แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบอบทักษิณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบอบทักษิณ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (4)

จาก พ.ศ. 2551 ถึง 2555 ประเทศไทยยังคงจมอยู่ในปลักของการลบล้างความผิดให้ทักษิณและแก้รัฐธรรมนูญเพื่อสถาปนาอำนาจที่ไร้การต้านทาน-ถ่วงดุล
            จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ปักหลักหมุดสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านการลงประชามติ
            จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้เพิ่มอำนาจให้ฝ่ายตุลาการ ศาล และองค์กรอิสระจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่นั่นก็เพราะการออกแบบโครงสร้างอำนาจอธิปไตย และการตรวจสอบ-ถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นโครงสร้างที่ล้มเหลว
            จริงอยู่ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาจากการแต่งตั้ง แต่ ส.ส.ร. 2550 ก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ชัดเจน-กว้างขวางยิ่งกว่าในรัฐธรรมนูญฉบับที่มักจะอ้างกัน (บ่อยครั้งที่อ้างโดยผู้ร่างเอง) ว่า “ก้าวหน้าที่สุด” และ “ดีที่สุดโลก”
            จริงอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ก็โดยวิถีทางที่ถูกต้อง ตามกระบวนการที่กำหนด และไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติตามมาตรา 291 ที่ว่า “ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้”
            จึงเป็นเรื่องน่าขัน ที่ได้เห็นนักประชาธิปไตยผู้ชูธงคัดค้านรัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ล้วนกระหายอยากจะร่าง/แก้ไขรัฐธรรมนูญกันเอง และรับรองกันเอง ในขณะที่พรรคการเมืองซึ่งอวดอ้างชัยชนะจากการเลือกตั้งอยู่เสมอ ก็ไม่กล้าเผชิญหน้าการทำประชามติ
            ได้แต่อวดตรรกะโง่ๆ ว่า ศาลจะให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่มีใครทราบ
            ตอบแบบเด็กมัธยมต้น ก็คือ “ถ้าคนอยากแก้ก็ยังไม่รู้ แล้วจะขอแก้ทำติ่งหูอะไร”
๐ 
Credit: Praphol Chattharakul
ในความเป็นจริง รัฐธรรมนูญไม่เคยใช้เป็นสิ่งชี้วัดระดับความเป็นประชาธิปไตยได้ อย่าว่าแต่ประเด็นปลีกย่อยเรื่องที่มาของรัฐธรรมนูญ
            โดยไม่สำคัญเลยสักนิดว่าเรามีจิตวิญญาณประชาธิปไตยมากน้อยขนาดไหน เพียงแต่ในหัวของเรายังมีสิ่งที่เรียกว่าสมอง และในใจของเรายังมีสิ่งที่เรียกว่าสติ เราย่อมรู้ว่าอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่ก็เป็นแม่แบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา
            รู้ว่ารัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ใช้มา 225 ปีแล้ว โดยไม่มีใครประทับตราว่าเป็นรัฐธรรมนูญยุคทาส และไม่เคยต้องยกร่างใหม่ เพียงแต่แก้ไขเฉพาะส่วนให้เหมาะสมกับกาลสมัยและบริบทความสัมพันธ์ทางอำนาจต่างๆ ในสังคม
            และรู้ว่าญี่ปุ่นใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 โดยที่ประชาชนของเขาไม่คิดว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญของผู้แพ้สงคราม
            แล้วเราก็พอรู้ – แม้เพียงเลาๆ ว่า – สถานะของรัฐธรรมนูญคือ การเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดรูปแบบรัฐ รูปแบบการปกครอง โครงสร้างและขอบเขตอำนาจ-หน้าที่ของสถาบันการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์และการถ่วงดุลระหว่างสถาบันผู้ใช้อำนาจอธิปไตย การรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนคุณค่าของรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ที่การนำมาใช้ให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ
            ตามดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) ที่สำรวจและจัดอันดับโดยหน่วยงานชื่อ “อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนต์ ยูนิต” ของนิตยสารอีโคโนมิสต์ (อันเป็นที่เคารพสักการะของพวกแดงซ้าย) ใช้ตัวชี้วัด 5 อย่างในการประเมินและให้คะแนน คือ กระบวนการเลือกตั้ง, การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล, การมีส่วนร่วมทางการเมือง, วัฒนธรรมการเมือง และเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตัวชี้วัดบางตัวอาจสะท้อน-สัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง แต่เกณฑ์การให้คะแนนจริงๆ น่าจะอยู่ที่วิถีปฏิบัติในหัวข้อนั้นๆ
            ลองมาดูกรณีประเทศไทยในปี 2011 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 58 ด้วยคะแนน 6.55 น่าสนใจว่าตัวชี้วัดที่ฉุดดึงคะแนนความเป็นประชาธิปไตยไทย กลับเป็นเรื่องของ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล, วัฒนธรรมการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่กระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่เสรีภาพที่เรียกหากันไม่หยุดหย่อน และยิ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับผลไม้พิษที่ชื่อ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550” ที่ใช้มา 5 ปี มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง
            แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงยุโรป, อเมริกา, ออสเตรเลีย เพราะคะแนนประเทศไทยยังต่ำกว่า ประเทศในละตินอเมริกาอย่าง บราซิล, อาร์เจนตินา ไปจนถึง โคลอมเบีย, เปรู ด้วยซ้ำ ในเอเชีย ถึงไม่เทียบกับ ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน คะแนนของเราก็ยังต่ำกว่าศรีลังกา (อันดับ 57 คะแนน 6.58) อยู่เล็กน้อย แต่เมื่อมองหาประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน ก็จะพบว่าอยู่ใต้เราทั้งหมด ทั้งอินโดนีเซีย (60/6.53), มาเลเซีย (71/6.19), ฟิลิปปินส์ (75/6.12), สิงคโปร์ (81/5.89), กัมพูชา (101/4.87), เวียดนาม (143/2.96), ลาว (156/2.10), พม่า (161/1.77) ส่วนบรูไนตกสำรวจ
            ทั้งโดยชีวิตจริงที่เราต่างก็ประสบ-สัมผัส-รับรู้ได้ ทั้งโดยการประมวล-วัดผลจากหน่วยงานที่ขายความน่าเชื่อถือของข้อมูล (ข้อมูลนะครับ ไม่ใช่ทัศนะ และอยู่ในเครือดิ อีโคโนมิสต์ ด้วยนะครับ-อย่าลืม) ต่างสอดคล้องตรงกันว่าระดับเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยไทยไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่วายมีพวกเสียจริตผลิตวาทกรรมออกมาล้างสมองพวกที่หัวด้านในกลวงไปหมดแล้วว่า ประเทศไทยมีความเป็นประชาธิปไตยเท่าๆ กับเกาหลีเหนือ
            เกาหลีเหนือนั่นอยู่ก้นตารางครับ อันดับที่ 167 คะแนน 1.08
            ถ้าใครจะแย้งเรื่อง “เสียจริต” และ/หรือ “หัวด้านในกลวง” ผมแก้ใหม่ให้ตรงนี้เลยก็ได้ว่า พวกนี้คงโตมาแบบเก็บกด ในบ้านที่เลี้ยงดูกันมาแบบอำนาจนิยม ขาดความอบอุ่น ไม่ถูกปลูกฝังทั้งสติและปัญญา ถึงได้เรียกหาประชาธิปไตยไป สรรเสริญฮุนเซ็นไป (โอ้ว อยู่สูงกว่าเกาหลีเหนือตั้ง 60 กว่าอันดับ คะแนนก็มากกว่าตั้ง 4 เท่า เลยนะนั่น)
๐ 
รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ดี รัฐธรรมนูญ 2550 ก็ดี
            ส่วนที่ดีในรัฐธรรมนูญ 2540 คือกระบวนทัศน์ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งถือได้ว่าก้าวหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กับเจตนารมณ์ในการสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคง บนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน
            ปัญหาพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ 2540 คือการขัดกันในเชิงแนวคิดและปรัชญา ด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งตอบโจทย์เก่าแก่ของการเมืองไทย คือความไม่ต่อเนื่อง-ไม่มั่นคงของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย คำตอบสุดท้ายที่ได้ก็คือ การสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง ซึ่งก็เป็นคำตอบเดียวกับที่เคยเสนอกันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 โดยมีช่วง 8 ปีของ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ภายใต้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นข้อพิสูจน์ว่าความต่อเนื่องมั่นคงทางการเมืองสามารถนำพาประเทศไทยก้าวไกลไปในหลายทิศทาง ปัญหาคือคำตอบของทศวรรษ 2520 อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมกับทศวรรษ 2540 และพฤติกรรมนักการเมืองไทยตลอดทศวรรษ 2530 ไม่ได้บ่งชี้ถึงโอกาสที่พวกเขาจะเป็นแนวหน้าของการพัฒนาประชาธิปไตยได้เลย
            ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์-ความคิดและจิตสำนึกทางสังคมในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ได้ฉายให้เห็นบทบาทของภาคประชาสังคม และโอกาสของการเสริมสร้างพลังชุมชนควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจเพื่อเป็นรากฐานที่ยั่งยืนกว่าของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 เลือกเอาเสถียรภาพรัฐบาลและเสริมสร้างพลังอำนาจผู้นำฝ่ายบริหาร การเสริมสร้างพลังชุมชนก็กลายเป็นเรื่องของระบอบอุปถัมภ์ใหม่ การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมกลายเป็นเรื่องของโครงสร้างการปกครองที่ทับซ้อนและอีลุ่ยฉุยแฉก ประชาสังคมก็อ่อนแอลงด้วยประชานิยมที่หยิบยื่นให้ตั้งแต่ยังไม่แบมือขอ
            ทุกอย่างเริ่มต้นมาตั้งแต่คดีซุกหุ้นในปี 2544 เมื่อทั้งการหว่านล้อมและการกดดันสารพัดวิธีการ โดยเฉพาะการรณรงค์ล่ารายชื่อเพื่อ “ให้โอกาสทักษิณทำงาน” ได้แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด เป็นประชาธิปไตยที่สุด ก็เพื่อที่จะฉีกมันด้วยมือเราเอง
            เมื่อเปรียบเทียบกัน รัฐธรรมนูญ 2550 แม้ไม่มีจิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อให้ได้มา ไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมแต่ต้นทาง ไม่มีเจตนารมณ์ยิ่งใหญ่หรือกระบวนทัศน์กว้างไกล แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ก็เป็นพันธสัญญาจากการทำรัฐประหารที่มีประชาชนเห็นด้วย 84 เปอร์เซนต์ ผ่านการเห็นชอบด้วยประชามติ 14.7 ล้านคน เป็นรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ-ที่เคยถูกฉีกทึ้งทำลายมาก่อนหน้านั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองและขยายขอบเขตสิทธิเสรีภาพของประชาชนออกไปกว้างขวางยิ่งกว่าฉบับเดิม และอุดชันทุกรูโหว่ที่เปิดช่องให้อำนาจของเสียงข้างมากในรัฐสภาล้ำเข้าไปแทรกแซงเขตแดนอำนาจของฝ่ายและองค์กรอื่นๆ
            ความพยายามใดๆก็ตามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของผู้ที่ให้การรับรองรัฐธรรมนูญฉบับเดิม จึงไม่ได้แตกต่างการทำรัฐประหารที่เริ่มด้วยการฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ที่แย่กว่าการทำรัฐประหารครั้งหลังสุดก็คือ เพื่อสร้างอำนาจสถาปนาใหม่ที่ไร้การต้านทาน-ถ่วงดุล
๐ 
จาก พ.ศ. 2551 ถึง 2555 ทุกเหตุการณ์ที่อยู่ในปลักโคลนของการต่อสู้เพื่อทักษิณ ล้วนพิสูจน์ชัดเจนว่าเขาต้องการกลับมาอย่างผู้พิชิต และจะไม่มีวันรามือตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่
            รัฐธรรมนูญ 2550 เปรียบได้กับธงผืนใหญ่ที่ถูกชักชูขึ้นประกาศเสรีภาพเหนือระบอบทักษิณ และนับจากนี้ไป ก็ขึ้นอยู่กับพวกเราว่าจะยังชักชูธงผืนนี้กันต่อไป หรือดูดายให้เขาปลดลง
7 สิงหาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2555)

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (3)

ปีพ.ศ. 2549 เป็นอีกครั้งที่(แม้)ผมไม่ได้เขียนเรียกหารัฐประหาร แต่(ในที่สุด)ก็(เสมือนหนึ่งว่า)สนับสนุนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อยู่ดี 
            นับตั้งแต่ปี 2548 ที่ข้อเขียนของผมบนพื้นที่ตรงนี้ [ภายใต้ชื่อคอลัมน์ “(I Can’t Get No) Satisfaction และยังอาจนับย้อนหลังไปถึงปลายๆ ยุคของ “ยิ้มทั้งน้ำตา”] โฟกัสอยู่ที่การต่อต้านทักษิณและระบอบทักษิณ ชิ้นที่ถือว่าเป็นการชักชูธงขึ้นมาให้เห็นกันชัดๆ เลยก็คือ “ฟักแม้ว” (สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 4/2548) ที่เขียนเปรียบเปรยและล้อกันไประหว่างชื่อพืชผักสวนครัว กับคำพ้องเสียงสองภาษา (อังกฤษ-ไทย, ตามลำดับ)
            โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับถึงบทความเมื่อกลางปี 2539 เรื่อง “Look Who's Talking Too (Much)” (สีสัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 8/2539) ที่ผมเคยสาธยายเอาไว้ชัดๆว่า คนอย่างทักษิณลวงโลกอย่างไร โกหกรายวันกันหน้าด้านๆ ขนาดไหน ท้ายเรื่อง “ฟักแม้ว” ผมก็บอกท่าทีของผมไว้ชัดและตรงว่า การแก้ปัญหา “สารพิษในฟักแม้ว” ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้บริโภค คือวิธีที่เกษตรกรในบางพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรและอุทัยธานีได้ทำเป็นแบบอย่าง-โดยการรื้อถอนทำลายทั้งรากทั้งโคนจนหมดแปลง
            แปลชัดๆ ก็คือ เราปลูกเองได้ เราก็(ควรจะ)รื้อถอนทำลายเองได้
            ต่อมา ในเรื่อง “We Shall Overcome” (สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 8/2549) ผมมองภาพที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินคล้องแขนกันไปเปิดพื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมประกาศเจตนารมณ์ “ทักษิณออกไป” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 แล้วนึกย้อนไปถึงเพลงที่ พีต ซีเกอร์ เรียบเรียงขึ้นใหม่จากเพลงกอสเพลตอนต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งกลายมาเป็นเพลงแห่งการต่อสู้เรียกร้องของสหภาพแรงงานในรัฐทางใต้ และกลายเป็นเพลงเอกในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่โลกได้รู้จักจากการขับขานของ โจน บาเอซ ในการเดินขบวนครั้งประวัติศาสตร์ในวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1963 ที่มี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นผู้นำ
            ผมโยงต่อเหตุการณ์และเพลงนั้นมาถึงเพลง “The Times They Are A-Changin’” กับท่อนที่ขึ้นต้นว่า “The line it is drawn, the curse it is cast” เพื่อจะบอกว่า “เส้นที่ไม่อาจหลบเลี่ยงถูกขีดไว้แล้ว” 
            เพียงแต่ว่า เมื่อเส้นนั้นปรากฏแสดงขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 มันไม่ใช่อย่างที่ผมหรือใครๆหลายคนนึกหวัง แต่เราก็ยอมรับมัน
๐ 
Credit:  chorchangsinging.blogspot.com
ผมนึกหวังอะไร? ยอมรับอะไร?
            ใน “สีสัน” ฉบับเดือนตุลาคม ปีนั้น (ปีที่ 18 ฉบับที่ 3/2549) ผมเขียนเอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง “Comes A Time” ว่า “สิ่งที่ปรากฏแสดงในรูปของรถถัง กองกำลัง และการยึดอำนาจ อาจไม่สวยงามเท่าความนึกฝันของคนที่ต่อสู้เรียกร้องเอาอนาคตของประเทศออกมาจากอุ้งมือทรราชจำแลง ที่วาดหวังว่าพลังมหาชนจะสามารถกำหนดลากเส้นแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เอง แต่ในบริบทแคบๆ ของการทำรัฐประหาร ปฏิบัติการ 19/9/49 เป็นปฏิบัติการจริงที่งดงาม
            “ไม่ได้งดงามแต่ในเชิงประสิทธิภาพ ซึ่งปราศจากการต่อสู้ปะทะ และการสูญเสียเลือดเนื้อ ไม่ได้งดงามด้วยดอกไม้และความชื่นชมยินดีของผู้คนที่เปลี่ยนบรรยากาศภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเทศกาลเฉลิมฉลอง แต่ยังงดงามอย่างยิ่งในแง่ที่สามารถหยุดยั้งภาวะเผชิญหน้าถึงนองเลือดได้ก่อนที่มันจะเกิด”
            มีข้อโต้แย้งมากมายจากคนที่ปฏิเสธรัฐประหาร โดยเฉพาะฟากฝั่งของทักษิณ ว่าสถานการณ์นองเลือดเป็นแค่จินตนาการของคนที่กวักมือเรียกทหารออกมายึดอำนาจ แต่ผมก็ยืนกลับไปตามที่เขียนไว้ในบทความเดียวกันนั้นว่า “สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิด แต่ยังหมายความด้วยว่า เพราะมันไม่มีโอกาสได้เกิด”
            สองปีต่อมา เหตุการณ์เช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นเสมือน “ภาพจำลอง” ที่อาจพิสูจน์แสดงได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2549 ผมเขียนไว้ในเรื่อง “And a new day will dawn…” (สีสัน ปีที่ 20 ฉบับที่ 3/2521) ว่า
            “7 ตุลาคม 2551 คือการฉายภาพต่อจากวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นภาพที่ผู้คัดค้านการทำรัฐประหารล้วนไม่คิดและไม่เชื่อว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายน เพียงเพราะว่ามันยังไม่เกิด
            “7 ตุลาคม 2551 คือภาพที่ฉายยืนยันการสถาปนาขึ้นมาของรัฐตำรวจ ที่ก่อร่างสร้างขึ้นอย่างมั่นคงนับจากการเถลิงอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นต้นมา
            “7 ตุลาคม 2551 ยังพิสูจน์ถึงธาตุความสามานย์สูงสุดของระบอบทักษิณที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อแสวง-รักษาอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะตน โดยปราศจากความรู้สึกผิดบาปโดยสิ้นเชิง”

            ที่จริง ผมควรจะยกมาเพียงแค่นี้ สำหรับประเด็นการรัฐประหารในแง่ที่ว่า “สามารถหยุดยั้งภาวะเผชิญหน้าถึงนองเลือดได้ก่อนที่มันจะเกิด” แต่เมื่ออ่านอีกบางย่อหน้าถัดไป...
            “การซุกหุ้น หลบเลี่ยงภาษี แทรกแซงและครอบงำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ขัดแย้ง แลกเปลี่ยนประโยชน์ชาติให้ได้ประโยชน์ตน ข่มขู่คุกคามทุกเสียงคัดค้าน อุ้มฆ่าทุกผู้คนที่ขวางทางและเปิดโปง วิสามัญฆาตกรรมนับพันศพ จุดไฟหายนะในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือความเป็นไปในภาวะการณ์หยั่งรากลึกของระบอบทักษิณที่ผนึกแน่นเป็นเนื้อเดียวกับทุนนิยมสามานย์โลกในนามโลกาภิวัตน์
            “ภายใต้รัฐบาลหุ่นที่นิยามประชาธิปไตยไว้ในกรอบของการเลือกตั้ง มีความชอบธรรรมด้วยเสียงข้างมากในสภา ทางหนึ่ง-มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างทุกคดีความที่ก่อไว้ทั้งในอดีตและเกิดขึ้นใหม่ อีกทางหนึ่ง-เป็นความพยายามอย่างไม่ลดละที่จะปล้นชาติขายแผ่นดินกันต่อไป ไม่เว้นกระทั่งอธิปไตยเหนือดินแดน
            “จากรัฐบาลทักษิณ ถึงสมัคร และสมชาย ไม่เคยเลยที่รัฐบาลจะเปิดทางให้กับการแสวงหาความจริง ไม่เคยเลยที่จะละวางการแสวงหาประโยชน์ ไม่เคยเลยที่จะเจรจากระทั่งนำพาต่อการคัดค้าน มีแต่กระบวนการปกปิดบิดเบือน มีแต่กระบวนการสร้างข่าวเบี่ยงเบนความสนใจ มีแต่กระบวนการข่มขู่คุกคาม มีแต่ถือเอาทุกคนทุกฝ่ายที่คัดค้านเป็นศัตรู
            “กระทั่งสามารถเข่นฆ่าปราบปรามทำลายล้างอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ”

            ผมก็ยิ่งแน่ใจว่า จาก 2549 ถึง 2551 และ 2555 หกปีผ่านไป เรายังไม่ได้พยายามหาทางออกจากห้วงเหวของความอับจนและสิ้นหวัง
๐ 
ที่จริง แม้ผมจะยอมรับ – เหมือนที่อาจารย์เสน่ห์ จามริกยอมรับ – ว่าการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ (หากเราไม่ปรารถนาจะเห็นภาพคนไทยฆ่ากันเอง) และแอบหวังอยู่บ้างว่า “รัฐาธิปัตย์” ที่สถาปนาขึ้นมาหลังการยึดอำนาจ อย่างน้อยที่สุดจะสามารถทำให้สังคมแยกถูกออกจากผิด
            แต่ความรู้สึกที่ไม่แปลกปลอมเลยกลับเป็น “ความว่างเปล่า” ตามชื่อบทความที่ผมเขียนให้นิตยสาร Image ไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น (ตีพิมพ์ในฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549)
            “ระหว่างสิบเก้าล้านหรือสิบหกล้านเสียงที่เลือกพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมามีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศ กับกว่าร้อยละแปดสิบของการสุ่มสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
            “ระหว่างความตึงเครียดแห่งการเผชิญหน้าทางการเมืองภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย กับบรรยากาศราวกับงานเฉลิมฉลองภายใต้กฎอัยการศึก
            “ระหว่างการคัดค้านต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งถูกตอบโต้-ปิดกั้น-คุกตาม ถึงขั้นปะทะ-ทำร้าย กับการต่อต้านคัดค้านความไม่ชอบธรรมของคณะทหารที่มาด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งถูกควบคุมใต้กรอบของการขอความร่วมมือและเงื่อนไขที่จะไม่ลุกลามไปสู่การ เคลื่อนไหวต่อต้านที่หวังผลทางการเมือง
            “ระหว่างการบิดเบือน-ทำลายกลไกและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในนามประชาธิปไตย กับการฉีก-ยกเลิกรัฐธรรมนูญในนามการยึดอำนาจ
            “ระหว่างการทุจริตคอรัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของรัฐบาลภายใต้ผู้นำที่ประชาชนให้ความไว้วางใจสูงสุด กับคำมั่นสัญญาของการรื้อ-สร้างระบบคุณธรรมและความโปร่งใสขึ้นมาใหม่ ของรัฐบาลภายใต้ผู้นำที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ เพียงหยิบมือเชื่อมั่น
            “ระหว่างการนองเลือดในครรลองของประชาธิปไตย กับการยึดอำนาจที่ปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ
            “ระหว่างการรัฐประหารที่นำประเทศไทยถอยหลังไปสิบห้าปี กับการใช้อำนาจของเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จที่นำประชาธิปไตยถอยหลังมาจนสุดทางไป
            “ระหว่างการรักษารูปแบบ-วิธี-กระบวนการของประชาธิปไตยด้วยทุกๆ ต้นทุนที่มีอยู่ กับการยอมจำนนต่อการยึดอำนาจในฐานะทางออกเดียวที่เหลืออยู่ของสังคม เพื่อเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างใหม่
            “ระหว่างทุกสิ่งเหล่านั้น มากด้วยคำถาม หลักการ ฐานคิด และคติที่ต่างกัน
            “และระหว่างทุกสิ่งเหล่านั้น สำหรับบางคน ยังแทรกคลุมด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า”

๐ 
เกือบหกปีผ่านไป กับทุกๆ เหตุการณ์ที่อาจไม่เคยมีใครคิดว่าจะเกิดจะมีในบ้านเมืองของเรา คนจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึก “ว่างเปล่า” ไม่แตกต่างกัน
            เป็น “ความรู้สึกว่างเปล่า(ที่)ไม่ได้ล่องลอยอยู่บนความไม่มี หากบ่อยครั้งที่มักสั่งสมจนกระทั่งสามารถหยั่งถึง หรือผุดบังเกิดขึ้นในภาวะซึ่งคุณค่าเดิมที่เรามี ไม่สามารถยึดถือไว้ได้ ในภาวะซึ่งสิ่งที่เราสามารถยึดเหนี่ยว ไม่อาจใช้เกาะเกี่ยวอีกต่อไป”
            สิ่งนั้นมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “ความถูกต้อง-ดีงาม”
6 กรกฎาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555)

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Middle of Nowhere

ความเป็นกลางเคยเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์แห่งการ (เอาตัว) รอดปลอดภัยในสังคมไทยเสมอมา
            หนุ่มมอเตอร์ไซค์ส่งหนังสือพิมพ์ในหมู่บ้านพิบูลวัฒนา ตอบคำถามหญิงสูงวัยที่ออกมาขอเปลี่ยนหนังสือพิมพ์ฉบับที่เคยบอกรับเป็นฉบับอื่น ว่าเขาอยู่ข้างไหน ด้วยคำตอบที่ใครๆ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าผมเป็นกลางครับแล้วก็เลี่ยงไปส่งหนังสือพิมพ์บ้านอื่นต่อ
            ความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรมของความเป็นไทยก็คือ เราเคยชินที่จะแบ่งพวกเลือกข้างกันก็เฉพาะแต่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ประเด็นปลีกๆย่อยๆ ที่ทั้งไม่ได้สะท้อนคุณค่าใดๆ  ทั้งแสดงถึงตรรกะความคิดแบบเหมารวม-แต่ว่างเปล่า
            เราจึงคุ้นเคยกับวิวาทะที่ถูกหลอมมาในเบ้าของ โค้กกับเป็ปซี่ไม่ว่าจะเป็น แกรมมี่-อาร์เอส (ศิลปิน-เพลง) อีซูซุ-โตโยต้า (รถกระบะ) โตโยต้า-ฮอนด้า (รถยนต์นั่ง) มาจนถึง ไทยรักไทย-ประชาธิปัตย์ ทักษิณ-สนธิ ซึ่งล้วนพัฒนาไปเป็นกระบวนคิดของการแบ่งฝ่าย ตีตรา และเอาชนะคะคานกันจนไม่มีที่ว่างสำหรับสารัตถะและเหตุผล
            เหมือนกับกรณีของคัทลียา แมคอินทอช ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นความขัดหรือเห็นแย้งของคนที่เลือกที่จะชอบหรือจะชังเธอ อันได้กลบเลือนสาระประเด็นที่เป็นจุดตั้งต้นนั้นไป และในที่สุดก็ได้เปิดพื้นที่ให้กระบวนการชำระล้าง-สร้างความเห็นอกเห็นใจได้แทรกเข้ามาทำหน้าที่อย่างแนบเนียน เมื่อเวลาผ่านไป ไม่เพียงแต่เกิดภาวะอภัยแต่ไม่ลืมแต่คนจำนวนหนึ่งอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าจะต้องอภัยในเรื่องไหน ประเด็นใด
            ในทางตรงข้าม วิถีแห่งความเป็นไทยก็เป็นเบ้าหลอมของความเป็นกลาง-วางเฉยต่อความคิดขัดแย้ง ระดับที่มีผลต่อการกำหนดทิศทางสังคม ภายใต้กรอบคิด เพื่อความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ภายใต้คติ ไทยนี้รักสงบและยิ้มรับกับคุณลักษณ์แห่งความเป็นไทยซึ่ง สงสารเห็นใจผู้แพ้แม้จะรู้ดีว่า พ่วงมาด้วยถ้อยคำตามท้ายในวงเล็บ (แต่ขออยู่ข้างผู้ชนะ)
Credit: http://gardenspictures.net/Maze-garden.html

สภาวะเดิม เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติสากลของมนุษย์ที่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นที่มาของการเปรียบเปรยว่า เราต่างพอใจที่จะอยู่กับปีศาจ (หรือความเลวร้าย/มืดมน) ที่เราคุ้นเคย มากกว่าที่จะเปิดรับความเปลี่ยนแปลง (แม้ในทางที่ดีกว่า/แสงสว่าง) ที่เรายังไม่รู้จัก
            การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ในโลกนี้ จึงมักจะจุดประกายโดยคนกลุ่มน้อยที่ด้อยค่าในเชิงปริมาณ หรือกระทั่งคนเพียงคนเดียวที่เปิดรูเล็กๆ ให้แสงสว่างได้ลอดเข้าไปในบ้านที่มืดมิด ความยากของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ช่วงตอนของการรักษารูสว่างนั้นไว้ไม่ให้ถูกอุดยาไป และการเจาะช่องรับแสงเพิ่มจนกว่าลำแสงใหม่จะทำให้ความสว่างปรากฏขึ้นในระดับที่สามารถแสดงคุณค่า/ความหมายโดยเปรียบเทียบ และเป็นที่คุ้นเคย
            โดยนัยนี้ ความเป็นกลางจึงไม่เคยมีความหมายของการไม่เลือกข้างอย่างแท้จริง แต่อิงแอบอยู่กับสภาวะเดิมเสมอ เช่นเดียวกัน คำถามและเสียงเรียกร้องของการเลือกข้างในประวัติศาสตร์มนุษย์ ล้วนเริ่มต้นอย่างแผ่วเบา
            ก่อนที่เพลง We Shall Overcome ที่ดัดแปลงมาจากเพลงกอสเพลจะกลายมาเป็นเพลงที่หลอมรวมความเชื่อมั่นศรัทธาในวิถีการต่อสู้เรียกร้องของสหภาพแรงงานในรัฐทางใต้ของอเมริกา นับจากปี 1946 เป็นต้นมา เพลงคลาสสิคแห่งการต่อสู้เรียกร้องในยุคก่อนหน้านั้น เป็นเพลงที่ตั้งคำถามถึงการเลือกข้าง
            ปี 1931 คนงานเหมืองแร่ในฮาร์ลัน เคาน์ตี้, เคนทักกี้ นัดหยุดงานประท้วง สิ่งที่ได้รับการตอบสนองจากเจ้าของเหมืองคือการกวาดล้าง-จับกุม-เข่นฆ่า โดยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง คนงานเหมืองจึงจับอาวุธขึ้นต่อสู้ กลายเป็นสงครามชนชั้นขนาดย่อมๆ
            ฟลอเรนซ์ รีซ เขียนเพลง “Which Side Are You On?” จากชีวิตของเธอ สามีเธอ-แซม เป็นหนึ่งในผู้นำคนงานเหมืองที่เป็นเป้าของการกวาดล้าง แต่เขาหลบหนีขึ้นเขาไปต่อสู้ด้วยอาวุธ เธอกับลูกเจ็ดคนถูกปิดล้อมอยู่ในบ้านโดยเจ้าหน้าที่ติดอาวุธของนายอำเภอ-เจ.เอช. แบลร์ ซึ่งพร้อมที่จะสังหารสามีของเธอทุกเวลาหากเขาย้อนกลับมา
            วันหนึ่งในสถานการณ์ตึงเครียด ฟลอเรนซ์ฉีกปฏิทินข้างฝาลงมาเขียนคำถามที่กัดกินใจเธอมานาน “Which side are you on?” เป็นคำถามถึงเพื่อนคนงานร่วมเมืองที่รักษาตัวเป็นกลางและวางเฉย “They say in Harlan County / There are no neutral there / You either be a union man / Or a thug for J.H. Blair”
            อีกชุดหนึ่งของคำถามในเพลงคือ  “Oh workers can you stand it? / Oh tell me how you can? / Will you be a lousy scab / Or will you be a man?”
            เพลงนี้ถ่ายทอดต่อมาโดยศิลปินมวลชนอย่างวูดดี กูธรี และพีท ซีเกอร์ ในฐานะคำถามอมตะท่ามกลางการต่อสู้เพื่อสิทธิ-เสรีภาพ-เสมอภาค
ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ และบ่อยครั้งที่รวบรัดเสมือนหนึ่งชัยชนะการต่อสู้เปลี่ยนแปลงใดๆ ปะทุอานุภาพขึ้นทันทีทันใด โดยคลื่นมหาชนอันไพศาล
            ในแง่นั้น คงยากจะอธิบายว่าเพียงสามปีหลังการแสดงเจตนารมณ์ประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จการถนอม–ประภาสออกไปในปี 2516 เราเปิดประตูรับหรืออย่างน้อยก็สยบยอมอำนาจจากการรัฐประหารภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้อย่างไร
            ยากจะอธิบายถึงการนองเลือดเดือนพฤษภาเพื่อล้มล้างอำนาจ รสช. ที่เราเพิ่งแสดงความชื่นชมยินดีกับการเข้ามายึดอำนาจจากรัฐบาลชาติชายไปเพียงไม่นานก่อนหน้านั้น ทั้งรัฐบาลชาติชายยังเป็นรัฐบาลที่เรารอคอยมาแสนนานภายใต้ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ
            ตัวอย่างคำถามเหล่านี้คงต้องศึกษาอธิบายถึงรายละเอียดของสถานการณ์แต่ละช่วงตอนจากจุดเริ่มจนพัฒนาและปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากอคติ เพื่อให้เห็นถึงบริบทและคติชนที่แตกต่างในแต่ละสมัย กระแสโน้มน้าวชักนำที่ได้ผลและไม่ได้ผลในแต่ละแง่มุม อย่างไรก็ตาม ตัวแปรสำคัญที่ไม่อาจละเลยคือการเลือกข้างหรือวางเฉย
            เราไม่จำเป็นต้องเลือกข้างเสมอไปก็จริง และความเป็นกลางอาจไม่ได้สะท้อนแสดงถึงฐานคิดแห่งการเอาตัวรอดหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ขัดแย้ง/เผชิญหน้าระหว่างแนวคิด-ลัทธิ-ผลประโยชน์ทางการเมืองที่ต่างกันก็จริง
            แต่ในทางแยกใหญ่ที่การไม่เลือกข้างเท่ากับการเลือกเดินไปตามทางสายหนึ่งที่มีผลลัพธ์-ปลายทางต่างจากอีกสายหนึ่งเกือบจะสิ้นเชิง ความเป็นกลาง-วางเฉยจึงเป็นการเลือกโดยปฏิเสธความรับผิดชอบของการเลือก
            หากคนอินเดียเฉยชาต่อแนวทางอหิงสาของคานธี สภาวะเดิมของการครอบครองอาณานิคมโดยชอบธรรมของจักรภาพที่ทรงพลังอำนาจย่อม ไม่ถูกสั่นคลอน หากคนอังกฤษและยุโรปที่อพยพไปยังดินแดนใหม่ยังยอมตนให้สิทธิเหนือเขตแดนและการเก็บภาษีเป็นอำนาจชอบธรรมของพระเจ้าจอร์จที่สาม ประเทศเอกราชชื่อสหรัฐอเมริกาคงจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี
            การต่อต้านระบอบทักษิณอาจไม่ได้มีความหมายสูงส่งเท่ากับการกู้ชาติ แต่ก็ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องของกุ๊ยข้างถนนหรือวิธีการนอกกรอบกติกาของพรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงการดิ้นรนของเหล่าขาประจำ-นักเคลื่อนไหว-เอ็นจีโอ ไม่ใช่เพียงความแค้นเคืองของผู้เสียประโยชน์ที่มีสนธิ-จำลองเป็นตัวแทน หากเป็นผลรวมสะสมของผู้คนที่ได้ตระหนักว่าไม่อาจปล่อยให้ชะตากรรมของประเทศถูกขยี้ขยำอยู่ในกำมือทักษิณอีกต่อไป
            พฤติกรรมที่ประจักษ์ชัดเจนยิ่งขึ้นตามลำดับตลอดช่วงเวลาห้าปีแห่งการเสวยอำนาจของทักษิณ นับจากวันที่ชนะคดีซุกหุ้นในศาลรัฐธรรมนูญ จนถึงวันที่ยุบสภาและวันเลือกตั้งใหม่ โดยตัวของมันเองล้วนลดทอนน้ำหนักของวาทกรรมทุกรูปแบบที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นการต่อต้านคัดค้าน ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างความชอบธรรมที่มี 19 ล้านเสียงรองรับ การรักษาระบบ การเคารพกฎกติกา เจตนารมณ์ประชาธิปไตย อย่างได้ผลยิ่งกว่าทุกเสียงที่วิพากษ์ คัดค้าน ต่อต้าน
            ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นกลางจึงเป็นสิ่งผิดที่ผิดทางในสถานการณ์ประเทศไทย พ.ศ. 2549 อย่างที่เรียกกันว่า กลางตกขอบซึ่งอาจจะชัดเจนมากกว่าถ้าเปลี่ยนเป็น กลางตกเหว
            เพราะเมื่อผ่าทะลุมายาคติทั้งมวล เนื้อในของสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ไม่อาจถูกบิดเบือนไปเป็นเรื่องของผล ประโยชน์-แนวคิด-อุดมการณ์ ที่อาจจะพอมีที่ว่างพอให้ความเป็นกลางได้วางตัว แต่เป็นสถานการณ์ระหว่างความจริง-ลวง ถูก-ผิด ดี-เลว ความเป็นกลางจึงมีความหมายเป็นอื่นใดไม่ได้มากไปกว่าการสยบยอมต่อความเลว ความผิด ความลวง
            เป็นความเป็นกลางที่ดิ่งลงไปในหุบเหวของอวิชชาและอุปาทาน
            เป็นความเป็นกลางที่เกื้อหนุนให้คนเลวปกครองบ้านเมืองต่อไป
#
3 เมษายน 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2549)

*ฟังเพลง  Which Side Are You On? ได้จากลิงก์นี้