แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเมืองไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (4)

จาก พ.ศ. 2551 ถึง 2555 ประเทศไทยยังคงจมอยู่ในปลักของการลบล้างความผิดให้ทักษิณและแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสถาปนาอำนาจที่ไร้การต้านทาน-ถ่วงดุล
            จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ปักหลักหมุดสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านการลงประชามติ
            จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตุลาการ ศาล และองค์กรอิสระจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่นั่นก็เพราะการออกแบบโครงสร้างอำนาจอธิปไตย และการตรวจสอบ-ถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นโครงสร้างที่ล้มเหลว
            จริงอยู่ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาจากการแต่งตั้ง แต่ ส.ส.ร. 2550 ก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ชัดเจน-กว้างขวางยิ่งกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับที่มักจะอ้างกัน (บ่อยครั้งที่อ้างโดยผู้ร่างเอง) ว่า “ก้าวหน้าที่สุด” และ “ดีที่สุดโลก”
            จริงอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ก็โดยวิถีทางที่ถูกต้อง ตามกระบวนการที่กำหนด และไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติตามมาตรา 291 ที่ว่า “ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้”
            จึงเป็นเรื่องน่าขัน ที่ได้เห็นนักประชาธิปไตยผู้ชูธงคัดค้านรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ล้วนกระหายอยากจะร่าง/แก้ไขรัฐธรรมนูญกันเอง และรับรองกันเอง ในขณะที่พรรคการเมืองซึ่งอวดอ้างชัยชนะจากการเลือกตั้งอยู่เสมอ ก็ไม่กล้าเผชิญหน้าการทำประชามติ
            ได้แต่อวดตรรกะโง่ๆ ว่า ศาลจะให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ
            ตอบแบบเด็กมัธยมต้น ก็คือ “ถ้าคนอยากแก้ก็ยังไม่รู้ แล้วจะขอแก้ทำติ่งหูอะไร”
๐ 
Credit: Praphol Chattharakul
ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญไม่เคยใช้เป็นสิ่งชี้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยได้ อย่าว่าแต่ประเด็นปลีกย่อยเรื่องที่มาของรัฐธรรมนูญ
            โดยไม่สำคัญเลยสักนิดว่าเรามีจิตวิญญาณประชาธิปไตยมากน้อยขนาดไหน เพียงแต่ในหัวของเรายังมีสิ่งที่เรียกว่าสมอง และในใจของเรายังมีสิ่งที่เรียกว่าสติ เราย่อมรู้ว่าอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่ก็เป็นแม่แบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา
            รู้ว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ใช้มา 225 ปีแล้ว โดยไม่มีใครประทับตราว่าเป็นรัฐธรรมนูญยุคทาส และไม่เคยต้องยกร่างใหม่ เพียงแต่แก้ไขเฉพาะส่วนให้เหมาะสมกับกาลสมัยและบริบทความสัมพันธ์ทางอำนาจต่างๆ ในสังคม
            และรู้ว่าญี่ปุ่นใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 โดยที่ประชาชนของเขาไม่คิดว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญของผู้แพ้สงคราม
            แล้วเราก็พอรู้ – แม้เพียงเลาๆ ว่า – สถานะของรัฐธรรมนูญคือ การเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดรูปแบบรัฐ รูปแบบการปกครอง โครงสร้างและขอบเขตอำนาจ-หน้าที่ของสถาบันการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์และการถ่วงดุลระหว่างสถาบันผู้ใช้อำนาจอธิปไตย การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนคุณค่าของรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ที่การนำมาใช้ให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ
            ตามดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) ที่สำรวจและจัดอันดับโดยหน่วยงานชื่อ “อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนต์ ยูนิต” ของนิตยสารอีโคโนมิสต์ (อันเป็นที่เคารพสักการะของพวกแดงซ้าย) ใช้ตัวชี้วัด 5 อย่างในการประเมินและให้คะแนน คือ กระบวนการเลือกตั้ง, การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล, การมีส่วนร่วมทางการเมือง, วัฒนธรรมการเมือง และเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตัวชี้วัดบางตัวอาจสะท้อน-สัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง แต่เกณฑ์การให้คะแนนจริงๆ น่าจะอยู่ที่วิถีปฏิบัติในหัวข้อนั้นๆ
            ลองมาดูกรณีประเทศไทยในปี 2011 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 58 ด้วยคะแนน 6.55 น่าสนใจว่าตัวชี้วัดที่ฉุดดึงคะแนนความเป็นประชาธิปไตยไทย กลับเป็นเรื่องของ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล, วัฒนธรรมการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่กระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่เสรีภาพที่เรียกหากันไม่หยุดหย่อน และยิ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผลไม้พิษที่ชื่อ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” ที่ใช้มา 5 ปี มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง
            แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงยุโรป, อเมริกา, ออสเตรเลีย เพราะคะแนนประเทศไทยยังต่ำกว่า ประเทศในละตินอเมริกาอย่าง บราซิล, อาร์เจนตินา ไปจนถึง โคลอมเบีย, เปรู ด้วยซ้ำ ในเอเชีย ถึงไม่เทียบกับ ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน คะแนนของเราก็ยังต่ำกว่าศรีลังกา (อันดับ 57 คะแนน 6.58) อยู่เล็กน้อย แต่เมื่อมองหาประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน ก็จะพบว่าอยู่ใต้เราทั้งหมด ทั้งอินโดนีเซีย (60/6.53), มาเลเซีย (71/6.19), ฟิลิปปินส์ (75/6.12), สิงคโปร์ (81/5.89), กัมพูชา (101/4.87), เวียดนาม (143/2.96), ลาว (156/2.10), พม่า (161/1.77) ส่วนบรูไนตกสำรวจ
            ทั้งโดยชีวิตจริงที่เราต่างก็ประสบ-สัมผัส-รับรู้ได้ ทั้งโดยการประมวล-วัดผลจากหน่วยงานที่ขายความน่าเชื่อถือของข้อมูล (ข้อมูลนะครับ ไม่ใช่ทัศนะ และอยู่ในเครือดิ อีโคโนมิสต์ ด้วยนะครับ-อย่าลืม) ต่างสอดคล้องตรงกันว่าระดับเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยไทยไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่วายมีพวกเสียจริตผลิตวาทกรรมออกมาล้างสมองพวกที่หัวด้านในกลวงไปหมดแล้วว่า ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยเท่าๆ กับเกาหลีเหนือ
            เกาหลีเหนือนั่นอยู่ก้นตารางครับ อันดับที่ 167 คะแนน 1.08
            ถ้าใครจะแย้งเรื่อง “เสียจริต” และ/หรือ “หัวด้านในกลวง” ผมแก้ใหม่ให้ตรงนี้เลยก็ได้ว่า พวกนี้คงโตมาแบบเก็บกด ในบ้านที่เลี้ยงดูกันมาแบบอำนาจนิยม ขาดความอบอุ่น ไม่ถูกปลูกฝังทั้งสติและปัญญา ถึงได้เรียกหาประชาธิปไตยไป สรรเสริญฮุนเซ็นไป (โอ้ว อยู่สูงกว่าเกาหลีเหนือตั้ง 60 กว่าอันดับ คะแนนก็มากกว่าตั้ง 4 เท่า เลยนะนั่น)
๐ 
รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ดี รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ดี
            ส่วนที่ดีในรัฐธรรมนูญ 2540 คือกระบวนทัศน์ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กับเจตนารมณ์ในการสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคง บนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน
            ปัญหาพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ 2540 คือการขัดกันในเชิงแนวคิดและปรัชญา ด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งตอบโจทย์เก่าแก่ของการเมืองไทย คือความไม่ต่อเนื่อง-ไม่มั่นคงของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายที่ได้ก็คือ การสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง ซึ่งก็เป็นคำตอบเดียวกับที่เคยเสนอกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 โดยมีช่วง 8 ปีของ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ภายใต้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นข้อพิสูจน์ว่าความต่อเนื่องมั่นคงทางการเมืองสามารถนำพาประเทศไทยก้าวไกลไปในหลายทิศทาง ปัญหาคือคำตอบของทศวรรษ 2520 อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมกับทศวรรษ 2540 และพฤติกรรมนักการเมืองไทยตลอดทศวรรษ 2530 ไม่ได้บ่งชี้ถึงโอกาสที่พวกเขาจะเป็นแนวหน้าของการพัฒนาประชาธิปไตยได้เลย
            ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์-ความคิดและจิตสำนึกทางสังคมในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ได้ฉายให้เห็นบทบาทของภาคประชาสังคม และโอกาสของการเสริมสร้างพลังชุมชนควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจเพื่อเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 เลือกเอาเสถียรภาพรัฐบาลและเสริมสร้างพลังอำนาจผู้นำฝ่ายบริหาร การเสริมสร้างพลังชุมชนก็กลายเป็นเรื่องของระบอบอุปถัมภ์ใหม่ การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมกลายเป็นเรื่องของโครงสร้างการปกครองที่ทับซ้อนและอีลุ่ยฉุยแฉก ประชาสังคมก็อ่อนแอลงด้วยประชานิยมที่หยิบยื่นให้ตั้งแต่ยังไม่แบมือขอ
            ทุกอย่างเริ่มต้นมาตั้งแต่คดีซุกหุ้นในปี 2544 เมื่อทั้งการหว่านล้อมและการกดดันสารพัดวิธีการ โดยเฉพาะการรณรงค์ล่ารายชื่อเพื่อ “ให้โอกาสทักษิณทำงาน” ได้แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นประชาธิปไตยที่สุด ก็เพื่อที่จะฉีกมันด้วยมือเราเอง
            เมื่อเปรียบเทียบกัน รัฐธรรมนูญ 2550 แม้ไม่มีจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อให้ได้มา ไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมแต่ต้นทาง ไม่มีเจตนารมณ์ยิ่งใหญ่หรือกระบวนทัศน์กว้างไกล แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นพันธสัญญาจากการทำรัฐประหารที่มีประชาชนเห็นด้วย 84 เปอร์เซนต์ ผ่านการเห็นชอบด้วยประชามติ 14.7 ล้านคน เป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ-ที่เคยถูกฉีกทึ้งทำลายมาก่อนหน้านั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองและขยายขอบเขตสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกไปกว้างขวางยิ่งกว่าฉบับเดิม และอุดชันทุกรูโหว่ที่เปิดช่องให้อำนาจของเสียงข้างมากในรัฐสภาล้ำเข้าไปแทรกแซงเขตแดนอำนาจของฝ่ายและองค์กรอื่นๆ
            ความพยายามใดๆก็ตามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของผู้ที่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญฉบับเดิม จึงไม่ได้แตกต่างการทำรัฐประหารที่เริ่มด้วยการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ที่แย่กว่าการทำรัฐประหารครั้งหลังสุดก็คือ เพื่อสร้างอำนาจสถาปนาใหม่ที่ไร้การต้านทาน-ถ่วงดุล
๐ 
จาก พ.ศ. 2551 ถึง 2555 ทุกเหตุการณ์ที่อยู่ในปลักโคลนของการต่อสู้เพื่อทักษิณ ล้วนพิสูจน์ชัดเจนว่าเขาต้องการกลับมาอย่างผู้พิชิต และจะไม่มีวันรามือตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่
            รัฐธรรมนูญ 2550 เปรียบได้กับธงผืนใหญ่ที่ถูกชักชูขึ้นประกาศเสรีภาพเหนือระบอบทักษิณ และนับจากนี้ไป ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราว่าจะยังชักชูธงผืนนี้กันต่อไป หรือดูดายให้เขาปลดลง
7 สิงหาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2555)

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (3)

ปีพ.ศ. 2549 เป็นอีกครั้งที่(แม้)ผมไม่ได้เขียนเรียกหารัฐประหาร แต่(ในที่สุด)ก็(เสมือนหนึ่งว่า)สนับสนุนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อยู่ดี 
            นับตั้งแต่ปี 2548 ที่ข้อเขียนของผมบนพื้นที่ตรงนี้ [ภายใต้ชื่อคอลัมน์ “(I Can’t Get No) Satisfaction และยังอาจนับย้อนหลังไปถึงปลายๆ ยุคของ “ยิ้มทั้งน้ำตา”] โฟกัสอยู่ที่การต่อต้านทักษิณและระบอบทักษิณ ชิ้นที่ถือว่าเป็นการชักชูธงขึ้นมาให้เห็นกันชัดๆ เลยก็คือ “ฟักแม้ว” (สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 4/2548) ที่เขียนเปรียบเปรยและล้อกันไประหว่างชื่อพืชผักสวนครัว กับคำพ้องเสียงสองภาษา (อังกฤษ-ไทย, ตามลำดับ)
            โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับถึงบทความเมื่อกลางปี 2539 เรื่อง “Look Who's Talking Too (Much)” (สีสัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 8/2539) ที่ผมเคยสาธยายเอาไว้ชัดๆว่า คนอย่างทักษิณลวงโลกอย่างไร โกหกรายวันกันหน้าด้านๆ ขนาดไหน ท้ายเรื่อง “ฟักแม้ว” ผมก็บอกท่าทีของผมไว้ชัดและตรงว่า การแก้ปัญหา “สารพิษในฟักแม้ว” ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้บริโภค คือวิธีที่เกษตรกรในบางพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรและอุทัยธานีได้ทำเป็นแบบอย่าง-โดยการรื้อถอนทำลายทั้งรากทั้งโคนจนหมดแปลง
            แปลชัดๆ ก็คือ เราปลูกเองได้ เราก็(ควรจะ)รื้อถอนทำลายเองได้
            ต่อมา ในเรื่อง “We Shall Overcome” (สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 8/2549) ผมมองภาพที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินคล้องแขนกันไปเปิดพื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมประกาศเจตนารมณ์ “ทักษิณออกไป” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 แล้วนึกย้อนไปถึงเพลงที่ พีต ซีเกอร์ เรียบเรียงขึ้นใหม่จากเพลงกอสเพลตอนต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งกลายมาเป็นเพลงแห่งการต่อสู้เรียกร้องของสหภาพแรงงานในรัฐทางใต้ และกลายเป็นเพลงเอกในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่โลกได้รู้จักจากการขับขานของ โจน บาเอซ ในการเดินขบวนครั้งประวัติศาสตร์ในวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1963 ที่มี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นผู้นำ
            ผมโยงต่อเหตุการณ์และเพลงนั้นมาถึงเพลง “The Times They Are A-Changin’” กับท่อนที่ขึ้นต้นว่า “The line it is drawn, the curse it is cast” เพื่อจะบอกว่า “เส้นที่ไม่อาจหลบเลี่ยงถูกขีดไว้แล้ว” 
            เพียงแต่ว่า เมื่อเส้นนั้นปรากฏแสดงขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 มันไม่ใช่อย่างที่ผมหรือใครๆหลายคนนึกหวัง แต่เราก็ยอมรับมัน
๐ 
Credit:  chorchangsinging.blogspot.com
ผมนึกหวังอะไร? ยอมรับอะไร?
            ใน “สีสัน” ฉบับเดือนตุลาคม ปีนั้น (ปีที่ 18 ฉบับที่ 3/2549) ผมเขียนเอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง “Comes A Time” ว่า “สิ่งที่ปรากฏแสดงในรูปของรถถัง กองกำลัง และการยึดอำนาจ อาจไม่สวยงามเท่าความนึกฝันของคนที่ต่อสู้เรียกร้องเอาอนาคตของประเทศออกมาจากอุ้งมือทรราชจำแลง ที่วาดหวังว่าพลังมหาชนจะสามารถกำหนดลากเส้นแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เอง แต่ในบริบทแคบๆ ของการทำรัฐประหาร ปฏิบัติการ 19/9/49 เป็นปฏิบัติการจริงที่งดงาม
            “ไม่ได้งดงามแต่ในเชิงประสิทธิภาพ ซึ่งปราศจากการต่อสู้ปะทะ และการสูญเสียเลือดเนื้อ ไม่ได้งดงามด้วยดอกไม้และความชื่นชมยินดีของผู้คนที่เปลี่ยนบรรยากาศภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเทศกาลเฉลิมฉลอง แต่ยังงดงามอย่างยิ่งในแง่ที่สามารถหยุดยั้งภาวะเผชิญหน้าถึงนองเลือดได้ก่อนที่มันจะเกิด”
            มีข้อโต้แย้งมากมายจากคนที่ปฏิเสธรัฐประหาร โดยเฉพาะฟากฝั่งของทักษิณ ว่าสถานการณ์นองเลือดเป็นแค่จินตนาการของคนที่กวักมือเรียกทหารออกมายึดอำนาจ แต่ผมก็ยืนกลับไปตามที่เขียนไว้ในบทความเดียวกันนั้นว่า “สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิด แต่ยังหมายความด้วยว่า เพราะมันไม่มีโอกาสได้เกิด”
            สองปีต่อมา เหตุการณ์เช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นเสมือน “ภาพจำลอง” ที่อาจพิสูจน์แสดงได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2549 ผมเขียนไว้ในเรื่อง “And a new day will dawn…” (สีสัน ปีที่ 20 ฉบับที่ 3/2521) ว่า
            “7 ตุลาคม 2551 คือการฉายภาพต่อจากวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นภาพที่ผู้คัดค้านการทำรัฐประหารล้วนไม่คิดและไม่เชื่อว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายน เพียงเพราะว่ามันยังไม่เกิด
            “7 ตุลาคม 2551 คือภาพที่ฉายยืนยันการสถาปนาขึ้นมาของรัฐตำรวจ ที่ก่อร่างสร้างขึ้นอย่างมั่นคงนับจากการเถลิงอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นต้นมา
            “7 ตุลาคม 2551 ยังพิสูจน์ถึงธาตุความสามานย์สูงสุดของระบอบทักษิณที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อแสวง-รักษาอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะตน โดยปราศจากความรู้สึกผิดบาปโดยสิ้นเชิง”

            ที่จริง ผมควรจะยกมาเพียงแค่นี้ สำหรับประเด็นการรัฐประหารในแง่ที่ว่า “สามารถหยุดยั้งภาวะเผชิญหน้าถึงนองเลือดได้ก่อนที่มันจะเกิด” แต่เมื่ออ่านอีกบางย่อหน้าถัดไป...
            “การซุกหุ้น หลบเลี่ยงภาษี แทรกแซงและครอบงำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ขัดแย้ง แลกเปลี่ยนประโยชน์ชาติให้ได้ประโยชน์ตน ข่มขู่คุกคามทุกเสียงคัดค้าน อุ้มฆ่าทุกผู้คนที่ขวางทางและเปิดโปง วิสามัญฆาตกรรมนับพันศพ จุดไฟหายนะในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือความเป็นไปในภาวะการณ์หยั่งรากลึกของระบอบทักษิณที่ผนึกแน่นเป็นเนื้อเดียวกับทุนนิยมสามานย์โลกในนามโลกาภิวัตน์
            “ภายใต้รัฐบาลหุ่นที่นิยามประชาธิปไตยไว้ในกรอบของการเลือกตั้ง มีความชอบธรรรมด้วยเสียงข้างมากในสภา ทางหนึ่ง-มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างทุกคดีความที่ก่อไว้ทั้งในอดีตและเกิดขึ้นใหม่ อีกทางหนึ่ง-เป็นความพยายามอย่างไม่ลดละที่จะปล้นชาติขายแผ่นดินกันต่อไป ไม่เว้นกระทั่งอธิปไตยเหนือดินแดน
            “จากรัฐบาลทักษิณ ถึงสมัคร และสมชาย ไม่เคยเลยที่รัฐบาลจะเปิดทางให้กับการแสวงหาความจริง ไม่เคยเลยที่จะละวางการแสวงหาประโยชน์ ไม่เคยเลยที่จะเจรจากระทั่งนำพาต่อการคัดค้าน มีแต่กระบวนการปกปิดบิดเบือน มีแต่กระบวนการสร้างข่าวเบี่ยงเบนความสนใจ มีแต่กระบวนการข่มขู่คุกคาม มีแต่ถือเอาทุกคนทุกฝ่ายที่คัดค้านเป็นศัตรู
            “กระทั่งสามารถเข่นฆ่าปราบปรามทำลายล้างอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ”

            ผมก็ยิ่งแน่ใจว่า จาก 2549 ถึง 2551 และ 2555 หกปีผ่านไป เรายังไม่ได้พยายามหาทางออกจากห้วงเหวของความอับจนและสิ้นหวัง
๐ 
ที่จริง แม้ผมจะยอมรับ – เหมือนที่อาจารย์เสน่ห์ จามริกยอมรับ – ว่าการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ (หากเราไม่ปรารถนาจะเห็นภาพคนไทยฆ่ากันเอง) และแอบหวังอยู่บ้างว่า “รัฐาธิปัตย์” ที่สถาปนาขึ้นมาหลังการยึดอำนาจ อย่างน้อยที่สุดจะสามารถทำให้สังคมแยกถูกออกจากผิด
            แต่ความรู้สึกที่ไม่แปลกปลอมเลยกลับเป็น “ความว่างเปล่า” ตามชื่อบทความที่ผมเขียนให้นิตยสาร Image ไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น (ตีพิมพ์ในฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549)
            “ระหว่างสิบเก้าล้านหรือสิบหกล้านเสียงที่เลือกพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมามีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศ กับกว่าร้อยละแปดสิบของการสุ่มสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
            “ระหว่างความตึงเครียดแห่งการเผชิญหน้าทางการเมืองภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย กับบรรยากาศราวกับงานเฉลิมฉลองภายใต้กฎอัยการศึก
            “ระหว่างการคัดค้านต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งถูกตอบโต้-ปิดกั้น-คุกตาม ถึงขั้นปะทะ-ทำร้าย กับการต่อต้านคัดค้านความไม่ชอบธรรมของคณะทหารที่มาด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งถูกควบคุมใต้กรอบของการขอความร่วมมือและเงื่อนไขที่จะไม่ลุกลามไปสู่การ เคลื่อนไหวต่อต้านที่หวังผลทางการเมือง
            “ระหว่างการบิดเบือน-ทำลายกลไกและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในนามประชาธิปไตย กับการฉีก-ยกเลิกรัฐธรรมนูญในนามการยึดอำนาจ
            “ระหว่างการทุจริตคอรัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของรัฐบาลภายใต้ผู้นำที่ประชาชนให้ความไว้วางใจสูงสุด กับคำมั่นสัญญาของการรื้อ-สร้างระบบคุณธรรมและความโปร่งใสขึ้นมาใหม่ ของรัฐบาลภายใต้ผู้นำที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ เพียงหยิบมือเชื่อมั่น
            “ระหว่างการนองเลือดในครรลองของประชาธิปไตย กับการยึดอำนาจที่ปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ
            “ระหว่างการรัฐประหารที่นำประเทศไทยถอยหลังไปสิบห้าปี กับการใช้อำนาจของเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จที่นำประชาธิปไตยถอยหลังมาจนสุดทางไป
            “ระหว่างการรักษารูปแบบ-วิธี-กระบวนการของประชาธิปไตยด้วยทุกๆ ต้นทุนที่มีอยู่ กับการยอมจำนนต่อการยึดอำนาจในฐานะทางออกเดียวที่เหลืออยู่ของสังคม เพื่อเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างใหม่
            “ระหว่างทุกสิ่งเหล่านั้น มากด้วยคำถาม หลักการ ฐานคิด และคติที่ต่างกัน
            “และระหว่างทุกสิ่งเหล่านั้น สำหรับบางคน ยังแทรกคลุมด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า”

๐ 
เกือบหกปีผ่านไป กับทุกๆ เหตุการณ์ที่อาจไม่เคยมีใครคิดว่าจะเกิดจะมีในบ้านเมืองของเรา คนจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึก “ว่างเปล่า” ไม่แตกต่างกัน
            เป็น “ความรู้สึกว่างเปล่า(ที่)ไม่ได้ล่องลอยอยู่บนความไม่มี หากบ่อยครั้งที่มักสั่งสมจนกระทั่งสามารถหยั่งถึง หรือผุดบังเกิดขึ้นในภาวะซึ่งคุณค่าเดิมที่เรามี ไม่สามารถยึดถือไว้ได้ ในภาวะซึ่งสิ่งที่เราสามารถยึดเหนี่ยว ไม่อาจใช้เกาะเกี่ยวอีกต่อไป”
            สิ่งนั้นมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “ความถูกต้อง-ดีงาม”
6 กรกฎาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555)

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (2)

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่บางครั้งชื่อผม – หรือข้อเขียนของผม – ถูกนำไปมัดรวมกับการเรียกหาหรือสนับสนุนรัฐประหาร
            ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสิ่งที่ผมเพิ่งเขียนลงคอลัมน์นี้ (ปีที่ 23 ฉบับที่ 6) ไปว่า “ในสายตาของเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันมาบางคน – ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง – ผมคงกลายเป็นรอยัลลิสต์ไปแล้ว”
            แต่ไม่ว่าจะถูกประทับตรา/ตีความอย่างไร ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องแก้ไข/อธิบาย เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่เขียน (และเผยแพร่-ตีพิมพ์) ไปนั้น ได้กลายเป็น “สิ่งที่พ้นจากมือเราไป” ซึ่งผมเคยขยายความเอาไว้ว่า...
            แต่เมื่องานหนึ่งๆ ผ่านจากมือผู้สร้างออกไปสู่สาธารณชน ก็เป็นอีกบทหนึ่งแล้ว อีกมิติหนึ่งแล้ว
เป็นบริบทของผู้บริโภคที่จะรับหรือไม่รับตามจริตและความต้องการ-พอใจที่จะเสพของตน เป็นมิติที่นักวิจารณ์จะประเมินคุณค่าเอาตามภูมิหลัง-การรับรู้-การตีความของตน ความคิดความเห็นเช่นนี้คือสัญชาติญาณมนุษย์ ซึ่งยกระดับเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสวงหาทางปัญญาผ่านการตั้งคำถามในทุกด้านและทุกเรื่อง มาตั้งแต่นครรัฐเอเธนส์ก่อนสมัยโสกราตีส ซึ่งสะท้อนความชอบธรรมผ่านการเปรียบเปรยว่า “โดยไม่ต้องเป็นช่างก่อสร้าง เราก็สามารถบอกได้ว่าบ้านหลังนี้ดีหรือไม่ดี เพราะเราเป็นผู้อยู่”
            ในท่วงทำนองคล้ายกันนี้ บ็อบ ดีแลน บอกเอาไว้ในเพลง Subterranean Homesick Blues ว่า “You don’t need a weather man to know which way the wind blows”
            งานชิ้นหนึ่งอาจเป็นที่ตอบรับหรือปฏิเสธ สำเร็จหรือล้มเหลว ตีความถูกต้องหรือเข้าใจผิดพลาด เป็นวิถีของการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งเป็นไปเช่นนั้นเอง เราอาจจะไม่ยอมรับ แต่ไม่จำเป็นต้องปกป้อง เราอาจไม่เห็นด้วยกับการตีความและประเมินค่า แต่ไม่จำเป็นต้องขยายความและชี้นำ
            สำหรับ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ งานที่พ้นมือเขาไปแล้วจะสื่อสารด้วยตัวของมันเอง เขาไม่เห็นด้วยกับนักวิจารณ์บางคนและการตีความบางด้านในนิยายของเขา แต่เขาก็ไม่ได้ถือเป็นภาระที่จะต้องอธิบายให้ใครๆ เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการเสนอ เขาเคยบอกว่า “หลังจากที่ผมเขียน ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ เสร็จ ผมก็ทำลายบันทึกและเอกสารประกอบไปหมด เพื่อว่าจะได้ไม่มีร่องรอยของมันหลงเหลืออยู่เลย โดยวิธีนั้นนักวิจารณ์จะต้องตีค่าหนังสือตามคุณค่าของมันเองและไม่ต้องไปมองหากระดาษต้นร่าง” 
๐ 
Credit: http://sanskritresearchingujarat.org/gallery.html
แต่เมื่อได้รับการบอกกล่าวว่า ผมถูกพาดพิงย้อนหลังไปไกลถึงปี 2534 ด้วยข้อความว่า “คอลัมนิสต์บางคนของ "สีสัน" ถึงกับเชียร์ให้ทหารออกมาแทรกแซงการเมืองด้วยท่าทีแบบ "โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร" ซึ่งเป็นการตีความที่พอคุ้นอยู่ แต่ถ้าหากข้อเขียนไม่กี่บรรทัดฝังใจบางคนได้นานขนาดนั้น ผมก็น่าจะลองกลับไปอ่านดูสักครั้ง
            “สีสัน” ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2533) คือที่มาของข้อความข้างบน ผมเลือกอัลบั้ม “โนพลอมแพลม” ของ ยืนยง โอภากุล เป็น 1 ใน “5 ชอบ” ประจำปีนั้น ด้วยคำอธิบายเต็มๆ ดังนี้
            สิ้นศรัทธาที่เคยมีเคยฝากไว้กับ “น้า” เมื่อครั้งเทป “ทับหลัง” เสียแล้ว งานเดี่ยวชุดที่สี่-แต่เป็นชุดแรกในชื่อจริงของ แอ๊ด คาราบาว จึงตีเข้าแสกหน้ารัฐบาลชาติชายและปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบเนื้อๆ งานดนตรีใช้ได้ เนื้อหาชัด ตรง สะใจ นับได้ว่าเป็นเพลงการเมืองที่มีพลังเด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี เพลงที่แฝงนัยไว้ได้แรงที่สุด คือ “ภควัทคีตา” ฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง
            ไม่ตัดไม่ทอนอะไรเลยนะครับ ถ่ายทอดต่อมาเต็มๆ ให้ตีความกันตามอัธยาศัย
            ช่วงนั้นผมไม่ได้เขียนเรื่องดนตรีให้กับ “สีสัน” นานแล้ว (เพราะข้ามฝั่งไปเขียนเรื่องโฆษณา) แต่ยังมีงานเขียนเกี่ยวกับดนตรีอยู่ใน “สารคดี” และคลับคล้ายคลับคลาว่าผมไม่น่าพลาดวิจารณ์งานของแอ๊ดชุดนี้
            ไปค้นเจอในฉบับที่ 73 ปีที่ 7 (มีนาคม 2534) ขอตัดตอนมาเฉพาะที่เขียนถึงเพลง “ภควัทคีตา” ก็แล้วกัน...
            เพลงที่แฝงนัยการเมืองเอาไว้อย่างน่ากลัวก็คือ “ภควัทคีตา” ที่จับใจความตอนหนึ่งมาจากมหากาพย์ “มหาภารตยุทธ” เพลงนี้ต้องมีเจตนาแน่นอน และยากที่จะให้เข้าใจเป็นอื่นไปได้ นอกจากเรื่องของการต่อสู้ทางการเมือง และวิถีทางที่ต้องใช้กำลังก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรมได้ “รบเถิดอรชุน หากท่านตายในสนามรบ สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย แม้หากว่าท่านชนะ ความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ ทุกพงพื้นปฐพี รอให้ท่านเข้าไปครอบครอง” ไม่สำคัญหรอกว่าแอ๊ดจะชี้ชวนให้ใครรบ และไม่สำคัญว่าด้วยว่าแอ๊ดจะมองการเมืองอย่างไร สนับสนุนวิถีทางไหน สิ่งที่ผมหมายความเอาไว้ในคำว่า “น่ากลัว” ก็คือ ภายใต้รัฐบาลที่มีพลเอกชาติชายเป็นผู้นำ ได้ทำให้คนระอากับการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยมากขึ้นทุกที และทหารกับการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจและใช้อำนาจทางการเมือง ก็จะเป็นทางเลือกแรกเสมอ
            คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ยึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก่อนที่ “สารคดี” ฉบับนั้นจะวางจำหน่าย แต่ต้นฉบับน่าจะเขียนเสร็จและส่งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์
            เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนความ ผมไปค้น “ลลนา” ในช่วงเดือน-ปีใกล้ๆ กัน ด้วยคลับคล้ายคลับคลาว่าได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ หลังเกิดเหตุการณ์ รสช และพบในฉบับที่ 438 (ปักษ์แรก เมษายน 2534) เฉพาะที่เกี่ยวกับเพลง “ภควัทคีตา” ผมเขียนเอาไว้ว่า...
            ถึงที่สุดแล้ว แอ๊ดก็ไปพลิกเอาเรื่องราวในมหากาพย์ “มหาภารตยุทธ” ตอนหนึ่งมาเขียนเป็นเพลง “ภควัทคีตา” เรื่องราวตอนที่กฤษณะหว่านล้อมให้อรชุนทำศึกย่อมมีความนัยแน่นอน ผมเคยเขียนลงใน “สีสัน” ว่าฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง
            (แล้วผมก็เขียนต่อไป-อีกหลายย่อหน้า-ว่า) ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีใครเสียอกเสียใจกับการล้มลงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกันเท่าไรนัก ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผมเขียนลง (ใน “สารคดี”) ไปว่า แอ๊ดสามารถสะท้อนอารมณ์ร่วมทางการเมืองของคนไทยจำนวนมากใต้รัฐบาลชุดก่อนได้ดี ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผมจับฉวยมาได้จากงานเพลงของแอ๊ดนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวแอ๊ดเองจะมองการเมืองอย่างไร สนับสนุนวิถีทางไหน จุดยืนเขาเคลื่อนไปแค่ไหน นับจากที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนครั้งแรกในงานเพลงกับเทปชุดที่หกของคาราบาว ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์วันที่ 9 กันยาฯ อยู่มาก ตั้งแต่ชื่อเทป vol.6 ซึ่งอ่านกลับหัวได้ว่า 9 กย. ผ่านมาถึงการเรียกร้องหา “ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง” ในเทปชุด 7 “ประชาธิปไตย” และ “น้าคือความหวัง” ในเทปชุดที่ 9 กระทั่งถึงคราวนี้กับยุคสมัยของ “รัฐบาลตัวแสบ” ซี่งการตัดสินใจแผลงศรของอรชุนมีความชอบธรรมอยู่เต็มเปี่ยม ประเด็นสำคัญที่ว่านั้นก็คือ รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทำให้คนระอากับธุรกิจการเมืองที่แอบแฝงมาในความเป็นประชาธิปไตย จนพาลมองไม่เห็นความหมายของประชาธิปไตยไปเลย และทหารกับการใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะเป็นทางเลือกเดียวที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง 
            อาจจะสรุปลงไปได้ด้วยซ้ำว่า ประชาชนคนไทยมีความผูกพันกับสถาบันกองทัพแนบแน่นและลึกซึ้งกว่าสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ คือการพิสูจน์ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
            แม้แต่คนที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาก่อน และยังคงยืนหยัดในหลักการบนจุดยืนเดิมอย่างเหนียวแน่น หลายคนก็จะมีความรู้สึกใกล้เคียงกับที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เขียนเอาไว้ใน “ผู้จัดการรายสัปดาห์” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “กับการถอยหลังกลับไปเตรียมนับหนึ่งกันใหม่อีกครั้งของระบอบประชาธิปไตยไทย เป็นเรื่องที่ทำได้แค่เฝ้าดูเท่านั้น ถ้าจะถามว่าทำไมไม่ต่อสู้คัดค้าน ก็ตอบได้ว่าไม่รู้ว่าจะสู้เพื่ออะไร เพื่อใคร ถ้าจะถามว่าสิ้นหวังหรือ อาจจะตอบได้ว่าไม่ แต่ถ้าถามต่อไปว่ายังจะมีหนทางออกอื่นหรือไม่ แทนที่จะต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ กลับไปกลับมาระหว่างการเลือกตั้งกับการยึดอำนาจ ก็ตอบได้แค่ว่าไม่รู้เหมือนกัน”

๐ 
ที่มาที่ไปของการย้อนกลับไปอ่านงานเขียนของตัวเอง มีคำตอบอยู่แล้วตอนต้นเรื่อง
            แต่เหตุผลของการเอากลับมานำเสนออีกครั้ง นอกเหนือจากคำตอบแบบฮาๆว่า “เอาของเก่ามาขอรับค่าเรื่องใหม่” แล้ว ก็คงเป็นเพราะว่า มันไปสอดคล้องกับตอนท้ายบทความชื่อ Helplessly Hoping (1) ที่ผมเขียนไว้เมื่อเร็วๆนี้ (“สีสัน” ปีที่ 23 ฉบับที่ 7) ว่า... 
            สุดท้ายเราก็ไม่สามารถหนีพ้นวงจรอุบาทว์ของฉ้อฉลทุจริต ที่นำไปสู่การรัฐประหาร และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพียงเพื่อให้นักเลือกตั้งกลุ่ม-ตระกูลเดิมๆ กลับเข้ามาตักตวงแสวงหาผลประโยชน์อีกครั้งและอีกครั้ง 
            ครึ่งปีเศษของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำประเทศไทยมาสู่จุดนั้นซ้ำอีก จุดแห่งความเหลืออดเหลือทนต่อความฉ้อฉลและเหิมเกริม โดยมีความไร้ประสิทธิภาพอย่างที่สุดเป็นตัวเร่ง แต่ก่อนที่จะด่วนเรียกหาหรือกระทั่งขานรับการรัฐประหารที่อาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความผิดหวังซ้ำซาก เราอาจจะต้องถามตัวเองกันจริงๆอีกสักครั้งว่า
            เราไม่อาจทำอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว ใช่ไหม?

            ขอย้ำไว้ตรงนี้ครับว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบ
4 มิถุนายน 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2555)







วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (1)

Credit: www.bangkokbiznews.com
การทลายลงของโครงสร้างชานชาลาสถานีย่อยในโครงการโฮปเวลล์ บริเวณหน้าวัดเสมียนนารี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะเจาะพอดี 
            เหมาะเจาะพอดีในแง่ที่ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งฉายย้อนเหตุการณ์ในอดีต สะท้อนเหตุการณ์ในปัจจุบัน และอาจยังส่องผ่านไปยังเหตุการณ์ในอนาคตได้ด้วย
๐ 
โฮปเวลล์เป็นโครงการใหญ่ยักษ์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ วาดฝันกันเอาไว้ว่าจะยกระดับทางรถไฟขึ้นไปวิ่งเหนือพื้นผิวถนน เพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยเฉพาะตามจุดตัดกับทางรถยนต์ โดยสร้างคร่อมแนวทางรถไฟสายหลักในกรุงเทพฯ รวมระยะทาง 60.1 กิโลเมตร
            บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) บริษัทในเครือโฮปเวลล์โฮลดิงส์ของกอร์ดอน วู เป็นผู้ได้สัมปทานที่ประเมินมูลค่าการลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท (มูลค่าในขณะนั้น) และต้องจ่ายผลตอบแทนให้รัฐเป็นรายปี ตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี รวมเป็นเงินกว่า 50,000 ล้านบาท แลกกับการเก็บค่าผ่านทางถนนยกระดับ สัมปทานการเดินรถไฟฟ้าบนทางรถไฟยกระดับ การใช้พื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่รถไฟตลอดสองข้างทาง รวมพื้นที่ประมาณ 600 ไร่
            ไม่ใช่ว่าโครงการยกระดับทางรถไฟจะไม่ดี แต่ปัญหาพื้นฐานของประเทศนี้ก็คือ หนึ่ง – ไม่มีการวางแผนแก้ปัญหา(ใดๆ)อย่างเป็นองค์รวม สอง – การผลักดันโครงการ(ใดๆ)เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-เฉพาะเรื่อง-เฉพาะจุด ผล(ประโยชน์ตอบแทนที่คาดว่าจะได้)รับ สำคัญกว่าผลลัพธ์(ในการแก้ปัญหา)เสมอ
            ดังจะเห็นได้จากการแก้ปัญหาจราจร-หรือเพื่อหาเสียงก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็คิดกันง่ายๆ แค่ว่า ถนนไหนแยกไหนรถติดมาก ก็สร้างสะพานลอยข้ามแยกไปเรื่อย (สร้างได้ไม่กี่ปีต้องรื้อทิ้งก็มีมาแล้ว) จนกระทั่งการสร้างสะพานลอยไม่น่าตื่นเต้น (เพราะใช้งบประมาณไม่มากพอ) การเจาะอุโมงค์ทางลอดก็กลายเป็นทางเลือกใหม่ โดยไม่คำนึงว่าสุดท้ายแล้ว ผิวจราจรที่เสียไปให้กับช่องอุโมงค์ได้สร้างปัญหาสาหัสสากรรจ์กับรถบนช่องทางที่เหลือขนาดไหน
            โครงการโฮปเวลล์ก็เหมือนกัน วาดฝันกันง่ายๆ แบบไปตายเอาดาบหน้า ให้ได้ค่าอนุมัติโครงการมาก่อนก็พอใจ หลายปีผ่านไป หลายรัฐบาลผ่านมา โครงการนี้กลายเป็นแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ของนักการเมือง ทั้งที่จะผลักดัน สานต่อ หรือยกเลิก กระทั่งในที่สุดก็เหลือแต่เพียงแนวตอม่อขนาดใหญ่ เรียงกันเป็นอนุสาวรีย์แห่งความฉ้อฉลของนักการเมืองและระบบการเมืองไทย (ยาวที่สุดในโลกด้วย – เผื่อใครจะรู้สึกภูมิใจ) กับ “ค่าโง่” หมื่นกว่าล้านบาทที่คนไทยต้องจ่ายเป็นค่าชดเชยให้โฮปเวลล์โฮลดิงส์ เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม
            รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมผู้ผลักดันโครงการผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี จนกระทั่งมาเซ็นสัญญากับโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 เป็นรัฐมนตรีที่มีอายุครบ 47 ปีในวันเดียวกันนั้นเอง ชื่อ มนตรี พงษ์พานิช 
๐ 
รัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาเติมเต็มความหวังที่ว่า เราจะได้เริ่มต้นยุค “ประชาธิปไตยเต็มใบ” กันเสียที
            จากเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 เมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปฏิเสธคำเชิญจากหัวหน้าพรรคการเมืองให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 พลเอกชาติชาย ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ชนะเลือกตั้ง มี ส.ส. มากที่สุด ก็ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 12 ปีที่มาจากการเลือกตั้ง
            แต่ในเวลาเพียงสองปีครึ่ง รัฐบาลพลเอกชาติชายไม่เพียงทำลายความหวังทั้งหมดที่ผู้คนวาดหวังไว้จาก “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง” แต่ยังทำลายรากฐานความเชื่อมั่นและโครงสร้างการพัฒนาประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่เพียรสร้างกันขึ้นมาใหม่บนความอดทนร่วมกันตลอดช่วงเวลา 8 ปี 5 เดือนในยุคที่พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี
            คำว่า “ความอดทนร่วมกัน” คำว่า “เพียรสร้างกันขึ้นมาใหม่” เป็นถ้อยคำซึ่งผู้ที่ไม่ทันได้มีประสบการณ์ร่วมในความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง-สังคมช่วงปี 2516 เป็นต้นมา อาจมองไม่เห็นความหมายและความจำเป็น แต่สำหรับผู้ที่เติบโตมาในระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย – โดยไม่ปิดกรอบความคิดของตัวเองไว้หลังกำแพงแห่งฝักฝ่าย – สามารถตระหนักแน่แก่ใจตัวเอง
            ประเทศไทยในพุทธศตวรรษใหม่ ปี 2500 เป็นต้นมา เริ่มต้นด้วยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดฉากบทบาทและการช่วงชิงอำนาจในหมู่คณะราษฎรที่ดำรงมาตลอด 25 ปีนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ข้ออ้างสำคัญของจอมพลสฤษดิ์ก็คือการจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามที่ประชาชนเรียกร้อง เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์
            แต่การเลือกตั้งในตอนปลายปีนั้น – ก็เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งต่อๆมา – ที่เป็นเพียงพิธีกรรมและกระบวนการรับรองความชอบธรรมให้กับผู้นำทหาร ซึ่งส่งต่อกันระหว่างจอมพลถนอม กิตติขจร ไปยังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลับมายังจอมพลถนอมอีกครั้ง ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ พ.ศ. 2501 มาจนกระทั่งถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
            ประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนมีอายุไม่เต็ม 3 ปีดี มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งสองคน (มรว.เสนีย์ ปราโมช, มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) คณะรัฐมนตรี 4 คณะ มีระยะเวลาบริหารประเทศรวมกันเพียง 1 ปี 8 เดือน ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในวันเดียวกัน
            ช่วงก่อนและหลัง 6 ตุลาคม ประเทศของเราไม่ได้มีปัญหาเพียงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย ยังมีฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจในเหตุการณ์ 14 ตุลา กับฝ่ายขวาที่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายซ้ายต่างแนวทาง แม้กระทั่งฝักฝ่ายต่างๆ ในกองทัพ ซึ่งเห็นได้จากการยึดอำนาจซ้ำของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในปี 2520 และความพยายามก่อกบฏ 3 ครั้ง ในปี 2520, 2524, 2528 ทั้งยังถูกท้าทายจากทฤษฎีโดมิโนที่ล้มเรียงกันมาจากเวียดนาม-กัมพูชา-ลาว
            เวลา 8 ปี 5 เดือน (มีนาคม 2523-สิงหาคม 2531) ภายใต้การนำของพลเอกเปรม ด้านหนึ่งสะสม “ความน่าเบื่อ” ให้กับคนรุ่นๆ ผมที่ยังอยากจะเห็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นการพัฒนาทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมที่ก้าวหน้า-เป็นธรรม-ฉับไวยิ่งขึ้น ก็จริง แต่อีกด้านหนึ่ง “ความน่าเบื่อ” ก็สะท้อนความสำเร็จในการนำประเทศของพลเอกเปรมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ด้วย
            สภาวะ “น่าเบื่อ” ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากว่าพลเอกเปรมไม่สามารถกระชับอำนาจและสร้างเอกภาพขึ้นในกองทัพ ไม่มีนโยบาย 66/2523 ที่ใช้การเมืองนำหน้าการทหารเอาชนะการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จ ไม่มีนโยบายใต้ร่มเย็นที่นำสันติสุขกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีกุศโลบายทางการต่างประเทศที่สามารถหยุดกองทัพเวียดนามเอาไว้ก่อนจะยกพลข้ามแม่น้ำโขง และลบทฤษฎีโดมิโนทิ้งไป
            ในยุคพลเอกเปรมอีกเช่นกัน ที่ประเทศไทยฝ่าข้ามปัญหาเศรษฐกิจโลกและวิกฤตค่าเงินบาทมาได้โดยไม่บอบช้ำมากนัก (และไม่มีใครได้ประโยชน์บนความทุกข์ของคนทั้งประเทศ) ทั้งยังสามารถปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-การลงทุน-การส่งออกให้รองรับกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ จนกลายเป็นแบบอย่างการพัฒนาให้หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ในขณะเดียวกันการสร้างเสถียรภาพและรักษาความต่อเนื่องของวิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ก็ได้ปูทางความหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนบนแผ่นดินนี้ หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลาเกือบ 50 ปี
            แต่ความน่าเบื่อในปีท้ายๆ ของยุคประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีพลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เทียบไม่ได้เลยกับความเหลืออดเหลือทนที่คนจำนวนมากมีต่อความฉ้อฉลที่เกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตยเต็มใบของรัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต” ที่มีพลเอกชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี
            ซึ่งอาจเปรียบเปรยให้เห็นภาพอีกแบบได้จากบทเพลง “ประชาธิปไตย” ที่วงคาราบาวร้องหา “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง” เอาไว้เมื่อปี 2529 กับเพลง “ภควัทคีตา” ที่แอ๊ด คาราบาวเรียกร้องว่า “รบเถิดอรชุน” ในปี 2533
            และแล้ว วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 “อรชุน” ในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ปิดฉากประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาลงไปอีกวาระ 
๐ 
ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนักในความฉ้อฉลและเหิมเกริมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น 2 ปี 6 เดือนในยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ 5 ปี 7 เดือนในยุคพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร 
            ทั้งไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนักในการขานรับการยึดอำนาจของ รสช. เมื่อปี 2534 กับการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อปี 2549 
            แต่สุดท้ายเราก็ไม่สามารถหนีพ้นวงจรอุบาทว์ของการฉ้อฉลทุจริต ที่นำไปสู่การรัฐประหาร และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพียงเพื่อให้นักเลือกตั้งกลุ่ม-ตระกูลเดิมๆ กลับเข้ามาตักตวงแสวงหาผลประโยชน์อีกครั้งและอีกครั้ง 
            ครึ่งปีเศษของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำประเทศไทยมาสู่จุดนั้นซ้ำอีก จุดแห่งความเหลืออดเหลือทนต่อความฉ้อฉลและเหิมเกริม โดยมีความไร้ประสิทธิภาพอย่างที่สุดเป็นตัวเร่ง แต่ก่อนที่จะด่วนเรียกหาหรือกระทั่งขานรับการรัฐประหารที่อาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความผิดหวังซ้ำซาก เราอาจจะต้องถามตัวเองกันจริงๆอีกสักครั้งว่า
            เราไม่อาจทำอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว ใช่ไหม?
3 มีนาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2555)







วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Talking Heads

Credit: education.eol.org

บ้านญาติผมมีนกขุนทองตัวหนึ่งพลัดหลงมา ถ้ามาเฉยๆ ก็คงไม่มีใครได้สังเกต แต่นี่มาแบบเอาหัวชนประตูกระจกแล้วก็ร่วงลงไปกองกับพื้นระเบียง พอมีคนเข้าไปดู มันก็ส่งเสียงออดอ้อนทักทายก่อนเลยว่า สวัสดีค่ะ คุณแม่ขา
            นกขุนทองก็คงเหมือนนกกระจิบกระจอกอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่ากระจกใสๆ ไม่ใช่อากาศธาตุ แต่นกขุนทองรู้ที่จะเลียนคำของผู้คน เมื่อรักษาพยาบาลกันดีแล้ว ขุนทองตัวนั้นก็กลายเป็นนกเลี้ยงของบ้านนั้นไป
            เวลามีเสียงเลื่อนประตูรั้ว มันก็จะส่งเสียงแจ๋นๆ ทักทายก่อนเลยว่า สวัสดีค่ะ มาหาใครคะโดยไม่รับรู้ว่าใครเขาเข้ามาหรือว่าจะออกไปกันแน่ เข้าใจว่าเจ้าของเก่าคงสอนไว้เยอะ มันจึงมีถ้อยประโยคให้เจื้อยแจ้วได้ทั้งวัน ใครอยากให้มันพูดอะไรใหม่ๆ ก็แค่ไปยืนพูดย้ำๆ สอง-สามครั้ง เดี๋ยวมันก็เลียนตามได้ทั้งถ้อยคำน้ำเสียง แล้วเวลาที่มัน (คงจะ) เบื่อ มันก็จะบ่นงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ของมันไปเรื่อย
            อย่างตอนนี้ (พ.ศ. 2550) ถ้าใครไปหน้ากรง บอกว่า คมช.ออกไปมันก็จะช่วยไล่ คมช. ให้วันละหลายๆ รอบ
กระบวนการย้ำซ้ำ (หรืออีกนัยหนึ่ง กรอกหู”) ได้ผลไม่เฉพาะกับนกแก้วนกขุนทอง แต่ยังสามารถสร้างและเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คน นกขุนทองอาจจะไม่ได้รับรู้อะไร ถ้ามีใครไปบอกกับมันว่า ทิวาหล่อ ทิวาหล่อแต่เมื่อมันถ่ายทอดต่อออกไปทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง คนที่ไม่เคยรู้หน้าค่าตา บ.ก.สีสัน ก็จะคุ้นชินต่อการรับรู้เช่นนั้น คนที่เคยเห็นหน้ากันอยู่และเคยเห็นแย้งก็อาจจะค่อยๆ รู้สึกว่าทิวาหล่อขึ้น
            หนุ่มหล่อสาวสวยผู้มีความสามารถรอบด้านที่เด่นดังอยู่ในวงการบันเทิงทุกวันนี้ จำนวนมากเป็นผลผลิตของกระบวนการย้ำซ้ำที่ทำกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น สร้างและเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนได้จำนวนมากขึ้นและเร็วขึ้น คนๆ หนึ่งสามารถเริ่มจากเวทีประกวดอะไรสักอย่างไร ตามมาด้วยการถ่ายแบบ และ/หรือแสดงมิวสิควิดีโอ จนใบหน้าเริ่มปรากฏต่อการรับรู้ เส้นทางของการเป็นนักร้อง นักแสดง ดีเจ พิธีกร ฯลฯ ก็จะเปิดกว้าง ไม่ทางใดทางหนึ่งก็ทุกๆ ทาง
            เป็นไปตามทฤษฎีการสมรู้ของยุคสมัยที่ว่า หากคนๆ หนึ่งคนนั้นได้ทำอะไรอย่างหนึ่ง ย่อมต้องหมายความว่าเขา/เธอมีความสามารถ และเมื่อมีความสามารถอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมต้องมีความสามารถที่จะทำอะไรอย่างอื่นๆ ได้ (และดี) ด้วย ในขณะเดียวกัน ที่อาจจะเคยดูไม่หล่อ/ไม่สวยในตอนแรก ก็จะหล่อ/สวยขึ้นมาได้เองตามระดับชื่อเสียงและความคุ้นชิน
            “ขอเพียงเราสร้างกระแสขึ้นมาเท่านั้น” 
ก่อนวันที่ 30 พฤษภาคม (พ.ศ. 2550) ผมได้รับรู้ว่ามีคนไม่ใช่น้อยๆ เลยที่เห็นว่า ถ้าจะยุบพรรคไทยรักไทยก็ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย หรือไม่ก็ต้องไม่ยุบทั้งสองพรรค แต่เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาพรรคไทยรักไทยคืออะไร ต่างกับข้อกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร เกือบทั้งหมดไม่รู้ ถามว่าจำที่มาที่ไปและท่าทีของ กกต. ชุดก่อนต่อทั้งสองคดีได้ไหม เกือบทั้งหมดจำไม่ได้ หลายคนจำได้แต่ว่า กกต. ชุดนั้นถูกศาลพิพากษาจำคุก แล้วไงเหรอ?”
            นั่นก็เป็นผลผลิตของกระบวนการให้นิยามความยุติธรรม ซึ่ง (ต้อง) หมายถึง การยุบ/ไม่ยุบ ทั้งสองพรรคเสมอกัน (โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเล็กที่เหลือ) เป็นกระแสที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากคำพิพากษาก่อเตรียมกันมาก่อนหน้านี้หลายเดือน และขานต่อซ้ำๆ กันมาแบบนกขุนทอง
            เพื่อนำไปสู่วาทกรรม อำนาจจากปากกระบอกปืนที่ต่อเนื่องมาจากวาทกรรมในชุด สิบเก้าล้านเสียง” “ทุนนิยมชั่วช้าดีกว่าศักดินาล้าหลัง
กระบวนการย้ำซ้ำสามารถสร้างกระแสอันอาจโน้มนำและเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้คนในบริบทและห้วงเวลาเฉพาะ แต่วาทกรรมในแง่หนึ่งอาจนิยามอย่างสั้นว่าเป็นการพยายาม สร้างความจริงขึ้นมา
            นักคิดผู้ทรงอิทธิพลในเรื่อง วาทกรรมคือ นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสชื่อมิเชล ฟูโกต์ (1926-1984) เขาเสนอแนวคิดว่า ความจริงของสรรพสิ่งไม่สำคัญเท่ากับการรับรู้ ทัศนะ และระบบการคิด การให้เหตุผล ซึ่งอาจนิยามรวมว่า วาทกรรม” (discourse) ของคนเราต่อสิ่งนั้น
            แนวคิดของมิเชล ฟูโกต์ มีจุดต่างจากปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ์ ในแง่ที่การคลี่คลายทางสังคมไม่ได้เป็นผลจากวิวัฒนาการ/เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เขามีจุดร่วมกับมาร์กซ์ในเชิงวิภาษวิธี ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นผลจากการปะทะ ประสาน แต่ก็ต่างกันตรงที่ไม่จำเป็นต้องเป็นการปะทะ ประสาน ระหว่างโครงสร้างทางอุดมการณ์ ทฤษฎีสังคม-การเมือง หรือชนชั้น หากเป็นโครงสร้างทางความคิดที่สัมพันธ์กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมที่คลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย
            แนวคิดแบบฟูโกต์ค่อนข้างมีเสน่ห์สำหรับนักคิดร่วมสมัย โดยเฉพาะกลุ่มโพโม หรือโพสต์โมเดิร์น เพราะนอกจากช่วยเปิดมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้ชัดและกว้างขึ้น ยังเผยแสดงถึงสมรภูมิแห่งวาทกรรมเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์และการปะทะขัดแย้งต่างๆ ในปัจจุบันสมัย ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคมได้ดีขึ้น
            ยกตัวอย่างผลเอแบคโพลล์ ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่อสถานภาพคุณธรรมในสังคมไทย ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และประมวลผลออกมาเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ พบว่า ในขณะที่ค่าคะแนนของคุณธรรม 6 ด้านที่สำรวจ อยู่ที่ 66.3 คะแนน จาก 100 แต่ในขณะเดียวกันกว่า 70% เอนเอียงที่จะยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นถ้าทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น
            ปฏิทัศน์เช่นนี้สะท้อนอะไรได้มากมาย และมันก็อาจเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า วาทกรรม โกงกันบ้างช่างมัน ขอให้เศรษฐกิจดีก็แล้วกันที่ก่อกันมาแต่สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้หยั่งรากของฐานคิดที่ให้ค่าผลประโยชน์เหนือความถูกต้องดีงามเอาไว้อย่างแข็งแรงเพียงใด
            ด้วยอานุภาพเช่นนี้ ย่อมจูงใจให้จงใจ ผลิตวาทกรรมเพื่อสนองวัตถุประสงค์และผลประโยชน์โดยเจาะจงของแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ และไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ประเด็นต่อสู้ทางการเมือง
เพราะ ความจริงไม่สำคัญเท่ากับ การรับรู้เครื่องมือที่ทรงพลังของการผลิตวาทกรรมจึงอยู่ที่กระบวนการสื่อสารแบบตอกย้ำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสังคมเชื่อฟังสื่อ และเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อสิ้นจรรยา
            การเรียนรู้จากฟูโกต์ จะทำให้เรารู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะไปอภิปรายโต้แย้งกับนักผลิตวาทกรรม หรือกระทั่งนกขุนทองที่เจื้อยแจ้วไปตามวาทกรรมที่ต้องจริตหรือเอื้อประโยชน์ตน เพราะเขาจะไม่ใช้เหตุผลและความจริงกับเรา เขาจะพูดแต่สิ่งที่เขาต้องการให้เป็นที่รับรู้และข้อกล่าวหาโจมตีกลับ
            เหมือนกับกรณียุบพรรค ซึ่งไม่ได้มีความพยายามโต้แย้งหักล้างในส่วนความผิดที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เขาจะพร่ำบอกถึงความไม่ยุติธรรม คณะผู้พิพากษาไม่มีความชอบธรรม การจ้องทำลายล้าง และอำนาจจากกระบอกปืน  กระทั่งนำไปสู่สมการสตึๆ ทักษิณ = ประชาธิปไตยที่ดูเหมือนจะเหมาะแต่กับคนขาดสติ
            ในแง่หนึ่ง วาทกรรมที่จัดสร้างขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์ ดูจะสะท้อนและสัมพันธ์กับกระบวนวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์แยกส่วน ว่ามนุษย์สามารถสร้างและ/หรือพิสูจน์ความจริงเฉพาะด้านย่อยๆ ได้ การเสนอความจริงเฉพาะด้านจะสามารถกันความจริงด้านที่เหลือออกจากการมองเห็นและรับรู้ของผู้คนได้ หรือกระทั่งสามารถปฏิเสธการมีอยู่ของความจริงที่ไม่สามารถสอบวัดอย่างเป็นภาวะวิสัย
            แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความจริงจะมลายไปภายใต้เงื่อนไขของการไม่รับรู้และมองไม่เห็น
            แล้วคนที่เอาหัวชนความจริงอันกระจ่างใส ก็ใช่ว่าจะโชคดีเหมือนนกขุนทองทุกรายไป
#
12 มิถุนายน 2550
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 18 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2550)


วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

องศาเดือด

Credit: http://www.redstar5.com
เพื่อนบางคนที่ไม่ได้เจอกันนานมาก ดูจะแปลกใจกับท่าทีความคิดบางอย่างของผม-ที่เขาคิดว่าเปลี่ยนไป แต่ก็เป็นความแปลกใจเชิงบวก
            สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
            เพื่อนบางคนที่ว่า เป็นเพื่อนที่คบที่เจอกันสมัยเรียน และยังมีภาพผมในบทบาทนักกิจกรรม(เล็กๆ น้อยๆ) ที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับนักศึกษากลุ่มที่เรียกกันว่า “หัวก้าวหน้า” บ้าง “ฝ่ายซ้าย” บ้าง ตามอัธยาศัย บางคนได้อ่านคอลัมน์ของผมใน “สีสัน” บางคนได้อ่านบทความที่ผมโพสต์ขึ้นบล็อก และคนหนึ่งเย้าว่าในสายตาของเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันมาบางคน – ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง – ผมคงกลายเป็นรอยัลลิสต์ไปแล้ว
            แต่เราก็เห็นพ้องกันว่า “ต่อให้เป็นซูเปอร์หรืออัลตรารอยัลลิสต์ ก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่เราเชื่อมั่นในจุดที่เรายืน ในมโนสำนึกที่เรามี” 
สำหรับคนรุ่นผม ถ้าจะบอกว่าขบวนการล้มเจ้าพ.ศ.นี้ ไม่ได้มีอยู่จริง ก็โกหกพอๆ กับไม่มีการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในขบวนการนักศึกษา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
            และตัวละครจำนวนหนึ่งในยุคนั้น ก็คือคนที่ขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังการปลุกปั่นกระแสแก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 อย่างต่อเนื่องในวันนี้ แม้ปลายทางจะไม่ใช่ระบอบสังคมนิยมอีกต่อไป แต่เป้าหมายของการเปลี่ยนระบอบการปกครองไปสู่ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
            ช่วงปี 2518 สายงานจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือขบวนการนักเรียนนักศึกษาค่อนข้างสมบูรณ์ และงานจัดตั้งในระดับโรงเรียนก็เข้าถึงตัวคนรุ่นผมด้วย สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” ระดับแกนนำในโรงเรียนได้ยึดชมรม/ชมนุมต่างๆ ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมก้าวหน้าไว้ได้หมด และมีกระบวนการประเมินเพื่อนนักเรียนเป้าหมายเพื่อเข้าไปทำงานความคิดผ่านทาง “กลุ่มศึกษา” อย่างเป็นระบบ
            สิ่งที่เรียนรู้กันในกลุ่มศึกษานั้น ไล่กันมาตั้งแต่หนังสือที่ถือเป็นคัมภีร์อย่าง “ชีวทัศน์เยาวชน” ไปจนถึง “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง และ “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง” มีกระบวนการวิจารณ์และวิจารณ์ตนเองในเชิงความคิด-ท่าที-การทำงาน และแนวทางการทำกิจกรรม การทำงานมวลชนเพื่อขยายแนวร่วมในส่วนของนักเรียนที่มีแนวคิดเสรีนิยม แต่ไม่ถึงระดับที่จะวางใจให้เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ปฏิบัติงาน
            เท่าที่ถามไถ่จากรุ่นพี่ระดับแกนนำ การแทรกซึมเข้ามาเคลื่อนไหวในเมืองของ พคท. มีมาก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาได้จริงจัง ผู้นำนักศึกษาที่มีบทบาทจริงๆ ในกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม-สังคม-การเมืองช่วงปี 2512 เป็นต้นมา จนถึงช่วงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การเดินขบวนใหญ่ขับไล่ผู้นำเผด็จการในที่สุด ล้วนเป็นนักแสวงหาที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแนวเสรีนิยมตะวันตกมากกว่า
            แต่ประตูเสรีภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เปิดพื้นที่ให้ข่ายงาน พคท. ได้เผยแพร่ความคิดปฏิวัติ และแนวคิดสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ได้อย่างกว้างขวาง ยิ่งภาวะการต่อสู้ขัดแย้งในสังคมไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2517-2518 ทั้งระหว่างฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจกับฝ่ายขวาที่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ตลอดจนฝ่ายซ้ายต่างแนวทาง ก็เป็นปัจจัยหนุนให้แนวทางปฏิวัติของ พคท. น่าสนใจมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าเมื่อถืงปลายปี 2518 การเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียนนักศึกษาไทยได้สอดประสานกันไปกับ พคท. อย่างกลมกลืน ในแนวทางปฏิวัติแบบชนบทล้อมเมือง ตามโมเดลของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และแนวทางของประธานเหมา
            ทั้งยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมผู้นำนักศึกษาบางคนเลือกที่จะเดินทางเข้าป่าไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
๐ 
ระบบงานจัดตั้งและการทำงานมวลชนในขบวนการนักเรียน/นักศึกษาช่วงปี 2518 เป็นต้นมา เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
            จากโรงเรียนไปมหาวิทยาลัย นิสิตรุ่นพี่ใช้เวลาจับตาดูแนวคิด-พฤติกรรมของผมได้ระยะหนึ่ง ก็ส่งเพื่อนรุ่นเดียวกันเข้ามาทาบทามให้ผมเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในฐานะผู้ปฏิบัติงานอีกครั้ง นั่นหมายความว่าข้อมูลของข่ายงานจัดตั้งระดับโรงเรียนมีการรวมศูนย์และกระจายไว้อย่างเป็นระบบ และเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเคลื่อนไหวในเมืองโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ต้องปิดลับมากขึ้น ระแวดระวังมากขึ้น
            อย่างไรก็ตาม การ “ตรวจสอบ” ก่อน “รับใหม่” ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะได้ผู้ปฏิบัติงานที่ว่าง่ายและเห็นพ้องต้องกันไปเสียทั้งหมด มันมีปัญหาอยู่เสมอระหว่างคนที่เชื่อการนำของ พคท. อย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำผู้อุทิศตน หรือคนที่กระโจนจากความไม่รู้ทางการเมือง-สังคมเข้ามารับความคิดปฏิวัติอย่างเร่าร้อนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา กับคนที่มีฐานคิดแบบเสรีนิยมมาตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา
            ผมกับเพื่อนหลายคนอยู่กลุ่มหลัง และเราก็คิดต่างกับพวกเขาหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องย่อยๆ เช่น “เอาละ ยอมรับว่าแนวทางปฏิวัติแบบจีน อาจเหมาะกับสภาพสังคมไทย แต่ทำไม (กรู) จะต้องมาฟังเพลงชาติจีน เพลงปฏิวัติจีน (ตามพวกมึง) ด้วย (ฟระ)” ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เมื่อพวกเขา (เอาหัว) ยืนยัน (ต่างเท้า) ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้การปกครองของเขมรแดง เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของจักรพรรดินิยมอเมริกาเท่านั้น (เหอะๆ)
            เรื่องพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เป็นประเด็นมาตั้งแต่ตอนนั้น ปีกซ้ายในขบวนการนักเรียนนักศึกษาพยายามครอบงำเด็กรุ่นน้องด้วย “เรื่องเล่า” มากมาย – ซึ่งยังคงเล่าต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ – ตั้งแต่เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2489 มาจนถึง พ.ศ. 2519 เรื่องเล่าทุกเรื่องล้วนแต่นำไปสู่จุดหมายเดียว คือบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังสืบต่อกันมา
            แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ปีกซ้ายของขบวนการ เราฟัง เราอ่าน และเราก็ไม่เห็นว่าแต่ละเรื่องเล่ามีหลักฐานพิสูจน์แสดงมากไปกว่าสมมติฐานและความเห็น ในขณะที่เมื่อเราย้อนมองกลับไปยังเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่ทันนาน เราได้เห็นสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และกรรมการศูนย์ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลถึงเป้าหมายในการต่อสู้ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 เช้าวันถัดมา เราได้เห็นประชาชนหนีตำรวจหน่วยปราบจลาจลเข้าไปพึ่งพระบารมีในพระตำหนักจิตรลดาฯ
            และค่ำวันเดียวกัน เราก็เห็นพระองค์พระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนชาวไทยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นถือเป็นวันมหาวิปโยค และเปิดเผยว่ารัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกแล้ว ทั้งทรงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
            เขาเลือกที่จะเชื่อในเรื่องเล่า แต่เราขอเชื่อในสิ่งที่เราเห็น
            มิพักต้องพูดถึงพระราชกรณียกิจอีกนานัปการ “เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม”
๐ 
ภายหลังความขัดแย้ง วิกฤตศรัทธาต่อการนำ ป่าแตก กระทั่งนำไปสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย “สหาย” จำนวนหนึ่งยังไม่ได้ลดละความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้
            สิ่งที่หายไปคืออุดมการณ์ สิ่งที่คงเดิมคือความกระหายอำนาจ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความคลั่งแค้น ที่ผกผันกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ในครั้งที่ดูเหมือนจะเข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุดในยุคของทักษิณ ชินวัตร
            ภายใต้ตรรกะป่วยๆ กับหลักกฎหมายแบบตัดตอน ที่อ้างเสรีภาพทางวิชาการคลุมทับ เห็นได้ชัดว่า ข้อเสนอหลายระลอกของนิติราษฎร์ในคราวนี้ ไม่ได้เร้นบังการท้าทายสถานะพระมหากษัตริย์ “ผู้ทรงเป็นประมุข” “ผู้ทรงใช้อำนาจอธิปไตย” และ “ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ” โดยตรง ขณะที่การเคลื่อนของ ครก. 112 ก็มีเจตนาลากยาวประเด็นการเคลื่อนไหวออกไปสู่การวิวาทะในวงกว้าง มากกว่าจะมุ่งล่ารายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไข ม.112 จริงๆ
            มองในมุมของคนคุ้นเคย อาจกล่าวได้สิ่งเหล่านี้ล้วนจงใจ “ออกแบบ” มาเพื่อจี้จุดเดือดของคนไทยผู้จงรักภักดีโดยตรง และปฏิกิริยาย้อนกลับก็เดือดแรงสมใจ ปัญหาคือ เมื่อลากยาวกันมาจนถึงจุดนี้แล้ว จะไปต่อที่ไหน อย่างไร เพราะกลายเป็นเรื่องยากแล้วที่จะหยุดให้คาราคาซังอยู่อย่างนี้
            หลายคนเริ่มมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา แน่นอนเหลือเกินว่า คนจำนวนมากไม่อยากเห็นภาพการล้อมปราบ ภาพความทารุณโหดร้ายที่คนไทยจำนวนหนึ่งถูกปลุกขึ้นมากระทำต่อคนไทยด้วยกัน ย้อนย้ำมาสู่วงจรการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองซ้ำอีก แต่ประเด็นสำคัญกว่าที่ไม่ควรมองข้ามไปเด็ดขาดก็คือ ณ วันเวลานี้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการปลุกระดม ป้ายสี หลอกลวง เพื่อสร้างความโกรธแค้นชิงชัง เหมือนอย่างที่คนรุ่นผมเคยเผชิญ
            หากเป็นการยั่วยุอย่างจงใจให้เกิดขึ้น โดยฝ่ายที่ยังผูกใจเจ็บและกระหายอยากจะ "แก้มือ" โดยมีนิติราษฎร์ และ ครก. 112 เป็นเชื้อไฟ
#
10 กุมภาพันธ์ 2555
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555)