยากฆ่าคนโดยไม่มีกฎหมายห้าม”
         ข้อความ “โดนใจ” ข้างต้น ผมยกมาจากบทความเรื่อง “คณะนิติราษฎร์..ผลไม้พิษของฮิตเล่อร์??” ของ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่ออกมาโต้แย้งกับแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเสนอให้ลบล้างผลพวงของการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ทั้งพ่วงเอาข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวญกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หรือที่เรียกกันว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ไว้ด้วย และข้อความที่ผมยกมาก็คือการตีตรงเข้าประเด็นนั้น
Credit : http://www.flickr.com/photos/waterbug49307/5507017226/
         ที่ต้องใช้คำว่า “โดนใจ” ก็เพราะเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนที่เขียนถึงกระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. .... ในบทความเรื่อง “See Through” ลงคอลัมน์นี้ (“สีสัน” ปีที่ 22 ฉบับที่ 9) คนที่ไม่ได้เรียนมาทางกฎหมาย (อย่างผม) ก็ขมวดด้วยคำถามว่า “คนประเภทไหนกันที่ขยายความกฎหมายฉบับหนึ่งให้แลดูน่ากลัวเกินจริง คนประเภทไหนกันที่ปั่นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้คนกลัวเพื่อเป็นแนวร่วมคัดค้าน คนประเภทไหนกันที่ใช้ประโยชน์จากความไม่รู้ (และไม่อยากรู้) ทางกฎหมายของประชาชนทั่วไปในการบิดเบือนความจริง คนประเภทไหนกันที่แอบวาระซ่อนเร้นไว้ใต้เสื้อคลุมของสิทธิเสรีภาพ”         
         ซึ่งคำตอบที่ผมแน่ใจว่ารวมอยู่ด้วยแน่ๆ ก็คือ (กลุ่ม) คนที่รู้ว่ากำลังทำผิดตามมาตรา 24 (1) อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และผมเชื่อว่าเป็นประเด็นหลักของการคัดค้าน เพียงแต่ถูกคลุกเคล้าเอาไว้กับประเด็น “หาพวก” อื่นๆ
         ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ในความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกลุ่มคนที่เวียนหน้ากันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไข และ/หรือ ยกเลิกมาตรา 112 เมื่อเรามองผ่านม่านมายาของวาทกรรมทั้งมวล มันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาได้แทงทะลุเข้าไปด้วย “จิตวิทยาอาชญากร” นั่นเอง
         ซึ่ง ดร.ทวีเกียรติ ได้ขยายความต่อว่า
         “คนที่อยากได้ทรัพย์บุคคลอื่น ก็คงต้องการให้ยกเลิกกฎหมายลักทรัพย์
         ผมเองยังอยากให้ยกเลิกกฎหมาย ข่มขืนกระทำชำเราเลย !!!
         อย่างไรก็ตาม กฎหมายถึงจะมีโทษแรงแค่ไหน  
         ผู้ที่ไม่คิดจะทำผิดกฎหมาย ย่อมไม่เดือดร้อน  
         พวกท่านทั้ง 7 เดือดร้อนมากใช่ไหม?  
         มาตรา 112  เป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำ แสดงว่าคนที่ขอให้ยกเลิก อยากใช้คำหยาบ จาบจ้วง จริงๆ ผมแนะให้ว่า ถ้าคันปากอยากด่านักใคร แต่กลัวผิดกฎหมาย ก็ให้ด่าคนที่อยู่ในบ้านของกลุ่มนิติราษฎร์นั่นแหละ ด่าเข้าไปเถอะ กฎหมายไม่เอาโทษ เพราะคนที่อยู่นอกบ้านของคุณไม่มีใครเขานับถือคนในบ้านของพวกคุณ 
         หากด่าตัวเองได้ยิ่งดีใหญ่ ไม่ผิดกฎหมาย  
         และจะให้ผมช่วยด่าหรือช่วยคิดหาคำด่าให้ก็ยินดี  
         ครบถ้วน ได้ใจความนะครับ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองไว้ดูใหญ่โตว่า “คณะนิติราษฎร์” นั้น ไม่ว่าจะใช้วาทกรรมอำพราง หรืออ้างหลักวิชาการจำแลง อย่างไร สุดท้ายก็สลัดไม่หลุดจากข้อเท็จจริงที่ว่า สุดปลายทางข้อเสนอของพวกเขานั้นเอื้อต่อประโยชน์สูงสุดของใคร?
         และต้องการโค่นล้ม-ทำลายอะไร?
         ในเชิงวิชาการและหลักกฎหมาย ผมเชื่อว่าทุกแง่มุมที่เสนอมา นักกฎหมายด้วยกันเขาโต้แย้งได้หมด เหมือนอย่างที่ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ ได้ใช้บทความเรื่อง “สิ่งที่คล้ายกันพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่ไม่พึงปฏิบัติอย่างเดียวกันกับสิ่งที่ต่างกัน” หักล้างอย่างสุภาพต่อข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นการ “นำสิ่งที่ไม่ควรเทียบกันมาเทียบกันประหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่เทียบกันได้ หรือแสดงความเห็นโดยไม่ชี้แจงให้ชัดว่าเป็นความเห็น แต่ทำให้คนเชื่อไปว่าเป็นความรู้โดยมิได้ตั้งแง่คิดให้ผู้อ่านได้ไตร่ตรองอย่างแจ่มชัด”  ซึ่ง “อาจชวนให้เกิดความหลงทาง หรือเกิดไขว้เขวทางความคิดแก่คนหมู่มากจนยากจะแก้ไข เป็นสิ่งที่นักวิชาการพึงระวัง”
         แต่ก็นั่นแหละ เมื่อจะเอาชนะคะคานกันเสียอย่าง กระบวนการตอบโต้แบบแถไถไปมาก็ทำหน้าที่สร้างวาทกรรมของมันไป เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่คนเหล่านี้ต้องการ ไม่ใช่ความถูกต้องทางวิชาการ แต่เป็น “วาทกรรม” ที่จะให้เอาไปพูดถึงได้ ใช้อ้างได้ ไปขยายผลได้ โดยคนที่พร้อมจะเชื่อ คนที่พร้อมจะทำหน้าที่สื่อความต่อไป ซึ่งสุดท้ายเมื่อโต้แย้งอะไรไม่ได้แล้ว ก็จะกลับมาตรงจุดที่ว่า “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายนิติรัฐ-ประชาธิปไตย และยังเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน”
         แล้วผลักดันให้ทุกคนที่โต้แย้ง ทุกคนที่เห็นว่าการยึดอำนาจสามารถสถาปนาอำนาจรัฐาธิปัตย์ขึ้นมาได้ เป็นพวกสนับสนุนรัฐประหาร ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย โดยลืมไปว่า ด้วยหลักคิดแบบนี้ ทุกประเทศในโลกที่ให้การรับรอง คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก็จะกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนการทำรัฐประหารและต่อต้านระบอบประชาธิปไตยกันไปหมดทั้งโลกเลยทีเดียว
         แล้วยังไง?
         เพราะมุมคิดแบบนี้ก็เอาไปผลิต “วาทกรรม” ได้ ถ้าอยากทำ และวาทกรรมก็จะกลายเป็นกรรมที่ไม่มีวันจบ ตราบเท่าที่สมองของคนขาดแล้วซึ่งสำนึก
         ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเข้าใจได้ที่ ดร.ทวีเกียรติ เขียนบทความตอบโต้กับ “กลุ่มผู้ออกแถลงการณ์ทั้ง 7” ด้วยท่าทีที่ไม่ป็นวิชาการ และเหมือนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพูดจาด้วยหลักการและเหตุผลกับคนเหล่านี้อีก
         ลองดูความอีกตอนหนึ่ง
         “ก่อน 19 กันยา กลุ่มนิติราษฎร์ ไปอยู่ที่ไหนกัน ถึงไม่รู้ว่า ความขัดแย้งมีมาก่อน 19 กันยายน 2549 และก่อน 14 ตุลาคม 2516 ด้วยซ้ำ และประเด็นที่ขัดแย้งทั้งหลายมีประเด็นเดียวเท่านั้น คือ คนในรัฐบาลที่ทุจริต หรือสงสัยว่าทุจริต หรือแม้พิสูจน์แล้วว่าทุจริต แต่ยังมีอำนาจลอยนวล ลอยหน้าอยู่ได้ โดยไม่มีใครสามารถนำพวกเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ คือไปไม่ถึงศาล โดยเหตุที่ ถูกแทรกแซงในทุกๆ ทาง
         ฝ่ายบริหาร ตำรวจ อัยการ กกต.ถูกแทรกแซงตั้งแต่กระบวนการแต่งตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหลายก็พึ่งไม่ได้ ลามปามไปถึงตุลาการเกือบทุกชั้นศาล ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม  ถุงขนม ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ว่อนไปหมด คณะวรเจตน์ ไม่รับรู้ ไม่รับเห็นเลยหรือไร ?” 
         เป็นคำถามเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม ที่นิติราษฎร์ไม่มีวันตอบได้กระจ่างใจตัวเอง ถ้าในสมองยังมีสำนึกผิดชอบชั่วดีแม้เพียงสามัญธรรมดา
ดร.ทวีเกียรติ เป็นอาจารย์วิชากฎหมายร่วมสถาบันเดียวกันกับ “คณะวรเจตน์” เคยสวนทางความคิดกันมาหลายกรรมต่างวาระ
         สิ่งที่นิติราษฎร์นำมาขายใหม่ หลายแง่หลายมุมก็เคยผ่านการวิวาทะกันมาแล้ว ถูกหักล้างมาแล้วอย่างเช่นหลักนิติรัฐที่อ้างกันมาก อ้างกันเสมอ เช่นในคราวที่ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับพวก ออกมาโต้แย้งคำพิพากษายุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรค ดร.ทวีเกียรติก็เคยเขียนบทความเรื่อง “หลักนิติรัฐกับคนเนรคุณ” อรรถาธิบายเอาไว้อย่างหมดจด
         “การที่ยึดถือหลักนิติรัฐต้องทำโดยมีจิตวิญญาณที่จะปกป้องนิติรัฐด้วย โดยต้องมองให้รอบรู้ให้ทั่ว หากเห็นไม่รอบ กอดแต่หลักไว้อย่างเดียวไม่ดูว่ามดแทะ ปลวกทะลวงหลักจนปรุพรุนเป็นโพรงอยู่ข้างในไปหมดแล้วยังพร่ำเพ้อว่าหลักยังดีอยู่ ทั้งๆ ที่รู้และโวยวายให้ใครก็ได้เข้ามาแก้ไข แต่พอมีคนจะไปช่วยพยุงซ่อมแซม โดยเอามด ปลวกออกจากหลัก โดยที่เขาก็เมตตาไม่ฆ่ามด ปลวกเท่านั้น เพียงแต่ขอกวาดออกจากหลักไม้ไปชั่วคราว เพื่อซ่อมแซมหลักให้มั่นคงแล้วจะเชิญให้มด ปลวกเหล่านี้มากัดกินกันใหม่เท่านั้น
         คนที่อ้างว่าตนพิทักษ์หลักนิติรัฐเหล่านี้ก็ยังคงกอดหลักขวางกั้นออกหน้าปกป้องมด ปลวก ไม่ให้ใครไปแตะต้องมด ปลวกเหล่านั้น โดยคิดว่าเป็นการปกป้องสิทธิของมดและปลวกเหล่านั้นตามหลักนิติรัฐอยู่
         แทนที่จะเป็นการบำรุงรักษา กลับเป็นการช่วยทำลายหลักนิติรัฐทางอ้อม
         ไม่เห็นแม้กระทั่งพวกปลวกๆ ทั้งหลายกำลังนั่งหัวเราะเยาะพวกกำจัดปลวกที่ทะเลาะกันเอง
         เท่ากับเนรคุณหลักนิติรัฐเสียเอง
         ความเห็นของพวกเขาเหล่านี้ จึงเป็นการ "เห็นต้นไม้แต่ไม่เห็นป่า"
         ป่าไม้ถูกทำลายลงทุกวัน ท่านเหล่านี้ก็รู้อยู่ เรียกร้องให้ช่วยกันปราบพวกตัดไม้ทำลายป่า
         แต่พอเขาจะไปจับคนตัดต้นไม้ ท่านเหล่านี้ก็ออกขวางกั้น โดยอ้างว่า ชาวบ้านตัดต้นไม้ต้นสอง ต้น ไม่เสียหาย ต้องคุ้มครองให้เขาอยู่กินได้
         ท่านเหล่านี้จึงเห็นแต่คนตัดไม้ทีละต้น แต่ไม่เคยเห็นคนทำลายป่า
         หารู้ไม่ว่าคนเหล่านั้นตัดทีละต้น เป็นร้อย เป็นล้านต้นแล้ว
         ฉันใดก็ฉันนั้น เราจึงไม่สามารถดำเนินการกับคนทำลายหลักนิติรัฐได้เสียที ด้วยฝีมือของคนที่คิดว่าตนเป็นคนพิทักษ์อนุรักษ์หลักนิติรัฐ แต่มองไม่เห็นปลวกที่กำลังกัดกิน และทำลายหลักนิติรัฐที่เขาบูชาอยู่ตำหูตำตา
         ดังนี้ แทนที่จะเป็นองครักษ์พิทักษ์หลักนิติรัฐ
         กลับกลายเป็นองครักษ์พิทักษ์ปลวกไปเสียนี่!!!
         หลักนิติรัฐจึงถูกเนรคุณด้วยสายตาที่คับแคบเช่นนี้เอง”
จากตอนนั้นถึงวันนี้ ผมเริ่มสงสัยว่า องครักษ์พิทักษ์ปลวกกลายพันธุ์ไปเป็นปลวกเสียเอง ก็ได้ด้วย?
#
5  ตุลาคม  2554
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554)