แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Warren Zevon แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Warren Zevon แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

Lawyers, Guns, Money & Media

เหมือนๆ จะแพ้ แต่ไม่แพ้
            กรณีเทคโอเวอร์หนังสือพิมพ์มติชน อาจจะยุติลง(ชั่วคราว) ตามที่สื่อส่วนใหญ่รายงานว่า กู๋” (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) ยอมถอย เพราะกระแสคัดค้านต่อต้านรุนแรงเกินกว่าที่คิดกันไว้ (ใครจะช่วยกันคิดบ้าง ถ้าอยากรู้ไปถามกู๋เอาเอง) แต่การคงหุ้นไว้ในสัดส่วน 20 เปอร์เซนต์ ไม่ได้แปลว่ากู๋ มาแว้ววว ไปแว้วววอย่างที่แปะไว้ตรงการ์ตูนมุมล่างปกมติชนสุดสัปดาห์
            ต่อให้กู๋เอาเงินมาซื้อหุ้นเก็บเอาไว้เฉยๆ ตามประสาคนที่อยากเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์มานาน แต่สัดส่วนหนึ่งในห้าก็ไม่น่าจะทำให้คนมติชนทำงานได้อย่างเป็นสุข และสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยังน่าจะทิ้งร่องรอยความคลางแคลง-ระแวง-สงสัยเอาไว้ให้คนมติชนด้วยกันเองพอสมควร
            อย่างน้อยๆ จากปากของวงในแกรมมี่บางคนที่บอกคล้ายๆ กันว่า กู๋คุยกับพี่ช้าง (ขรรค์ชัย บุนปาน) แล้ว ถึงได้นัดจะไปแถลงข่าวที่มติชน แต่สุดท้ายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” (แปลว่าถ้าอยากรู้ไปถามพี่ช้างเอาเอง) แล้วคำพูดแบบนี้ถ้าล่องลอยมาถึงหูคนอย่างผมที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ซุกตัวอยู่แต่ในถ้ำได้ มันก็คงเข้าหูใครๆ มาเยอะแล้วแหละ
            ข่าวที่ลือกันในตลาดหุ้นว่ามีการใช้ข้อมูลอินไซเดอร์แอบซื้อขายทำกำไร ก็ช่วยตอกย้ำความเคลือบแคลงอีกทาง จนสุุดท้ายแล้ว ถึงจะต่อต้านการยึดครองสื่อกันไป แต่เรื่องทำนองนี้ที่ยังเป็นติ่งคาใจคนไม่ได้ถูกเคลียร์ไปกับการแถลงข่าวร่วมของคนรุ่นลูกรุ่นหลานนามสกุลบุนปานกับดำรงชัยธรรมแต่อย่างใด
            งานนี้ จึงอาจสรุปได้ว่ามติชนเสียหายไม่น้อยกว่าแกรมมี่ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างที่เพื่อนรักผมออกปากว่า กู๋นี่ร้ายจริงๆ  จับอะไร ship หายหมด” (คำว่า ร้ายในที่นี้หมายความตามคำ ส่วนคำว่า ‘ship’ เป็นคำสุภาพ) อย่างน้อยๆ พี่ช้างซึ่งควรจะอยู่สบายๆ ได้แล้ว ก็เดือดร้อนต้องหาเงินมาซื้อหุ้นคืนในราคาแพงอีกต่างหาก ถึงจะได้ใจได้แนวร่วมมาท่วมท้น แต่นั่นก็แค่การศึกเฉพาะหน้า นับจากนี้ไป บทบาทท่าทีของมติชนจะถูกจับตาอย่างระแวดระวัง มีคนบอกว่า ไม่ว่าใครจะให้เครดิตความน่าเชื่อถือของมติชนไว้ที่ระดับไหน จากนี้ไปมันจะไม่เท่าเดิม
            ข้างฝ่ายกู๋ อย่างมากก็แค่เสียฟอร์มไปบ้าง ส่วนเรื่องถูกถล่มด่านั้น คนที่(พยายามจะ)รู้ใจกู๋ เอาใจช่วยว่า แกคงชินน่ะ ก็โดนมาตั้งแต่ซื้อลิเวอร์พูล จนถึงเพลงชาติหกเวอร์ชั่นแล้วนี่
ระดับบรรณาธิการของมติชนเคยพูดถึงกู๋ว่า ไม่มีหัวนอนปลายเท้าในวงการนี้ (แล้วจะมาทำหนังสือพิมพ์ได้อย่างไร) ซึ่งถูกใจสะใจกองเชียร์เป็นอันมาก แล้วก็คงคิดกันแบบนี้กระมัง ถึงได้เชื่อว่าการเข้ามา กว้านซื้อหุ้นของกู๋ เป็นเพียงโนมินีของใครคนหนึ่ง-คนนั้น
            คนเรามีหัวนอนมีปลายเท้ากันทุกคน ยิ่งเป็นหัวนอนปลายเท้าของกู๋  ทั้งคนมติชนเอง และแฟนานุแฟนของเครือมติชน ยิ่งต้องทำความรู้จักโดยพลัน
            ผมคงไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกได้ว่ารู้จักหัวนอนปลายเท้ากู๋ แต่ถ้าเราออกไปให้พ้นกระแสข่าวบนสื่อสิ่งพิมพ์ในช่วงที่ผ่านมา จะรู้ว่าหัวนอนปลายเท้าของกู๋นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกมองข้ามหรือหมิ่นแคลน คนในวงการเงินยังมองยังเชื่อว่า ก็แค่ความพยายามแตกขยายธุรกิจธรรมดาๆ ของคนมีเงิน คนในธุรกิจดนตรีและอุตสาหกรรมบันเทิงซึ่งเป็นคู่แข่งแท้ๆ ก็ยังเห็นเป็นการซื้อหุ้นถือหุ้นธรรมดา ไม่น่าจะมีเบื้องหลังเบื้องหน้าอะไร ส่วนแฟนเพลงแกรมมี่ (ซึ่งคนในแกรมมี่เองเรียกว่า สาวก”) ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
            เหล่านี้ ถ้าจะเรียกกันตามภาษานิยมว่า ต้นทุนกู๋ก็มีอยู่พอสมควร อาจไม่เท่าคุณพี่ช้าง ไม่เท่าความเป็นสถาบันของมติชน แต่ก็ไม่น้อยกว่าหลายๆ คนที่ออกมาพูดจาว่ากู๋แรงๆ เป็นอันขาด
            แล้วกู๋เรียกคะแนนตีตื้นได้พอประมาณจากคนที่ไม่อยู่ในกระแส จากคนไม่ศรัทธาหนังสือพิมพ์ เมื่อยอมถอยและขายหุ้นส่วนที่เกิน 20% คืนในราคา(ที่บอกว่า)เท่ากับที่ซื้อมา
            สมมติว่า ถ้ากู๋ทำตัวนิ่งๆ  ไม่ข้องเกี่ยว ไม่แทรกแซง แต่อาจจะขออะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง เป็นการ ส่วนตัวกับใครสักคน บางคน ที่พูดจากันได้ สักพักสาธารณชนก็อาจจะคล้อยตามว่า เออ ไม่เห็นมีอะไรสักหน่อย ตื่นตูมกันไปเองแต่ในขณะเดียวกัน เมื่อราคาหุ้นมติชนถอยกลับไปอยู่ระดับก่อนภาวะ ตื่นตระหนกอาจจะมีคนแอบเก็บหุ้นมติชนในชื่อต่างๆ กัน และในปริมาณที่ไม่ชวนให้สังเกต ส่วนจะทำอะไรต่อไป ใครจะไปรู้?
            เท่าที่เรารู้ก็แค่ว่า เร็คคอร์ดของแกรมมี่นับจากวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นต้นมา สะท้อนถึงการบริหารวิธีที่เรียกกันว่า ทุบโต๊ะจนคนสงสัยว่าไม่เจ็บมือบ้างหรือไร ตัวแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ในเวลานั้น จนถึงจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ในเวลานี้ มีซีอีโอดาวรุ่งที่พุ่งแรงมากของวงการโดนเชือดไปแล้วสองราย จะเป็นเพราะความที่กู๋ไม่ยอม วางมือนิ่งๆ บนโต๊ะหรือเปล่า ก็ไม่อาจทราบได้ (ถ้าอยากรู้โปรดไปถามเลขาธิการ กบข. และผู้ว่าฯ กทม.) ส่วนเร็คคอร์ดการร่วมทุน ซึ่งมีแรงเฉื่อยที่ทำให้เกิดภาวะทุบโต๊ะไม่ลง ก็ไล่ย้อนหลังไปได้ตั้งแต่บะหมี่ยูมี ซึทาญ่า จนถึงต้นอ้อแกรมมี่
            คนที่ไม่อยากเห็นกู๋หรือแกรมมี่เข้ามายุ่มย่ามกับสื่อหนังสือพิมพ์ อาจจะบอกว่าถ้าเป็นอย่างหลังก็เข้าทาง หวังได้ ภาวนาให้เป็นอย่างนั้นได้ แต่ต้องไม่ลืมอีกเหมือนกันว่า กู๋มีทั้งวิธีชักจูง หว่านล้อม และมัดใจคน (ต้องยอมรับว่าคนทำงานกับกู๋ ในแต่ละชั้น แต่ละแขนง มีความสามารถสูงกว่าคู่แข่งในวงการเดียวกัน) แล้วก็อาจมีวิธีที่ทำให้คนเบื่อหน่ายไปเอง (เมื่อถามคุณพี่เขตต์อรัญไม่ได้แล้ว ลองถามเอาจากปรัชญา ปิ่นแก้ว และชาตรี คงสุวรรณดูแล้วกัน)
            สิ่งที่เคยเป็นมาอาจบอกได้บางอย่าง แต่สิ่งที่จะเป็นไปกับมติชน (รวมทั้งบางกอกโพสต์) ต้องรอให้กู๋บอกเอง––คนที่กำหนดหมากเกมได้ ย่อมไม่ใช่คนแพ้แน่นอน
เขียนเข้าข้างกู๋มาตั้งหลายย่อหน้า ทั้งเชื่อด้วยว่าคนอย่างกู๋ไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นแทนใคร และกรณีนี้ไม่ควรเอาไปเทียบเคียงกับกรณีซื้อหุ้นลิเวอร์พูล ที่กู๋อาจจะแค่รับมุขเล่นเป็นเรื่องขำๆ ส่วนจะขำใคร คนที่สงสัยลองถามตัวเองดูจะดีที่สุด)
            กู๋คงตั้งใจซื้อหุ้นมติชนกับบางกอกโพสต์จริงๆ เหมือนที่แถลงปูทางมาก่อนหน้านี้ และเป็นไปได้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งในแผนปฏิบัติการครอบครองและครอบงำสื่ออย่างที่มีหลายคนอธิบาย ซึ่งถ้ามองกันแต่ในแง่การเมืองและการรวบอำนาจ แล้วตัวกู๋เองก็หลุดปากออกมาว่า จะทำหนังสือพิมพ์ให้รัฐบาลอ่านบ้างไม่ได้หรือไง ก็พอมีน้ำหนักอยู่
            แต่เมื่อประเมินในเชิงธุรกิจและผลตอบแทน การกู้เงินธนาคารตั้งมากมายเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นราย ใหญ่ในมติชนและบางกอกโพสต์ ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐานที่จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ และจีเอ็มเอ็มมีเดียทำได้ ไม่น่าจะใช่วิสัยของคนอย่างกู๋ซึ่งน่าจะมีเป้าหมายหรือประโยชน์ต่างตอบแทนมากกว่านั้น
            คนประเภทที่ใครคนหนึ่งกล่าวหาว่า ชอบจินตนาการได้ลองเอาชิ้นส่วนที่กระจายกันมาจากคนละทาง มาต่อรวมเป็นภาพ ซึ่งยังไม่ครบสมบูรณ์ แต่นึกเค้าลางเอาว่า ภาพอาจจะออกมาอย่างนี้:
            ข้าราชการประจำระดับสูงในสำนักนายกฯ พูดในที่ประชุมหน่วยงานในสังกัด ว่าอาจจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เพราะจะมีการปรับโครงสร้างโยกย้ายหลายหน่วยงานไปสังกัดอื่น ก่อนหน้านั้น มีข่าวหลายครั้งว่าจะรวมรัฐวิสาหกิจที่แยกกันขึ้นต่อกระทรวงต่างๆ มารวมกันภายใต้โฮลดิ้งรัฐวิสาหกิจที่จะจัดตั้งขึ้นภายใต้กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งโดยนัยเท่ากับเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ การก่อตั้งรัฐวิสาหกิจทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ภายใต้กรอบของการแสวงหาผลกำไร รัฐมนตรีดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ก็พูดถึงการแยกสถานีวิทยุโทรทัศน์กรมประชาฯ ออกจากโครงสร้างระบบราชการมาเป็นหน่วยงานพิเศษที่ต้องหารายได้เลี้ยงตัวเอง หาเอกชนที่เป็นมืออาชีพมาร่วมทุนและ/หรือบริหาร แล้วกู๋ก็พูดชัดเจนว่าเป้าหมายต่อไปของจีเอ็มเอ็มมีเดียคือ มีทีวีเองสักช่อง
            ในจินตนาการของผม ปรากฏฉากทัศน์ที่ช่อง 11 ถูกแยกออกมาจากกรมประชาสัมพันธ์ แล้วจีเอ็มเอ็มมีเดียได้รับเลือกในฐานะผู้มีความสามารถและคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาร่วมทุนร่วมบริหาร
            โดยที่มติชนและบางกอกโพสต์เป็นชิ้นส่วนที่เข้ามาเติมให้แกรมมี่มีภาพความเป็นมืออาชีพ อย่างครบถ้วนรอบด้าน ไม่ใช่แค่สื่อบันเทิง
มีคนไม่กี่ประเภทที่ต้องการยึดกุมและครอบงำทุกสิ่งทุกอย่าง ประเภทแรกคือกลุ่มคนบ้า คนวิกลจริต คนป่วย(ทางจิต) ประเภทที่สองคือกลุ่มที่มีความทะยานอยากเกินเกณฑ์ความมักใหญ่ใฝ่สูงและทะเยอทะยานในคนปกติ ซึ่งทิวานิยามกลุ่มอาการนี้ว่าเป็น คนโลภ”* (ตามชื่อเพลงที่คนอ่าน "สีสัน" น่าจะได้ฟังกันแล้ว) แต่ยังไม่ได้แยกแยะว่า เป็นเพราะพ่อแม่สั่งสอนชี้วิธีการ หรือเป็นสันดานที่ติดตัวเฉพาะตน
            คนโลภยึดกุมและครอบงำสรรพสิ่งด้วยการใช้อำนาจ แสดงอำนาจ และนำไปสู่อำนาจที่มากขึ้น อำนาจในภาษาการเมืองอาจพูดกันถึงอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ในทางธุรกิจอาจหมายถึงอำนาจทุน อำนาจครอบงำตลาด รวมไปถึงอำนาจของเครือข่ายพันธมิตรและสายสัมพันธ์ทางการเมือง ฯลฯ แต่ภาษาเพลงแบบวอร์เร็น ซีวอน รวบยอดเอาไว้ในสามคำที่ประกอบกันเป็นชื่อเพลง “Lawyers, Guns And Money”** ––สามอย่างนี้ก็พอแล้วที่จะยึดกุมสภาพทุกอย่างได้
            วอร์เร็นไม่ได้นึกถึงมีเดีย เพราะในสังคมของเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะไปครอบงำบงการสื่อ และสื่อเองก็ไม่สามารถแสดงอิทธิพลครอบงำสังคมได้ง่ายๆ ถ้าไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง นักข่าวเล็กๆ สองคนของวอชิงตันโพสต์อาจจะมีส่วนสำคัญในการทำให้ประธาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จำใจเดินออกจากทำเนียบขาว แต่คนดังแห่งวงการทีวีอย่างแดน ราเธอร์ ต้องเกษียณตัวเองก่อนกำหนดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการรายงานเรื่องที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานาธิบดีบุชสมัยรับราชการทหาร
            การยึดครองสื่อจึงอาจจะไม่ได้อยู่ในแผนการของคนบางคนมาก่อนก็จริง แต่เมื่อคุณสมบัติพิเศษในการล่อลวงและจูงใจคนเริ่มขาดความน่าเชื่อถือ สื่อวิทยุโทรทัศน์ที่มีในมือและในกำมือไม่พอที่จะช่วย กลบเกลื่อนความเน่าเหม็นจากของเสียที่มีปริมาณเป็นสัดส่วนกับความตะกละตะกลามประสาคนโลภ อำนาจของสื่อหนังสือพิมพ์ที่พยายามรายงานลึกลงไปให้มากกว่าภาพที่ได้เห็นทางจอทีวีและเสียงที่ได้ยินทางวิทยุ จึงเป็นอีกเป้าหมายที่ต้องถูกรวบเอาไว้ให้เบ็ดเสร็จ
            ในเพลงของวอร์เร็น เขาเปรียบเปรยสถานการณ์ที่ต้องเรียกให้ส่งทนาย อาวุธ(หรือทหาร) และเงิน เข้าไปเคลียร์ ด้วยประโยคที่ว่า “The shit has hit the fan” แล้วถ้าต้องเพิ่ม Media เข้าไปช่วยกลบปิดข่าวอีกอย่าง ลองนึกภาพดูกันเองแล้วกันว่ามันจะ เละขนาดไหน
            ปล่อยไว้นานไปจะ กวาดล้างกันไหวหรือเปล่า
#
29 กันยายน 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548)

*ฟังเพลง   คนโลภ ได้จากลิงก์นี้ >>
**ฟังเพลง   Lawyers, Guns And Money ได้จากลิงก์นี้ >>

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ระหว่างเวลาที่เรามาถึงและเวลาที่เราจากไป

ในวันต้นๆ ของการแต่งดำ
ผมนึกถึงงานที่เคยเขียนไว้ 
เกี่ยวกับ การดำรงอยู่และจากไป

royalty-free image from dreamstime.com

ท่าทีของมูฮัมหมัด อาลี ต่อวันเวลาของชีวิตที่ต้องเผชิญกับโรคพาร์กินสัน ไม่ต่างจากท่าทีของมอร์รี ชวาร์ตซ์ ต่อวันเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่โรค ALS (ภาวะการสลายตัวของเซลล์ประสาทที่สั่งการและควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ) จะพรากไป
         อาลีบอกว่าผมตื่นขึ้นมาทุกวันด้วยความพยายามจะมีชีวิตที่เต็มเปี่ยม เพราะแต่ละวันคือของขวัญที่พระเจ้าประทานมามอร์รีก็เอ่ยถึงคติทางพุทธ ที่ให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า วันนี้จะเป็นวันตายของเราหรือเปล่า เราพร้อมไหม เราได้ทำทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำหรือยัง เราได้เป็นคนแบบที่เราอยากจะเป็นหรือไม่
         อาลีจึงยังคงไปร่วมในงาน-พิธีการสำคัญ ที่เพียงการปรากฏตัวของเขาก็มีความหมายเหนือคำพูดและการแสดงออกใดๆ ยังคงเซ็นชื่อให้กับทุกคนที่ชื่นชมศรัทธา ด้วยมือที่ขยับได้ช้าและยากเย็น มอร์รีก็เลือกที่จะใช้ช่วงชีวิตที่เหลือด้วยเจตจำนงของคนที่เป็นครูจนวาระสุดท้าย ด้วยการสอนให้คนรอบข้าง และใครก็ตามที่พร้อมรับสารที่เขาสื่อ ได้เรียนรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ โดยการเรียนรู้จากความตาย ผ่านชีวิตและมุมมองของคนที่กำลังจะตาย...ตัวเขาเอง

ความตาย ในทัศนะของสังคมสมัยใหม่ ถูกแยกห่างออกจากการมีชีวิตมากขึ้นทุกที ห่างแม้กระทั่งคนที่อยากจะตายก็ไม่อาจตายได้ เช่นในกรณีของแวงซองต์ เอิงแบรต์ เด็กหนุ่มชาวฝรั่งเศส ผู้สูญเสียการมองเห็น ความสามารถในการพูด และการเคลื่อนไหวทั้งมวล หลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เหลือเพียงสติรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง กับแรงกดของนิ้วหัวแม่มือที่จะสื่อสารกับผู้อื่น เขาขอใช้สิทธิ์ที่จะตายไปจากความทุกข์ทรมาน แต่ไม่มีใครช่วยเขาได้ แม้กระทั่งประธานาธิบดีที่เขาเชื่อว่ามีอำนาจสูงสุดในประเทศ เพราะความต้องการของเขาขัดต่อกฎหมาย
         ในที่สุด แม่คือผู้ที่ให้สิทธิ์นั้นแก่เขา ด้วยความรักที่มีต่อลูก และต้องแลกกับการถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตาย
         กรณีของคนอย่างแวงซองต์ กับคนอย่างอาลี อย่างมอร์รี อาจเป็นเหมือนคนละด้านของการเผชิญกับความตาย แต่มีจุดร่วมกันที่เจตจำนงของคนเป็นเจ้าของชีวิต แวงซองต์เรียกหาสิทธิ์ที่จะจบชีวิตตัวเองเมื่อการอยู่ต่อไปรังแต่จะเป็นภาระแก่ผู้อื่น มอร์รีเลือกที่จะใช้เวลาสองปีที่เหลืออย่างมีความหมายที่สุด เขาได้แสดงให้เห็นว่า กำลังจะตายต่างความหมายกับ ไร้ประโยชน์เพราะในขณะที่ความเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทค่อยๆ ทำลายชีวิตของเขาทางกายภาพ ความคิดจิตใจของเขายังคงแจ่มกระจ่างจวบจนลมหายใจสุดท้าย
         ศาสตราจารย์มอร์รียังคงไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแบรนเดอิส เช่นเดียวกับที่เขาทำมาตลอดเวลาเกือบสี่สิบปี จนกระทั่งไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านไปสอนได้อีกต่อไป ยังคงเชื้อเชิญญาติ มิตร และศิษย์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันที่บ้าน ตั้งกลุ่มสนทนาเรื่องความตายและความหมายของชีวิต ยังคงยินดีรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาแก่ทุกคนที่ต้องการ เขียนสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น คติพจน์ของการดำรงชีวิต เปิดบ้านให้รายการทีวีได้ถ่ายทอดทัศนะต่อชีวิตและท่าทีต่อความตายไปสู่การใคร่ครวญใหม่ ของคนนับล้าน
         ประโยคที่มีชื่อเสียงของมอร์รีคือ “once you learn how to die, you learn how to live” มอร์รีเชื่อว่า การได้เผชิญหน้าและเรียนรู้ความตายจะทำให้เราสามารถฉีกเปลือกนอกของการใช้ชีวิตแบบคนครึ่งหลับครึ่งตื่น มองเห็นแกนในที่เป็นความหมายแท้จริงของการมีชีวิตอยู่อย่างมีสติสำนึก เขาจึงใช้ช่วงชีวิตตัวเองขณะที่เดินบนสะพานสุดท้ายที่ทอดข้ามไปสู่ความตาย เป็นตัวอย่างประกอบการเรียนรู้ พร้อมกับบรรยายทุกก้าวย่างของเขาด้วยตัวเอง
         มอร์รีบอกว่า ความตายเป็นธรรมชาติ ปัญหาคือคนเราในยุคนี้ไม่ได้มองตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว เราคิดว่าเพราะเราเป็นมนุษย์ เราจึงอยู่เหนือธรรมชาติ และพยายามปฏิเสธกฎธรรมชาติแห่งการก่อเกิดและสิ้นสูญของสรรพสิ่ง เขาบอกว่าแม้ทุกคนรู้ว่าวันหนึ่งจะต้องตาย แต่ก็พยายามปฏิเสธมัน หากเรายอมรับความตายได้ เราจะทำสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เคยทำ
         กับอีกคติหนึ่งที่สั้นและตรงกว่า ถ้าเรายอมรับว่าเราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ เราจะไม่ทะยานอยาก มากเท่าที่เราเป็นอยู่
วอร์เร็น ซีวอนก็ไม่มีความทะยานอยากอะไรนัก เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออกเกิดจากมะเร็งในเซลล์บุผิวของเยื่อหุ้มปอด และบอกว่าเวลาของเขาเหลืออยู่ประมาณสามเดือน
         วอร์เร็นเพียงแต่อยากจะทำอัลบัมใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นให้เสร็จ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับผู้คนที่เขารัก หวังว่าจะทันได้เห็นหลานตาคนแรก และแสวงหาความรื่นรมย์เล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นดูหนังเจมส์ บอนด์ตอนใหม่ เขาได้ทำทุกอย่าง และทำได้มากกว่าที่ต้องการ กับเวลาที่ได้เพิ่มมาจากที่หมอบอกอีกเก้าเดือน
         วอร์เร็นไปออกรายการโทรทัศน์ของเดวิด เล็ตเทอร์แมน เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาและความตายที่กรายใกล้  ทำให้การตายเป็นสิ่งสามัญประจำวันด้วยการเปิดบ้านให้สถานีเคเบิลทีวี VH1 ตั้งกล้องถ่ายทอดภาพชีวิตของเขาไปจนกว่าวันสุดท้ายจะมาถึง และทันได้เห็นอัลบัมสุดท้ายในชีวิตเสร็จออกมาวางขาย
         ‘The Wind’ อาจจะไม่ใช่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ อาจจะไม่ใช่อัลบัมที่ดีที่สุดของวอร์เร็น แต่เป็นการ กล่าวคำร่่ำลากับทุกคนอย่างงดงาม เขาทบทวนถึงช่วงชีวิตที่เหลวไหลของตัวเองในเพลง ‘Dirty Life And Times’ เล่าถึงเวลานาทีที่เหลือสั้นและมืดหม่นลงทุกทีในเพลง ‘Knockin’ On Heaven’s Door’ และได้แสดงความปรารถนาสุดท้ายด้วยความหวังเล็กๆ ว่าเขาจะยังอยู่ในใจใครบางคนแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ก็ยังดี ด้วยเพลง Keep Me In You Heart
ในแง่หนึ่ง คนอย่างวอร์เร็น คนอย่างมอร์รี อาจจะโชคดีกว่าคนอีกมากที่ได้รู้ล่วงหน้าว่าวันเวลาในชีวิตเหลืออยู่ไม่มากแล้ว และสามารถกำหนดท่าทีต่อความตาย ต่อการใช้เวลาที่เหลือได้ดังใจปรารถนา
         เช่นเดียวกัน สำหรับผู้ที่ชีวิตเคยพลัดเฉียดกับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าความตายมาครั้งหนึ่ง และยังคงรำลึกได้ว่าในเสี้ยวนาทีที่ห้อยแขวนอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย มีเพียงชะตากรรมเท่านั้นที่ตัดสินว่าจะส่งเราไปยังฝั่งไหน ก็อาจมีมุมมองต่อชีวิต ต่อโลก ที่เปลี่ยนไป และทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม
         แต่เราคงไม่จำเป็นต้องรอให้ได้แตะเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการมีชีวิตและสิ้นสุด ด้วยตัวเองเสียก่อนจึงตระหนักได้ว่าเวลาแต่ละวันที่ทอดต่อมานับจากนั้น ล้วนเป็นกำไรชีวิตที่ควรใช้ให้สมคุณค่าและเต็มความหมายอย่างไร
         ในวันเวลาที่ร้าวรานกับชีวิตที่มัวหม่น แจ็คสัน บราวน์เคยเขียนถึงความหมายของการมีชีวิตไว้อย่างงดงามในเพลง ‘For A Dancer’ ที่เปรียบย่างก้าวของชีวิตกับจังหวะการเต้นรำ ไม่ว่าชะตากรรมจะเลือกเล่นเพลงอะไร คนเราก็ยังสามารถเริงรำเพื่อลบล้างความโศกศัลย์และขับขานเพลงนั้นด้วยเสียงอันเบิกบาน
         แจ็คสันบอกว่าเราอาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักเต้นรำ แต่เราสามารถเรียนรู้จากจังหวะและท่วงท่าของทุกคนที่เราได้เห็น จนกระทั่งกลายเป็นจังหวะและท่วงท่าของเราเอง อีกนัยหนึ่ง แจ็คสันบอกว่าเราต่าง เติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์ที่ผู้อื่นได้หว่านไว้ / มุ่งไปข้างหน้าและหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ของคุณเอง / และระหว่างเวลาที่คุณมาถึง / กับเวลาที่คุณจากไป / ก็จะวางไว้ซึ่งเหตุผลของการมีชีวิต / แม้คุณอาจจะไม่รู้
         มอร์รีอาจจะเคยฟังหรือไม่เคยฟังเพลงนี้ แต่ถ้าถามเขาว่าเมล็ดพันธุ์อะไรที่คนเราควรเพาะหว่านไว้ให้คนอื่นต่อไป เขาคงตอบได้ทันทีว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ความปรารถนาดี และการสนับสนุนพึ่งพากัน เพราะชีวิตของคนเราไม่เคยอยู่รอดได้ด้วยตัวเองลำพัง นับจากวันแรกที่เกิดมาจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต
         เมล็ดพันธุ์เช่นนี้ยังทำให้ความตายของมนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น มอร์รีบอกว่า ตราบเท่าที่เรามีความรักต่อกัน และยังคงจดจำความรู้สึกแห่งรักที่เรามี เราจะตายไปโดยไม่ได้ตายจากกัน ความรักที่เราสร้างไว้จะยังคงอยู่ ความทรงจำจะยังคงอยู่ เรายังมีชีวิตอยู่ในใจคนทุกคนที่เราเคยสัมผัสเคยเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกัน
         ความตายยุติชีวิต แต่ไม่อาจยุติความสัมพันธ์
#

Rhymes to learn

  • เวลาในชีวิตและความคิดของมอร์รี ชวาร์ตช์ บันทึกไว้อย่างน่าประทับใจโดยลูกศิษย์ของเขามิตช์ อัลบอม ในหนังสือ ‘Tuesdays With Morrie’ (1997) ซึ่งมีผู้แปลเป็นไทยไว้ในชื่อวันอังคารกับครูมอร์รีแต่หลายคนแนะนำตรงกันว่า การอ่านจากต้นฉบับ (ซึ่งอ่านไม่ยาก) จะดูดซับความรู้สึกดีๆ ได้ชุ่มเต็มมากกว่า ส่วนงานเขียนของมอร์รีเองคือ ‘Morrie In His Own Words’ (1996) เป็นคติพจน์ที่จัดหมวดหมู่และมีคำอธิบายเพิ่มเติมไว้สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาความคิดของเขาให้ลึกขึ้น
  • เรื่องของแวงซองต์ เอิงแบรต์ เรียบเรียงผ่านการสื่อสารด้วยนิ้วหัวแม่มือกดเลือกพยัญชนะทีละตัว ผสมเป็นคำ และต่อกันเป็นประโยค โดยเฟรเดริก แวยล์ ในชื่อ ‘Je vous demande le droit de mourir’ (I Ask For The Right To Die) แปลเป็นไทยโดยวาสนา สุนทรปุระ ในชื่อ ผมขอใช้สิทธิ์ที่จะตาย’ (2547)
  • งานเพลงของวอร์เร็น ซีวอนเป็นงานที่ขายอยู่ในวงจำกัด และค่อนข้างหายากในประเทศของเรา รวมทั้งอัลบัม ‘The Wind’ (2003) นี้ด้วย แต่แนวเพลงเฉพาะตัวของวอร์เร็นเป็นที่ยอมรับของศิลปินแถวหน้าอย่างบ็อบ ดีแลน, นีล ยัง, แจ็คสัน บราวน์, บรูซ สปริงสทีน และอยู่ในใจแฟนเพลงที่เหนียวแน่นของเขาเสมอมา
  • เพลง ‘For A Dancer’ อยู่ในอัลบัม ‘Late For The Sky’ (1974) ที่ได้รับการยกย่องให้้เป็นอัลบัมยอดเยี่ยมและงดงามที่สุดในยุคแรกของแจ็ค สัน บราวน์ ส่งให้เขากลายเป็นกวีร็อคแถวหน้าของวงการดนตรียุค 1970

#
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2548)