วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Jobsless



Credit: Fortune Magazine
วันที่ สตีฟ จ็อบส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิ้ล นั่นหมายความว่าเขาได้พิสูจน์ตัวจนสาแก่ใจตัวเองแล้ว
            ผมเขียนอย่างนั้น เพราะโลกเทคโนโลยี โลกธุรกิจ รวมถึงโลกของผู้บริโภค ล้วนไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถ – หรือที่บางคนยืนยันว่าเป็น “อัจฉริยภาพ” – ของ สตีฟ จ็อบส์ มานานแล้ว บ้างก็เมื่อ สตีฟ จ็อบส์ กลับมาฟื้นชีวิตแอปเปิ้ลด้วย iMac ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ บ้างก็เมื่อ สตีฟ จ็อบส์ ได้ส่ง iPod ออกมาเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงของคนทั้งโลก และบ้างก็เมื่อได้สัมผัสและหลงใหลในโทรศัพท์ฉลาดๆ ที่มีชื่อว่า iPhone
            ปมเงื่อนใดๆ อันอาจจะเหลืออยู่หลังจากนั้น ก็คงมีแต่ปมในใจของเขาเองที่ต้องคลายให้แล้วใจตัวเองเท่านั้น
สตีฟ จ็อบส์ รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนตั้งแต่ปี 2003 แต่เข้ารับการผ่าตัดในปีต่อมา เจ็ดปีนับจากนั้นมีข่าวลือเกี่ยวกับสุขภาพของเขาออกมามากมายถึงขั้นที่สำนักข่าวใหญ่แห่งหนึ่งเคยเตรียมข่าวการเสียชีวิตของเขารอไว้เสร็จสรรพ
            ช่วงที่สตีฟลาพักยาวๆ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2009 โดยมีคำอธิบายว่า ปัญหาสุขภาพของเขาซับซ้อนกว่าที่คิด และเข้ารับการปลูกถ่ายตับในช่วงเดียวกัน ก็เป็นช่วงที่คาดการณ์กันว่าเขาน่าจะวางมือจริงๆ เสียที แต่ก็ไม่ใช่ สตีฟกลับมาทำงานอีกปีครึ่ง ก่อนประกาศลาหยุดยาวอีกครั้งช่วงต้นปีนี้
            ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ยังได้เห็น สตีฟ จ็อบส์ ในงานเปิดตัว iPad 2 เมื่อเดือนมีนาคม และแนะนำบริการ iCloud ด้วยตัวเอง ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
            มองในแง่หนึ่ง สตีฟ จ็อบส์ ได้ดำรงตนเหมือนกับเรื่องที่เขาเล่าในการแสดงปาฐกถาเลื่องชื่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมื่อปี 2005 ว่าคติที่เขาอ่านพบตอนอายุ 17 สอนให้เขาใช้ชีวิตแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายของชีวิต คตินี้ช่วยให้เขาเลือก ทำ และละวางสิ่งซึ่งจะไม่มีความหมายอะไร หากวันรุ่งขึ้นเราไม่มีชีวิตอีกต่อไป และเขาก็บอกกับบัณฑิตใหม่ในที่นั้นว่า เวลาของทุกคนมีจำกัด อย่ามีชีวิตเปลืองเปล่าไปกับความคิดคาดหวังของคนอื่น อย่าให้เสียงของคนอื่นมากลบเสียงภายในของเรา
            แต่ในอีกแง่หนึ่ง 24 สิงหาคม 2011 วันที่เขาประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของแอปเปิ้ล อย่างเป็นทางการ เป็น 5 วันหลังจากที่มาร์เก็ตแคปหรือมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดของแอปเปิ้ลพุ่งแตะหลัก 340,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ามูลค่ารวมของหุ้นกลุ่มธนาคารในยูโรโซนจำนวน 32 แห่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่อสองเดือนก่อนนั้น มูลค่าของแอปเปิ้ลในตลาดหุ้นแซงมูลค่าของไมโครซอฟต์และอินเทลรวมกันไปเรียบร้อย
            ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สาสมใจ สตีฟ จ็อบส์ มากที่สุด
เมื่อปี 1997 ตอนที่ สตีฟ จ็อบส์ เพิ่งกลับมากอบกู้สถานะของแอปเปิ้ลใหม่ๆ และ iMac ยังไม่ได้แสดงอานุภาพ มีคนถาม ไมเคิล เดลล์ ซีอีโอของ เดลล์ คอมพิวเตอร์ ในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่า เขาจะทำอะไรอย่างไรถ้าเป็นเจ้าของบริษัทที่กำลังดิ้นรนอยู่ในภาวะขาดทุนอย่างแอปเปิ้ล
            ไมเคิลตอบว่า “ผมจะปิดบริษัทและคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น”
            ที่จริง คำตอบของไมเคิล เดลล์ อาจถือได้ว่าเป็นเพียงการโต้ตอบคำวิจารณ์ของ สตีฟ จ็อบส์ ที่เป็นฝ่ายเปิดฉากวิวาทะก่อนว่า “เดลล์ทำเป็นแค่กล่องสีเบจที่ปราศจากนวัตกรรมโดยสิ้นเชิง” แต่ใครจะเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป 9 ปี และมูลค่าในตลาดหุ้นของแอปเปิ้ลพุ่งขึ้นไปแซงเดลล์ได้สำเร็จ จะมีอีเมล์ลงชื่อ สตีฟ ส่งถึงพนักงานแอปเปิ้ล ใจความตอนหนึ่งว่า “เห็นได้ว่า ไมเคิล เดลล์ ใช้ไม่ได้ในเรื่องทำนายอนาคต ตามราคาหุ้นที่ปิดวันนี้ แอปเปิ้ลมีมูลค่ามากกว่าเดลล์ หุ้นอาจจะขึ้นหรือลงได้ตลอดเวลา และทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปได้ในวันพรุ่งนี้ แต่ผมคิดว่ามันควรค่าที่เราจะพูดถึงเรื่องนี้กันสักหน่อยในวันนี้”
            บนฐานคิดของกรณี ไมเคิล เดลล์ นี้เอง ที่น่าสนใจว่า สตีฟ จ็อบส์ รู้สึกอย่างไรกับ บิลล์ เกตส์ และไมโครซอฟต์?
ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้คำตอบนี้มากไปกว่าที่ได้เห็นจากฉากหน้าของการแข่งขันและท้าทายกันระหว่างสองบริษัท สองระบบปฏิบัติการ ซึ่งต่างได้ช่วยกันปฏิวัติยุคสมัยด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC)
            สตีฟ จ็อบส์ กับแอปเปิ้ลเริ่มต้นก่อนในปี 1977 ด้วยเครื่องรุ่น Apple II ที่น่าตื่นตาสำหรับยุคนั้น ตอนที่แอปเปิ้ลเปิดตัวเครื่องนี้ในงานคอมพ์ที่ซาน ฟรานซิสโก บิลล์ เกตส์ ซึ่งก่อตั้งไมโครซอฟต์แล้วและรับงานเขียนซอฟต์แวร์ให้หลายบริษัท แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ได้พยายามแนะนำตัวกับสตีฟ แต่ว่ากันว่า สตีฟไม่ได้แยแสสนใจเด็กหนุ่มท่าทางเนิร์ดๆ ที่เกิดร่วมปีกับเขา
            บิลล์ เกตส์ เริ่มก้าวที่ประสบความสำเร็จจริงๆ กับการเขียนระบบปฏิบัติการให้คอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม ในปี 1980 เขาได้ค่าเขียนสิ่งที่เรียกกันว่า PC DOS มา 50,000 ดอลลาร์ แต่ที่สำคัญกว่าคือลิขสิทธิ์ของระบบปฏิบัติการอยู่ในมือบิลล์ เขาแน่ใจว่าผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายอื่นจะต้องเลียนแบบไอบีเอ็ม ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัย MS-DOS ของเขา จากนั้นไมโครซอฟต์ก็เติบโตมาเป็นลำดับ
            แอปเปิ้ลก้าวไกลไปอีกขั้นกับเครื่อง Macintosh ในปี 1984 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลด้วย GUI (Graphic User Intereface) ที่ได้มาจากนวัตกรรมที่ถูกมองข้ามของ
ซีร็อกซ์ ปีถัดมา–ด้วยไลเซนส์จากแอปเปิ้ล ไมโครซอฟต์ปรับโฉม MS-DOS เข้าสู่ยุค GUI บ้าง ภายใต้ชื่อ Windows 1.0 ในขณะที่ซอฟท์แวร์ชุดใช้งานในชื่อ Microsoft Works ซึ่งประกอบด้วยเวิร์ดโพรเซสเซอร์ สเปรดชีต และดาต้าเบส ก็เริ่มแนะนำตัวสู่ตลาดผู้ใช้ผ่านทางเครื่อง Macintosh
            ยุคถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างแอปเปิ้ลกับไมโครซอฟต์ยุติลงด้วยคดีความในปี 1988 เมื่อไมโครซอฟต์พัฒนา Windows 2.0 ออกมาเขย่าความล้ำหน้าในเชิงกราฟิคของ Macintosh ซึ่งทำให้แอปเปิ้ลยื่นฟ้องว่าไมโครซอฟต์ละเมิดลิขสิทธิ์ คดียืดเยื้ออยู่ 4 ปี ก่อนจบลงด้วยศาลสั่งยกฟ้อง แต่นั่นก็เป็นช่วงหลังจากที่สตีฟ จ็อบส์ ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง (ปี 1985) และแอปเปิ้ลกำลังดิ้นรนหาทางอยู่รอดในยุคที่ไมโครซอฟต์กำลังเติบโตขึ้นมาสวนทางกัน
            แม้จะไม่ใช่คู่ความกันโดยตรง แต่ไมโครซอฟต์ –  เช่นเดียวกับคู่แข่งอื่น – ถูกสตีฟวิจารณ์เสมอว่า “ขาดความคิดสร้างสรรค์” ครั้งหนึ่งเขาให้สัมภาษณ์ทางรายการทีวีว่า “ปัญหาเดียวของไมโครซอฟต์คือพวกเขาไม่มีรสนิยม พวกเขาไร้รสนิยมโดยสิ้นเชิง และผมไม่ได้หมายถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรอกนะ ผมหมายถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่น พวกเขาไม่เคยมีความคิดที่แท้จริงเป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาขาดคุณค่าทางวัฒนธรรม” แต่หลังจากนั้นก็เป็นที่รู้กันว่าสตีฟโทรไปขอโทษบิลล์ เขาบอกว่าแม้เขาจะเชื่อในทุกคำที่พูด แต่เขาก็รู้สึกตัวว่าไม่ควรพูดต่อสาธารณชน
            อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สตีฟ จ็อบส์ต้องไปบุกเบิกใหม่กับเน็กซ์ท และพิกซาร์ ไมโครซอฟต์ก็เติบโตแซงหน้าแอปเปิ้ลไปอย่างรวดเร็ว ปี 1987 บิลล์ เกตส์ ในวัย 32 ได้ชื่อว่าเป็น “Youngest self-made billionaire” และไต่อันดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งกลายเป็นคนรวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ 13 ปีซ้อน ในช่วงปี 1995-2007
            ถ้าสตีฟจะรู้สึกริษยาในความมั่งคั่งและความสำเร็จของบิลล์ เกตส์ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เขาคงไม่เห็นบิลล์ เกตส์ เป็นศัตรู ปีที่สตีฟกลับไปกอบกู้แอปเปิ้ล และยังไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำอะไรได้ (หลายคนคิดเหมือนไมเคิล เดลล์) แต่บิลล์ เกตส์ อนุมัติให้ไมโครซอฟต์ซื้อหุ้นแอปเปิ้ลแบบไม่มีสิทธิ์โหวต มูลค่า 150 ล้านเหรียญ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะพัฒนาซอฟต์แวร์ชุด Microsoft Office สำหรับผู้ใช้แม็คต่อไป ในขณะที่ข้อแลกเปลี่ยนมีเพียงแค่ Internet Explorer จะเป็นบราวเซอร์ที่ติดมากับเครื่องแม็ค การสนับสนุนของบิลล์ แม้ว่าในเวลาอีกไม่นานนักจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ายิ่งสำหรับไมโครซอฟต์ แต่ ณ เวลานั้น ความเชื่อมั่นมีค่าเหนือทุกอย่าง และเป็นความเชื่อมั่นของบิลล์ เกตส์นั่นเองที่ช่วยให้สตีฟ จ็อบส์ได้ผาดโผนไปกับแนวคิด Think Different โดยไม่ต้องห่วงหลัง
            แอปเปิ้ลประสบความสำเร็จมาเป็นลำดับ นับจาก iMac ในปี 1998 ซึ่งเป็นเครื่องแม็คที่ขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แอปเปิ้ลฟื้นและเติบโตอย่างน่าทึ่ง แม้ในโลกของ PC เครื่อง Macintosh จะยังไม่สามารถโจมตีป้อมปราการอันแข็งแรงของพันธมิตร Wintel – ซึ่งหมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟต์และบนไมโครโพรเซสเซอร์ของอินเทล แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของสตีฟอยู่ที่นวัตกรรมในรูปของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่สร้างระบบนิเวศใหม่ของตัวเองขึ้นมารองรับ และครอบครองเป็นอาณาจักรของตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ
            iPod เป็นโมเดลที่สมบูรณ์แบบ ก่อนหน้านั้นโลกรู้จักไฟล์เพลงสกุล mp3 ธุรกิจดนตรีปวดเศียรเวียนเกล้ากับการละเมิด แอปเปิ้ลสร้าง iPod เครื่องเล่นเพลงคุณภาพดีออกมาพร้อมซอฟท์แวร์ iTune ที่ใช้ในจัดการไฟล์เพลงเบ็ดเสร็จ และเปิดไปสู่การซื้อขายเพลงที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องจากต้นสังกัด
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรหยุด สตีฟ จ็อบส์ และแอปเปิ้ล ได้อีกต่อไป ในยุคสมัยที่เริ่มเรียกกันว่า “ยุคหลัง PC”
แม้สตีฟ จ็อบส์จะเริ่มปี 2011 ด้วยการลาพักยาวอีกครั้งเพื่อดูแลสุขภาพ แต่นี่ก็เป็นปีที่ดีที่สุดของเขา
            ตามข้อมูลของ Fortune 500 ปีล่าสุด แอปเปิ้ลติดอันดับที่ 35 มีรายได้ 65,225 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปี 2009 ถึง 78.5% แซงไมโครซอฟต์ซึ่งอยู่ที่อันดับ 38 แม้รายได้จะไม่ห่างกันมากนัก แต่มูลค่าหุ้นของแอปเปิ้ลในตลาดสูงกว่าไมโครซอฟต์ไปตั้งแต่ช่วงกลางปีก่อน และในขณะที่มูลค่าของไมโครซอฟต์ยังมีแนวโน้มลดลง มูลค่าของแอปเปิ้ลกลับร้อนแรงไม่หยุด จนในที่สุดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 รองจากเอ็กซอนเท่านั้น
            ภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนก็คือ ภายใต้การเสริมทัพของผลิตภัณฑ์อย่าง iPhone และ iPad แอปเปิ้ลเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นสูงกว่าไมโครซอฟต์ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ เท่ากับมูลค่าไมโครซอฟต์รวมกับอินเทล หรือไมโครซอฟต์รวมกับเอชพีและเดลล์ ก็ยังน้อยกว่าแอปเปิ้ลบริษัทเดียว
            ดังนั้นเอง นอกเหนือไปจากเหตุผลที่ว่าเขาสามารถวางใจให้คนอย่างทิมโอธี คุก เป็นผู้นำแอปเปิ้ลในยุคต่อไป นอกเหนือไปจากเหตุผลที่เขามีคนอย่าง โจเอล โพโดลนี จากเยล มาดูแลโครงการ Apple University ที่พร้อมจะถ่ายทอดแนวคิด-บทเรียน-ประสบการณ์ของเขาทั้งหมดให้กับคนของแอปเปิ้ลรุ่นต่อไปได้เรียนรู้ และนอกเหนือไปจากเหตุผลเขามีคนกลุ่มที่เรียกกันว่า Top 100 ที่พร้อมจะทำงานเป็นทีมเดียว
            อีกเหตุผลที่สตีฟ จ็อบส์ สามารถวางมือได้อย่างปลอดโปร่งจริงๆ ก็เพราะเขาได้นำแอปเปิ้ลมาสู่จุดสูงสุด โดยไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์ ไม่มีเงื่อนปมใดให้ต้องคลาย   
#
5 กันยายน 2554
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2554)

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

สิ้นสุดที่ไหน?


เรื่องนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน?”
            คำถามทำนองนี้ผุดเกิดขึ้นเสมอ ในความทุกข์ที่เกินทน ในการรอคอยที่ยาวนาน ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง แม้แต่ในความฉ้อฉลหลอกลวงที่ไม่สิ้นสุด
            ในผลงานเลื่องชื่อของ ดร.ภวานี ภัฏฏาจารย์ เรื่อง คนขี่เสือจันทรเลขาตั้งคำถามนี้กับกาโลผู้เป็นพ่อ ในวันที่ชีวิตของทั้งสองพลิกผ่านจากความยากเข็ญไปสู่ความมั่งคั่งและได้รับการเคารพนบนอบ คำถามของเธอไม่ได้มาจากความกริ่งเกรงว่าวันเวลาที่ยิ่งกว่าฝันจะมอดมลายไป แต่เพราะ ในอกของลูกหนักอึ้งอยู่ด้วยความเท็จ
กาโลที่แท้เป็นคนดีงาม เขาเป็นช่างเหล็กฝีมือดีที่สุดแห่งเมืองฌรนา แคว้นเบงกอล ภรรยาของเขาเสียชีวิตหลังจากคลอดจันทรเลขาผู้ซึ่งกลายมาเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการมีชีวิตอยู่ของเขา เขาไม่แต่งงานใหม่เพราะไม่วางใจว่าจะมีแม่เลี้ยงคนไหนดูแลลูกสาวเขาดีพอ
            แม้กาโลจะเป็นคนชั้นกมารซึ่งอยู่ในวรรณะศูทร และไม่เคยเห่อเหิมที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งวรรณะ แต่เขาก็ดิ้นรนส่งเธอเข้าเรียนที่โรงเรียนคอนแวนต์ เพื่อให้เธอมีการศึกษาอย่างดีที่สุด และผลการเรียนของเลขาก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง แต่ชะตาสองพ่อลูกถูกพลิกผันภายใต้สงครามใหญ่และความอดอยากยากจนที่แผ่คลุมทั่วเบงกอล เงินที่กาโลเก็บออมไว้ชั่วชีวิตทั้งด้อยค่าลงทุกทีและร่อยหรอลงทุกวันเมื่อ ลูกค้าไม่มีทั้งของที่จะซ่อมและเงินที่จะจ่ายค่าซ่อม เช่นเดียวกับคนทั่วแคว้น กาโลแอบเกาะขบวนรถไฟไปแสวงโชคในมหานครกัลกัตตา แต่ปลายทางของเขากลับอยู่ที่เรือนจำ
            กาโลถูกจับขณะขโมยกล้วยหอมสามใบของผู้โดยสารในตู้รถไฟชั้นหนึ่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าความผิดลหุโทษนี้อาจถูกจำคุกสิบห้าวันหรือหนึ่งเดือน แต่ด้วยความศรัทธาเชื่อถือในตัวบทกฎหมายว่าเป็นเครื่องมือรับใช้ความยุติธรรมแม้แต่คนยากจน กาโลเชื่อว่าหลังคำสารภาพ ศาลจะเข้าใจในความหิวและความจำเป็นที่เขาต้องมีชีวิตอยู่ แต่คำถามของผู้พิพากษาที่เขาจะจดจำไปชั่วชีวิตก็คือทำไมแกถึงจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า
            ตามคำบรรยายของภวานี ภัฏฏจารย์ กระบวนการที่เริ่มต้นขึ้นในศาลสถิตยุติธรรม แล้วรวมตัวขึ้นเป็นพลังภายในเรือนจำ จึงคงดำเนินต่อไป... กาโลไม่เพียงแต่ปฏิเสธเท่านั้น หากยังกำจัดคุณค่าต่างๆ ที่เขาได้มาโดยกำเนิดออกไปเสียด้วย เขาจำเป็นต้องตัดรากแก้วทางสังคมและสละมรดกตกทอดที่ตนได้สืบต่อไว้ออกไปจนหมดสามเดือนในคุกทำให้เขาไม่มีวันเป็นกาโลคนเดิมอีกต่อไป และนั่นคือวิถีเดียวกับที่คนจำนวนมากได้ขบถต่อสังคม
            นักโทษหมายเลขบี-10 ทำลายภาพลวงตาของมหานครในความนึกคิดของกาโลลงไป ที่นั่นไม่มีงานให้ทำ มีแต่คนอดอยากจำนวนมหาศาลที่ทบทยอยกันตายไปทุกๆ วัน ดังที่กาโลได้ประจักษ์ด้วยตัวเองเมื่อเขาเดินทางไปถึง เมื่อชีวิตเหลือทางเลือกเพียงอดตายกับงานที่เขารังเกียจในซ่องโสเภณี กาโล ก็เลือกที่จะมีชีวิตอยู่
            บทเรียนแรกที่กาโลได้เรียนรู้จากชีวิตใหม่ก็คือ คำแนะนำของเจ้านายว่าหาหมวกคานธีมาใส่หัวเสีย จะทำให้แกดูน่านับถือขึ้นกว่าเดิมเมื่อรวมกับรายได้ที่มากกว่าเคยนึกฝัน เขาก็ไม่ใช่ เศษเดนของแผ่นดินที่ถูกเหยียดหยามอีกต่อไป แม้แต่ตำรวจผู้บันดาลโทสะได้ทันทีที่เห็นผู้คนในร่างโครงกระดูกเดินได้ ก็ยังผูกมิตรกับเขา ทักทายว่า การค้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ทั้งที่การค้าและรายได้ของเขามาจากความอัปยศและน้ำตาของเด็กสาวที่ถูกล่อลวง/บังคับมา ซึ่งกาโลยังคงเห็นว่าชั่วช้ายิ่งกว่าสิ่งที่ทำให้เขาถูกตราหน้าและลงโทษมาก่อน
            ถ้อยคำของบี-10 เมื่อครั้งอยู่ในคุก กลับมาดังก้องในใจกาโลอีกครั้งเมื่อจันทรเลขากลายเป็นหนึ่งในเด็กสาวเหล่านั้น เจ้าพวกที่เป็นนายเหยียดหยามเราก็เพราะมันกลัวเรา พวกมันทำร้ายเราตรงที่ที่เราเจ็บอย่างร้ายกาจ คือตรงท้องของเรา เราจะต้องจ้วงกลับ
วิธี จ้วงกลับของผู้คนต่อสังคม ต่อการเหยีดหยามทำร้าย มีรูปวิธีที่หลากหลาย จากการแก้แค้นโดยเจาะจง อาชญากรรมที่ไม่เลือกเป้าหมาย การไต่บันไดสังคม ไปจนถึงการต่อสู้ทางชนชั้น และการยึดกุมอำนาจ
            คนอย่างบี-10 เลือกเอาการกระชากสายด้ายศักดิ์สิทธิ์แห่งชนชั้นพราหมณ์ทิ้งไป และต่อสู้เรียกร้องให้กับผู้คนที่อดอยากแห่งวรรณะที่ต่ำต้อยอย่างไม่เปลี่ยนแปลง แม้เขาจะมีโอกาสกลับสู่วรรณะเดิมและชีวิตที่สุขสบายกว่าได้เสมอ ส่วนกาโลยกตัวเองขึ้นเป็นพราหมณ์ผู้ได้รับความเคารพจากชนทุกชั้น
            มนตร์อุบายที่เกิดจากอารมณ์ขันอันขมขื่นของบี-10 คือวิธีการที่กาโลได้กลายเป็นมงคล อธิการี เป็นการ เกิดใหม่พร้อมกับสายด้ายอันศักดิ์สิทธิ์แห่งวรรณะอันสูง และปาฏิหาริย์แห่งการเสด็จของพระศิวะซึ่งไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าหินก้อนที่ผ่านการสลัก ทำให้กลวงเพื่อมีน้ำหนักเบาลง เผาไฟให้ดูเก่าคร่ำ และผุดขึ้นจากแรงดันของถั่วในกระป๋องใต้ดินที่งอกขึ้นภายหลังการทดลองกะระยะ ปริมาณ และรดน้ำ จนแน่ใจ
            เงินทองจากศรัทธาของคนทุกชั้นวรรณะหลั่งไหลมา เทวาลัยเริ่มก่อตัวเป็นอาคารงดงามสมบูรณ์ ความเคียดแค้นของกาโลได้รับการชำระด้วยลาภสักการะ แต่ก็เช่นเดียวกับที่ลูกสาวตั้งคำถาม เรื่องนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน?” เขาเริ่มจากความลวง ตามมาด้วยการบีบบังคับเอาที่ดินจากเจ้าของเดิมมาใช้ก่อสร้างเทวาลัยในนามของพระศิวะ เขาได้สาสมใจในวันที่ผู้พิพากษาคนที่เคยถามถึงความจำเป็นที่คนอย่างเขาต้องมีชีวิตอยู่ บัดนี้กลับต้องก้มลงสัมผัสเท้าเขาอย่างนอบน้อม เขารักเงินของเทวาลัยมากกว่าสมัยที่เขาได้มาจากการทำงานหนัก และเมื่อมีชายชราวรรณะต่ำผู้อดอยากมาวิงวอนขออาหาร ปฏิกิริยาแรกของเขาคือถอยหลบจากมือที่ยื่นมา ตามด้วยถ้อยคำเดือดดาลแกกล้าดีอย่างไรถึงได้มาแตะต้องเนื้อตัวข้า
            ความดีงามของกาโลช่างตีเหล็กไม่ถึงกับสิ้นสูญ ยังคงปรากฏขึ้นขัดแย้งกับท่านอธิการิน ทำให้บางครั้งมงคล อธิการีรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องรับเงินจากศรัทธาของคนจนที่แทบไม่มีกิน และทำให้เขายอมให้คนสวนนำเอาน้ำนมสรงพระศิวะไปเลี้ยงทารกที่กำลังจะอดตาย แต่ถึงที่สุดแล้วความเป็นพราหมณ์ได้เกาะกุมเขาไว้มั่นเกินกว่าจะฉุดดึงกลับมา เมื่อรักแท้ระหว่างลูกสาวกับเพื่อนต่างวัยผู้ประกาศตนเป็น วรรณะนักโทษยากจะขวางกั้น เงื่อนไขข้อสำคัญของกาโลคือ บี-10 ต้องแสดงตนเป็นวรรณะพราหมณ์    
            ตามคำเปรียบเปรยของผู้เขียนกาโลได้ขึ้นควบขับความเท็จไปเหมือนกับว่ามันคือเสือซึ่งเขาไม่สามารถจะลงมาจากหลังของมันได้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วเสือก็จะตะครุบตัวเขากินเสีย
            ยิ่งกาโลควบขับไป จันทรเลขาซึ่งเขาเข้าใจว่านั่งร่วมบนเสือตัวเดียวกัน ก็ยิ่งอยู่ห่างออกไปทุกที จันทรเลขาเข้าใจว่าพ่อจะต้องคอยระวังตัวไม่เผยแสดงตัวตน เธอเห็นด้วยกับแรงกระตุ้นแห่งการขบถ แต่เธอก็สงสัยเสมอว่าทำไมพ่อจึงไม่มีแม้ความเมตตาเล็กๆ น้อยๆ สายใยความรัก ความเชื่อถือศรัทธาในความดีงามของพ่อที่เคยแน่นแฟ้นตลอดมาคลายเกลียวลงทุกขณะกับคำถามในใจครั้งแล้วครั้งเล่าว่า มันเป็นหนทางที่ถูกต้องแล้วหรือและเมื่อเธอมองดูพราหมณ์คนอื่นที่เธอพบอยู่ทุกวันซึ่งล้วนแล้วแต่มีมารยาทดี และนอบน้อมถ่อมตัว เธอก็สงสัยว่าเงินเหรียญปลอมจำเป็นจะต้องส่งประกายฉายแสงให้สดใสยิ่งกว่าเงินเหรียญแท้ หรืออย่างไร
เงินเหรียญปลอมที่ฉายแสงสดใสยิ่งกว่าเหรียญเงินแท้สามารถตบตาคนได้เสมอมา แต่เหรียญเงินแท้ที่งำประกายเช่นบี-10 มีอยู่ไม่มาก บี-10 ปฏิเสธการเป็นหุ้นส่วนในรายได้ของเทวาลัย ปฏิเสธเงื่อนไขความรักที่กาโลกำหนด เช่นเดียวกับที่เขาเคยหันหลังให้วรรณะเดิมของตัวเองมาก่อน เขาเป็นคนจุดไฟแห่งการ จ้วงกลับให้กาโล แต่วันหนึ่งเขาก็ต้องถามเพื่อนเก่าผู้รุ่งโรจน์ว่า หรือมันเป็นไปได้ว่า ในการทุจริตหลอกลวงนั้น นายไม่มีความประสงค์อื่นใดยิ่งไปกว่าจะทำให้ท้องกับกระเป๋าเงินของนายเต็มขึ้นมา
            ในขบวนของคนที่ต่อสู้ตามเสียงเพรียกแห่งความยุติธรรม มีคนที่เริ่มต้นอย่างบี-10 อยู่มากมายทุกหนแห่ง แต่สุดท้าย จะมีกี่คนที่ภายใต้เสื้อคลุมตัวเดิมจะไม่เหลืออยู่เพียงความเมามัวและกระหาย อำนาจ ดังที่จันทรเลขาพูดกับพ่อ (และนับรวมพ่อของเธอเข้าไว้ด้วย)คนรักชาติโจมตีผู้ปกครองของประชาชนที่เลว แต่ครั้นเมื่อตัวเองมีอำนาจขึ้น ก็กลายมาเป็นผู้ปกครองแบบที่ตัวเคยโจมตี
            เช่นเดียวกัน คนอย่างกาโลที่ควบขี่หลังเสือแห่งความฉ้อฉลหลอกลวง ก็ปรากฏอยู่ทุกสมัย และไม่มีกี่คนที่กล้าจ้วงแทงเสือตัวนั้นด้วยมือของตัวเอง อย่างที่กาโลเริ่มลงมีดแรกกับประโยคที่ว่าข้าพเจ้าผู้สร้างเทวาลัยนี้ไม่ได้เกิดมาในวรรณะพราหมณ์
            ด้วยคำถามเดียวกับจันทรเลขา แต่ภายใต้แรงทับถมของความเท็จและการฉ้อฉลอันยาวนานของยุคสมัย ว่าเรื่องนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน?” เราทำได้เพียงคาดหวังให้ผู้ที่ควบขี่อยู่บนเสือร้ายเป็นกาโลอีกคนหนึ่ง หรือรอให้เขาก้าวลงมาจากหลังเสือเสียเอง
            หรือทำอะไรได้มากกว่านั้น?
#
Rhymes to learn
  • คนขี่เสือของ ดร.ภวานี ภัฏฏาจารย์ เป็นวรรณกรรมแนวสัจจนิยมที่ได้รับการยกย่องว่าถ่ายทอดชีวิตผู้คนและสภาพ สังคมอินเดียได้อย่างหมดจด สำนวนแปลที่นำมาใช้ในที่นี้ เป็นของ ทวีป วรดิลก จากฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2517 ส่วนสำนวนของ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเป็นคนแรกที่แปลไว้ เพิ่งค้นพบในภายหลัง

#
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549)

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

Down in the Flood


น้ำท่วม ชักพามาทั้งน้ำตา และน้ำใจ แต่ก็เป็นไปได้ที่จะเห็นการเอาเท้าราน้ำ หรือกวนน้ำให้ขุ่น  
            คืนออกพรรษา (2553) ผมกดดูรายงานข่าวน้ำท่วมของสถานีโทรทัศน์หลายช่อง สิ่งที่เห็นก็คงเหมือนกับที่ทุกคนเห็น สายน้ำที่ท่วมท้น ผู้คนที่เดือดร้อน ความช่วยเหลือที่ทบทยอยไป การแก้ไขสถานการณ์อย่างแข็งขันของหลายฝ่าย ก่อนจะมารู้สึกแปลกๆ กับสกู๊ปข่าวทางทีวีไทย ที่ตบท้ายรายงานว่า “ตั้งแต่มีคลองชลประทานมา...ปี บริเวณนี้ น้ำท่วมมาแล้ว...ครั้ง”
            ครั้นเมื่อเปรยเป็นข้อสังเกต ก็ได้รู้ว่ามีคนอื่นที่รู้สึกแบบเดียวกัน จากช่วงข่าวกลางวันและรายการภาคบ่ายของสถานีโทรทัศน์ช่องเดียวกัน วันเดียวกัน
            ปานประหนึ่งว่า คลองชลประทานเป็นสาเหตุของน้ำท่วมซ้ำซาก
เครดิตภาพ: ครอบครัวข่าว 3

หากอยากจะพูดกันแบบกำปั้นทุบดินโดยไม่กลัวเจ็บมือ ก็คงจะไปแย้งเขาไม่ได้ เพราะวิธีที่น้ำท่วมในโลกนี้มีอยู่แค่ไม่กี่วิธี และวิธีหนึ่งก็มาจากการที่น้ำในแม่น้ำลำคลองเอ่อล้นท้นขึ้นมาในยามน้ำหลาก
            เมื่อมีคลองและมีน้ำ น้ำก็ย่อมจะมาตามคลอง ในยามน้ำนองก็ย่อมล้นคลองท่วมสองฟากฝั่ง เป็นธรรมดา แต่ที่เป็นปัญหาก็คือว่า ถ้าไม่มีคลอง น้ำจะไม่ท่วมหรืออย่างไร และใครที่เขาขุดคลองขึ้นมา มีเจตนาเพียงเพื่อจะปล่อยน้ำมาท่วมบริเวณนั้นหรือเปล่า
            คลองชลประทานคงไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับการตัดถนนไปขวางทางน้ำอันเป็นสาเหตุของน้ำท่วมในบางพื้นที่ ต่างจากการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลจนเป็นสาเหตุให้แผ่นดินทรุด ไม่เหมือนการขยายตัวของเมืองและการรุกล้ำทำลายความสมดุลของธรรมชาติ แต่เป็นเครื่องมือเก่าแก่ในการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ทำการเกษตร
            โดยการลอกเลียนธรรมชาติ มนุษย์เริ่มรู้จักกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและเพาะปลูก คนโบราณรู้จักขุดสระ ขุดบึง สร้างอ่างเก็บน้ำ ต่อมาได้มีการขุดคูคลองส่งน้ำไปยังพื้นที่ซึ่งขาดแคลน เรียนรู้การลดความแรงของน้ำ และวิธีเปลี่ยนเส้นทางน้ำ จนกระทั่งสามารถพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงในการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ทั้งเพื่อการชลประทาน เขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ
            แต่ในระยะหลัง เขื่อน-โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่-ซึ่งสมัยหนึ่งเป็นมาตรวัดความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ ได้กลายเป็นเป้าหมายของการต่อต้านคัดค้าน โดยเฉพาะในแง่ “ต้นทุน” ของความสูญเสีย ทั้งทางธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งนอกจากจะต้องประเมินผลกระทบในแต่ละด้านกันอย่างจริงจังแล้ว ยังทำให้ต้องมาประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์กันใหม่ด้วย เมื่อสมการของต้นทุนมีองค์ประกอบมากขึ้น
            ดูจากผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง ผมค่อนข้างจะมีความโน้มเอียงไปทางเดียวกับฝ่ายที่คัดค้านเรื่องเขื่อน แต่ผมก็ยอมรับด้วยว่า การคัดค้านอะไรสักอย่าง หรือแม้แต่คัดค้านมันเสียทุกอย่าง เป็นเรื่องง่ายกว่าการแก้ปัญหาหรือการลงมือทำอะไร(แม้เพียงอย่างเดียว)มากนัก
            ดังนั้น ไม่ว่าจะมองเรื่องเขื่อนในแง่ของการเก็บกักน้ำและ/หรือบริหารจัดการน้ำ หรือในแง่ของการผลิตกระแสไฟฟ้า เราก็คงต้องมองไปให้ไกลกว่า “เอา/ไม่เอา”
ในแง่กระแสไฟฟ้า มันง่ายกว่าแน่ๆ ที่คนหนึ่งจะบอกว่า ไม่เอาเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ อีกคนหนึ่งบอกว่า ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และอีกคนก็มาบอกว่า ไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
            หรือการที่หลายๆ คน จะบอกว่า พวกเขาไม่เอาทุกอย่าง ก็ไม่ยากอะไรอีกเหมือนกัน
            การอยู่ในสถานะที่พูดอะไรก็ได้โดยไม่ผูกพันความรับผิด เป็นเรื่องง่ายเสมอ แต่ถ้าบุคคลเดียวกันนั้นไปอยู่ในจุดที่ต้องรับผิด-รับชอบต่อการทำหรือไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง บ่อยครั้งที่บุคคลนั้นจะทำในสิ่งที่ตรงข้าม/ขัดแย้งกับที่เขาเคยพูด ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะเขาหรือเธอเปลี่ยนไป หรือเป็นคนไร้จุดยืน แต่เป็นเพราะเขาหรือเธอได้ไปอยู่ในจุดที่เข้าถึงข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ตระหนักถึงผลกระทบอีกแบบหนึ่งจากการทำหรือไม่ทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เขาหรือเธอเคยพูดไว้
            รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดในความหมายนี้-แม้จะในกรณีตัวอย่างต่างกัน-ก็คือ การลาออกของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยูกิโอะ ฮาโตยามะ เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากที่เขาไม่สามารถรักษาสัญญาที่จะย้ายฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากเกาะโอกินาวา ตามที่ได้หาเสียงไว้
            แน่นอน ณ วันนี้เราอาจพูดได้เต็มปากเต็มคำกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ว่าพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนเป็นทางออกที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นสายลม แสงแดด แต่ ณ วันนี้อีกเช่นกัน ที่สิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถแทนที่เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จ และไม่มีใครหยุดยั้งหรือแม้แต่ชะลอการเผาผลาญพลังงานของมนุษยชาติได้จริง เราก็คงต้องคุยกันและเลือกเอา เช่น ถ้าเราไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินแน่ๆ เราจะอยู่กับเขื่อนอย่างไร ในเงื่อนไขแบบไหน ตราบเท่าที่เราก็ไม่อยากเสี่ยงกับภัยพิบัติจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 
ในแง่การบริหารจัดการน้ำ ผมนึกถึงงานเขียนของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา เรื่อง “น้ำ บ่อเกิดแห่งวัฒนธรมไทย”
            หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดเรื่องการอพยพและย้ายถิ่นฐาน รวมถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรม ว่าในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นการขยายจากทิศใต้ (จากน่านน้ำหรือทะเล) ไปทิศเหนือ (ทวีปและภูเขา) โดยระบุว่า ยิ่งอพยพลึกเข้าไปในพื้นทวีปหรือยิ่งมีภูเขามากขึ้นเท่าไร ความฉลาดของมนุษย์ในเรื่องการกักกันน้ำไว้เพาะปลูก (ซึ่งเริ่มจากการเลียนแบบธรรมชาติ) รวมทั้งการแก้ปัญหาความแรงของน้ำจากภูเขาที่มีความลาดเอียงสูง ก็ยิ่งมีมากขึ้น และเป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมที่มีพื้นฐานมาจากการกักกันน้ำ
            ตัวอย่างสภาวะที่ต้องเผชิญกับทั้งความอดอยากแห้งแล้งและอุทกภัย กับประวัติศาสตร์เก่าแก่ของการสร้างเขื่อนและการทดน้ำ/ผันน้ำในเมืองจีน เป็นสภาวะที่ต่างจากมนุษย์บริเวณชายฝั่งทะเล ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ซึ่งน้ำค่อยๆ ไหลผ่านลงสู่ทะเล และมีน้ำจืดค้างอยู่ทั่วไปตามที่ลุ่มต่ำ การควบคุมน้ำและการเก็บกักน้ำจึงแทบไม่มีความจำเป็น “แต่อาศัยอยู่กับน้ำที่ไหลผ่านไปมาอย่างง่ายๆ เหมือนกับต้นข้าวซึ่งมีชีวิตอยู่กับน้ำ” วัฒนธรรมชาวน้ำแถบนี้จึงต่างไปมากจากวัฒนธรรมของการเก็บกักน้ำ ซึ่งอาจจะเรียกในเชิงเปรียบเทียบว่าเป็น วัฒนธรรมชาวบก
            การคลี่คลายของสังคมมนุษย์ได้เปลี่ยนประเทศไทย-เช่นเดียวกับประเทศแถบที่ลุ่มชายฝั่งอื่นๆ-ไปเป็นสังคมชาวบก แม้สัญชาติญาณแบบเลื่อนไหลไปกับกระแสน้ำจะยังฝังแฝงอยู่มาก แต่มันก็เหมือนกับที่ ดร.สุเมธเสนอไว้ว่า ในสมัยประวัติศาสตร์ คลื่นวัฒนธรรมกลับไหลวนจากทวีปและภูเขากลับมายังย่านทะเล
            ในเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำ ชาวน้ำที่กลายมาเป็นชาวบก ก็เรียนรู้และรับเอาอารยธรรมการกักกันน้ำและจัดการน้ำของชาวบกมาด้วย ยิ่งในยุคที่โลกเสียสมดุล แล้งก็มาก น้ำก็มาก เช่นนี้ เขื่อนหรือสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำย่อมไม่ใช่สิ่งที่เราจะด่วนตัดออกไป โดยที่ยังไม่มีสิ่งทดแทนที่สมเหตุสมผลพอ
            หรือเราจะคิดกันจริงๆ ว่า เขื่อนและคลองชลประทานเป็นตัวการปล่อยน้ำออกมาท่วมทั้งไร่นาและบ้านเรือน
            และมันคงจะดีกว่านี้ ถ้าเราไม่มีเขื่อน ไม่มีคลองชลประทาน?
ในกลุ่มคนที่ไม่เอาเขื่อน มีทั้งที่คัดค้านด้วยหลักวิชาการ มีทั้งที่ต่อต้านโดยบทเรียนจากหลายๆ เขื่อนในอดีต ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการคัดค้าน/ต่อต้านโดยสุจริต ด้วยจุดยืน/มุมมองที่แตกต่าง
            ส่วนคนที่คัดค้าน/ต่อต้านโดยไม่สุจริต จะมีหรือไม่ อย่างไร ด้วยผลประโยชน์หรือเหตุผลอื่นใด ผมไม่ทราบ เพราะอย่างน้อยที่สุด คนในภาคองค์กรพัฒนาเอกชนที่ผมพอจะรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง ไม่ว่าจะคิดเหมือนหรือต่างอย่างไร ก็ไม่ใช่คนแบบนั้น
            แต่ถ้าถามว่าผู้ที่ต่อต้านเขื่อนโดยไม่ได้สนใจในปัญหาเรื่องน้ำท่าหรือว่าพลังงาน หากแต่มีนัยแอบแฝงหรือวาระซ่อนเร้น มีไหม ตอบได้ว่ามี
            แต่ก่อนนี้ ผมยังนึกว่าคงมีแต่คนรุ่นๆ ผม ที่จะมองเห็นนัยของคนรุ่นไล่ๆกัน ซึ่งออกมาผสมโรงต่อต้านเขื่อนไปกับเอ็นจีโอสายอนุรักษ์ ว่าเป็นการแสดงออกแบบ “ตีวัว” เพื่อให้ “กระทบ(ไปถึง)คราด” อันเป็นเป้าหมายจริงที่พวกเขาต่อต้านและหาทางจะล้มล้าง
            มาถึงวันนี้ คนรุ่นอายุยี่สิบกว่าๆ ก็เริ่มมาสะกิดถามผมแล้วว่า การต่อต้านเขื่อนนี่เป็นการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์..... ด้วยหรือเปล่า
            ผมบอกว่า ถ้าคนรุ่นๆ เขายังรู้สึกได้ คำตอบของผมก็คงไม่จำเป็น แต่เมื่อนึกถึงระยะทางจากเขื่อน เลื่อนไหลมาจนถึงคลองชลประทาน ผมก็ต้องบอกไปว่า “มันมาไกลมากแล้วด้วย”
#
30 ตุลาคม 2553
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553)

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

A Man and a Woman (…20 years later)


ผู้ชาย ผู้หญิง ความรู้สึก ชีวิต และความรัก

คล็อด เลอลูช พูดถึงการทำหนังของเขาว่า “ผมสนใจเพียงสิ่งเดียว – ผู้คน แล้วก็ความรู้สึก ชีวิต และความรัก”
         ปี 1966 เลอลูชถ่ายทอดความสนใจของเขาออกมาใน A Man and a Woman หนังโรแมนติค ที่สุดเรื่องหนึ่งของทศวรรษ 1960
ผู้ชายคนหนึ่ง พาลูกชายไปส่งที่โรงเรียนประจำในโดวิลล์ หลังจากสนุกสนานด้วยกันอย่างเต็มที่ในวันหยุดกับการขับรถบนหาดทราย ครูที่โรงเรียนแนะนำให้เขารู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอพาลูกสาวกลับมาส่งเข้าโรงเรียนเหมือนกัน และกำลังจะกลับปารีส
            เขาขับรถไปส่งเธอถึงที่พัก ระหว่างทางเขารู้จักเธอมากขึ้นจากเรื่องราวที่เธอเล่าให้ฟัง ความสนใจก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ และเมื่อถึงที่หมาย เขาก็ไม่ลืมจดจำที่อยู่ของเธอไว้
            เลอลูชวางโครงเรื่องเอาไว้ง่ายๆ คนสองคนพบกันและรักกัน ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ เขาเป็นนักขับรถแข่ง เธอเป็นสคริปต์เกิร์ล ต่างเป็นม่าย สูญเสียคนรักให้กับความตายที่มาถึงก่อนกาลอันควร ทิ้งลูกหนึ่งคนไว้ในความดูแล และงานอาชีพทำให้ไม่อาจอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา ต้องเอาไปอยู่โรงเรียนประจำแทน
            ความรักในวัยผู้ใหญ่ ที่ผ่านการมีชีวิตคู่มาแล้ว และมีลูกเล็กๆ โดยที่ไม่สามารถทำหน้าที่ของคนที่เป็นทั้งพ่อและแม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้ ไม่อาจจะทำให้ออกมาดูบริสุทธ์ สดใส และประทับใจคนดูได้ง่ายๆ เหมือนกับเรื่องราวของวัยรักแรก แต่เลอลูชก็สามารถทำให้เรื่องของชาย-หญิงคู่นี้ประทับใจทุกคนได้ และลึกซึ้งมากกว่า
            ความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นมาระหว่างคนทั้งสอง จากการพบกันครั้งแรกไปจนถึงความรักที่เกิดขึ้นในที่สุด พัฒนาลึกซึ้งเป็นลำดับในจังหวะที่งดงาม โน้มน้าวความรู้สึกคนดูให้คล้อยตามไปด้วยได้ตลอดเวลา ในแต่ละจังหวะเลอลูชไม่ลืมที่จะทำให้คนดูสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาตั้งใจให้มันเป็นภาพแทนความรู้สึกและลำดับความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่มีต่อกัน: มือของเขาที่เอื้อมไปจะกุมมือของเธอ ขณะที่ต่างโอบกอดเด็กๆ ไว้ แล้วชะงักอย่างรู้สึกไม่มั่นใจ, ต่อมาบนรถของเขา เขาวางมือลงไปเกาะกุมเธอไว้ เธอไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ ออกมาให้เห็น แต่คำถามของเธอคือ “คุณไม่ได้เล่าเรื่องภรรยาของคุณให้ฉันฟังเลย”, เธอเริ่มสนใจหาหนังสือแข่งรถมาอ่าน และเมื่อเขาชนะในมอนติคาร์โล เธอก็ส่งโทรเลขไปแสดงความยินดีกับเขาทันที แม้จะไม่แน่ใจนักกับการกระทำของตัวเองและการใช้ถ้อยคำ แล้วก็มาถึงฉากในห้องอาหาร เธอและเขาได้ก้าวเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวเพียงลำพัง โดยมีบริกรเป็นส่วนเกินไปทันที และหลังจากนั้นคนดูก็จะรู้สึกได้เองว่า ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่ทั้งคู่จะได้แสดงความรักต่อกัน
            อันที่จริง เป็นการง่ายมากที่คนดูจะตั้งสมมุติฐานเอาเองในใจว่า พ่อม่ายนักขับรถแข่งที่มีชีวิตแขวนอยู่บนความเสี่ยง กับแม่ม่ายที่มีชีวิตอยู่ในโลกมายาซึ่งหาความแน่นอนไม่ได้ โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้กับลูกได้มากพอ มาพบกันและรักกันบนพื้นฐานของความรู้สึกเปลี่ยวเหงา ซึ่งอาจต้องการเพียงใครสักคน
            แต่เลอลูชไม่เปิดโอกาสให้คนดูได้รู้สึกอย่างนั้น
            นอกจากการวางจังหวะของความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปได้อย่างเหมาะสม เลอลูชยังใช้เด็กทั้งสองเป็นสื่อให้คนดูได้เห็นภาพอีกด้านของคนเป็นพ่อแม่ ด้านที่อ่อนโยน มีความอาทรผูกพัน และความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นด้านที่ไม่อาจเห็นได้ในช่วงเวลาที่อยู่กับงานอาชีพ
            ภาพด้านนี้แสดงให้เห็นจากการที่แต่ละคนแสดงต่อลูกของตัวเอง แล้วเคลื่อนไปสู่ลูกของอีกคนหนึ่ง และแสดงต่อกันและกันอย่างแนบเนียนในที่สุด โดยที่คนดูจะไม่นึกคลางแคลงใจในความรู้สึกอันแท้จริงของคนทั้งสอง
            ผู้แสดงมีส่วนอยู่มากในการทำให้เรื่องรักง่ายๆ แต่ให้ความรู้สึกลึกซึ้งอยู่ในตัว บรรลุผลสมบูรณ์ในความรู้สึกนึกคิดของคนดูหนัง ฌ็อง-หลุยส์ แตรงติญอง เคยสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองมาแล้วจากการแสดงคู่กับบริจิตต์ บาร์โดต์ ในหนังของโรเจอร์ วาดิม เรื่อง And God Created Woman แต่ชีวิตทหารในสงครามแอลจีเรียหยุดความก้าวหน้าทางการแสดงของเขาไปหลายปี บทฌ็อง-หลุยส์ในเรื่องนี้ นำชื่อเสียงและความสำเร็จกลับคืนมาอีกครั้ง
            เขาไม่ใช่พระเอกหน้าตาดี แต่ชนะใจคนดูได้ด้วยความสามารถทางการแสดงอย่างแท้จริง ในสนามแข่งรถ เขามุ่งมั่นอยู่กับการเอาชนะความเร็ว ให้ภาพของลูกผู้ชายที่แข็งแกร่งและกร้านชีวิต แต่อยู่นอกสนาม เขาเป็นพ่อผู้อ่อนโยน รักลูก และกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้งเมื่อมีความรัก ความกระวนกระวายใจของเขาเมื่อต้องแวะเติมน้ำมันระหว่างทางขับรถข้ามคืนไปหาเธอ เป็นความจงใจของหนังที่จะบอกให้คนดูรู้ว่าเขารักเธอและปรารถนาจะได้พบเธอเพียงไร แต่แตรงติญองก็ทำให้มันออกมาเป็นธรรมชาติมาก
            อนูค แอมเม เป็นนักแสดงชั้นยอดอีกคนของฝรั่งเศส แม้ว่าจะมีผลงานออกมาไม่มากนัก แต่มันก็เป็นงานชั้นเยี่ยมอย่าง La Dolce Vita และ 8-1/2 บทแอนน์-สคริปต์เกิร์ลที่สูญเสียคนรักไปด้วยอุบัติเหตุระหว่างการถ่ายทำ เป็นจุดยอดแห่งงานแสดงของเธอเช่นเดียวกับแตรงติญอง แม้ว่าเธอจะเป็นสาวสวย ก็ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกว่าเธอเป็นดารา แต่เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีงานต้องทำ มีลูกต้องดูแล และมีอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อน
            เมื่อเธอรักฌ็อง-หลุยส์ ในขณะที่ยังคงนึกถึงสามีของเธอที่ตายไป คนดูสามารถยอมรับและเข้าใจได้ถึงความรู้สึกของเธอ มีการถ่วงดุลกันอยู่ตลอดเวลาระหว่างความรู้สึกที่เธอมีต่อฌ็อง-หลุยส์  และความรู้สึกไม่มั่นใจในความเหมาะควร ซึ่งอนูค แอมเม แสดงออกมาได้อย่างดีเยี่ยม หลังจากคืนแรกที่ได้อยู่ด้วยกัน เธอสารภาพกับเขาว่าสามีเธอยังไม่ตายไปจากความทรงจำของเธอ แล้วเมื่อเธอนั่งรถไฟกลับปารีสคนเดียว – โดยไม่ต้องแสดงออกมา คนดูก็รู้ได้เองถึงความยุ่งยากใจ ความรู้สึกสับสนที่ปนเปกันอยู่ในใจเธอ
            แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของหนังเป็นของคล็อด เลอลูช นอกจากการกำกับการแสดง เลอลูชเป็นคนวางเรื่องทั้งหมดขึ้นมา และร่วมกำกับภาพด้วย ตอนทำหนังเรื่องนี้ เลอลูชมีปัญหามากทีเดียวในเรื่องงบประมาณ เขาไม่มีเงินพอแม้แต่จะซื้อฟิล์มสีมาถ่ายได้ทั้งเรื่อง แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสร้างงานที่ดีออกมา เขาเลือกช่วงที่จะถ่ายทำด้วยฟิล์มสีและขาวดำในหนังเรื่องเดียวกันได้อย่างฉลาด และแทนที่จะใช้ฟิล์มขาวดำในภาพแฟลชแบ็คอย่างที่ใช้กันทั่วไป เลอลูชสลับที่ทางกัน และใช้ฟิล์มขาวดำในส่วนที่สามารถสร้างสีสันได้เองด้วยความรู้สึกของคนดู
            การใช้กล้องและวิธีการตัดต่อของเลอลูชมีสไตล์ที่เด่นชัดของตัวเอง และมีส่วนอยู่มากในการสร้างผลทางอารมณ์ ทำให้หนังที่แสดงเรื่องรักง่ายๆ ของคนสองคนตรึงคนดูไว้ด้วยความประทับใจ ภาพที่คนดูจะจดจำได้ติดตาตลอดไปคือภาพที่ถ่ายจากด้านหน้าของรถยนต์ขณะฌ็อง-หลุยส์ขับไปกลางสายฝน ให้ความรู้สึกอันอ้างว้าง แต่ในขณะดียวกันที่ปัดน้ำฝนซึ่งทำงานเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ก็เหมือนความแน่วแน่ของหัวใจที่จะไปให้ถึงปลายทาง
            ฌ็อง-หลุยส์ตัดสินใจขับรถตามขบวนรถไฟที่แอนน์นั่งไป และนั่งรอเธออยู่ที่สถานีปลายทาง เลอลูชปิดฉากสุดท้ายของหนังด้วยภาพคนทั้งสองสวมกอดกันไว้ และไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนั้น สิ่งต่างๆ จะดำเนินไปอย่างไร
ปี 1986 เลอลูชให้คำตอบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ด้วยหนังเรื่อง A Man and a Woman: Twenty Years Later ด้วยทีมงานหลักและผู้แสดงนำชุดเดิม
ฉากที่สถานีรถไฟนั้นคือการลาจาก ตลอดระยะเวลายาวนาน ฌ็อง-หลุยส์และแอนน์ไม่ได้พบกันอีกเลย กระทั่งยี่สิบปีต่อมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ฌ็อง-หลุยส์ยังอยู่ในวงการแข่งรถ แต่ในฐานะผู้จัดการแข่งขัน ลูกชายเขาโตเป็นหนุ่มและเจริญรอยตามพ่อด้วยการเป็นนักแข่งเรือ แอนน์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ลูกสาวเธอเป็นนักแสดง
            แอนน์ขอพบฌ็อง-หลุยส์ ตอนนั้นหนังเรื่องล่าสุดของเธอล้มเหลว เธอคิดว่าช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีความหมายระหว่างเธอกับเขาเมื่อยี่สิบปีก่อนจะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นหนังที่ประทับใจคนดูได้    ฌ็อง-หลุยส์ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเธอในตอนแรก แต่ก็ยอมให้เธอเอาเรื่องของเขาไปใส่ไว้ในหนังได้
            การพบกันครั้งนี้ ทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัว มีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปมาก แอนน์แต่งงานแล้วหย่า และมีความสัมพันธ์กับคนอื่นอยู่ด้วย เธอมีความรับผิดชอบกับงานมากขึ้นในฐานะผู้อำนวยการสร้าง ความรู้สึกไม่มั่นใจที่เป็นบุคลิกของเธอยังมีให้เห็นเมื่อเธอพบกับฌ็อง-หลุยส์อีกครั้ง แต่บทบาทในงานที่ทำ ทำให้เธอมีการตัดสินใจที่ชัดเจน มั่นใจในตัวเองมากขึ้น และเมื่อถ่านไฟเก่าจะกลับคุโชนขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ยุ่งยากกับการค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองอีกแล้ว
            อนูค แอมเม รับบทเดิมของเธอด้วยขีดความสามารถเดียวกับที่เธอเคยแสดงให้ทุกคนเห็นและยอมรับมาแล้ว สิ่งที่น่าแปลกใจมากกว่าคือรูปร่างหน้าตาของเธอ เมื่อเอาหนังภาคแรกและภาคสองมาดูต่อกัน แทบไม่น่าเชื่อว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วยี่สิบปี
            ฌ็อง-หลุยส์เป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมขึ้นตามวัย ไม่มีการแสดงออกแบบเด็กหนุ่มอีกต่อไปแล้ว ฌ็อง-หลุยส์ แตรงติญองก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปมาก อย่างที่บทฌ็อง-หลุยส์ซึ่งมีอายุมากขึ้นยี่สิบปีควรจะเป็น แต่ในความสุขุม-มั่นคงของบุคลิกภายนอก แตรงติญองก็ทำให้คนดูมองเห็นความรู้สึกที่อยู่ภายในได้ ความรู้สึกที่เขามีต่อแอนน์ยังไม่ลบเลือนไปด้วยระยะเวลา เราเห็นได้ตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่าแอนน์ติดต่อมา อตนที่เขาโทรกลับไปหาเธอ และไปพบเธอ เขายอมให้เธอทำหนังตามที่เธอต้องการ อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นทางที่จะนำเขาไปใกล้ชิดกับเธออีกครั้ง และคราวนี้เขาจะไม่ยอมให้เธอจากไปอีก ฌ็อง-หลุยส์ไม่ได้แสดงออกให้เห็นชัดเจนในส่วนนี้ แต่ภรรยาสาวของเขา – ซึ่งเป็นพี่สาวของลูกสะใภ้ – เป็นบทเสริมขึ้นมาให้คนดูรู้สึกได้ เธอไวต่อความรู้สึกนี้ของเขามากกว่าทุกคน ขณะที่สิ่งกีดกั้นความรักของทั้งคู่ในภาคแรก คือภาพอดีตที่ยังไม่ตายไปจากความทรงจำของแอนน์ แต่ในคราวนี้ ขณะที่ภาพอดีตเมื่อยี่สิบปีก่อนกระจ่างชัดขึ้นมา สิ่งที่มาขวางทางคือปัจจุบันและความตายที่ภรรยาสาวของฌ็อง-หลุยส์ เกิอบจะหยิบยื่นให้เขาและตัวเธอเองพร้อมๆ กันกลางทะเลทราย
            เลอลูชสะท้อนอารมณ์รุนแรงอันเนื่องมาจากความรักได้อย่างน่ากลัว!
            ในภาคสองนี้ เลอลูชไม่ได้มุ่งแสดงอารมณ์ความรู้สึกของแอนน์และฌ็อง-หลุยส์ ออกมาอย่างชัดเจนเหมือนกับภาคแรก แต่ภาพอดีตที่ปรากฏขึ้นมาควบคู่ไปกับการถ่ายทำหนังที่แสดงความสัมพันธ์ครั้งนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะสะกิดเตือนคนดูถึงความรู้สึกลึกซึ้งที่ทั้งคู่มีต่อกัน เลอลูชยังใส่ซับพล็อตเข้ามา ซึ่งดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการสานต่อความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ทิ้งค้างไปนาน มันเป็นเรื่องของฆาตกรที่หนีออกมาจากโรงพยาบาลโรคจิตและนำไปสู่คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญที่วางแผนเอาไว้อย่างดี แอนน์ยอมรับความจริงว่าเรื่องรักของเธอกับฌ็อง-หลุยส์ไม่อาจเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จได้ และเธอก็ยอมรับข้อเสนอเอาเรื่องของฆาตกรคนนั้นมาทำหนังแทน ดูเหมือนว่าความเกี่ยวโยงของพล็อตและซับพล็อตจะมีอยู่เพียงเท่านี้เอง
            แต่เลอลูชอาจจะอยากบอกกับเราว่า ในวันเวลาและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป หนักรักเรียบง่ายที่เขาเคยทำเมื่อทศวรรษ 1960 ไม่อาจนำเสนอออกมาด้วยรูปแบบเดิมได้อีกในทศวรรษ 1980 แนวของหนังที่ประสบความสำเร็จใหญ่โตในยุคนี้ที่เราเห็นๆ กัน ไม่ใช่หนังที่คนดูจะสามารถร่วมซึมซับความละเอียดอ่อน อารมณ์อันลึกซึ้งของชีวิตตัวละครที่โลดแล่นอยู่บนจอ เพราะสังคมรอบข้างและความจริงที่รายล้อมชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน
            ความรักของแอนน์และฌ็อง-หลุยส์ อาจจะยิ่งใหญ่ก็แต่ในความรู้สึกของคนทั้งสอง แต่มันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับคนอื่น และอาจจะเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อด้วยซ้ำที่คนสองคนจะรักกันและลาจากกันโดยเก็บรักษาความรู้สึกที่ดีให้ยั่งยืนตลอดมา ในเมื่อทางออกของสังคมปัจจุบันแก้ปัญหากันด้วยความรุนแรง ชีวิตลดความหมายลงไปพร้อมกับที่ความรู้สึกอันอ่อนโยนถูกแทนที่ด้วยความหยาบกระด้าง ความอ่อนไหวถูกแทนที่ด้วยความเปราะบาง ซับพล็อตที่เลอลูชใส่เข้ามาได้แสดงถึงจุดนี้ มันเป็นภาพตัวอย่างของสังคมทศวรรษ 1980 คนไข้โรคจิตถูกหมอใช้เป็นเครื่องมืออย่างแนบเนียนเพื่อฆ่าเมียตัวเอง และเพื่อให้แผนการรัดกุมเต็มที่โดยความผิดจะไปตกอยู่กับคนไข้ของเขา สี่ชีวิตต้องสังเวลยไป – เมียหมอ, คนไข้, ลูกและเมียคนไข้ – แลกกับการที่เขาจะมีเมียใหม่คนหนึ่ง
            เห็นได้ชัดว่าเลอลูชไม่ได้พยายามจะทำให้ภาคสองของ A Man and a Woman ออกมาเป็นหนังโรแมนติคที่จะประทับใจคนดูได้เหมือนกับภาคแรก แต่ในแง่ของหนังดรามาที่แสดงถึงชีวิต อารมณ์ ความรู้สึก เลอลูชยังประสบความสำเร็จใจการนำเสนอสิ่งที่เขาสนใจออกมาเป็นหนัง และเด่นด้วยการลำดับภาพ-ดำเนินเรื่องตามแบบเฉพาะตัวของเขา     
            คนที่ดู A Man and a Woman ภาคสอง โดยไม่ได้ดูภาคแรกมาก่อน อาจจะไม่เข้าใจเลยว่า มันเป็นตอนต่อของหนังที่ได้ชื่อว่าโรแมนติคที่สุดของเมื่อสองทศวรรษก่อนได้อย่างไร เพราะหลังจากมุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกและความรักในภาคแรก เลอลูชกลับมามุ่งเสนอแง่มุมต่างๆ ของชีวิตแทนในภาคสอง แต่คนที่ยังจดจำความประทับใจของเมื่อยี่สิบปีก่อนจะสามารถรับรู้สิ่งที่เลอลูชต้องการจะบอกได้ว่า ชีวิตมีความหมายอยู่ด้วยความรู้สึกอันงดงาม และความรู้สึกที่แท้จริงจะยั่งยืนเหนือกาลเวลา
            ไม่ว่ามันจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร
#
 (ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2530)


วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์



โดย กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน

ลีโอ ตอลสตอย เคยเขียนถึงนักวิจารณ์เอาไว้ในหนังสือ “ศิลปะคืออะไร” ว่า “นักวิจารณ์ก็คือคนโง่ที่มาถกเถียงกันถึงเรื่องของคนฉลาด”
            เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ศิลปิน ผู้สร้างงานศิลปะ จะพากันมีความคิดความเห็นเช่นนี้ต่อนักวิจารณ์และการวิจารณ์ เหมือนๆ กันมาทุกยุคทุกสมัย เคยมีคำพูดคล้ายกันในวงการดนตรี กระทบกระเทียบนักวิจารณ์ว่าเป็น “คนหูหนวกที่ทะลึ่งมาตั้งเสียงเปียโน” และที่โด่งดังมากในวงการหนังไทย คือคำท้าทายจากผู้กำกับมาถึงนักวิจารณ์ว่า “แน่จริง (มึง) ก็มาสร้างหนังเองสิวะ”
            แต่ไม่ว่าศิลปินจะคิดอย่างไร การวิจารณ์ก็มีบทบาทอยู่คู่ศิลปะทุกแขนงตลอดมา ในแง่หนึ่ง การวิจารณ์เป็นธรรมชาติของคนเรา ซึ่งมีความคิดความเห็นเป็นของตัวเอง เมื่อมารวมเข้ากับความรู้ความเข้าใจในศิลปะแขนงต่างๆ ก็ได้ก่อให้เกิดการวิจารณ์ขึ้นมา
            ในขณะที่ตอลสตอยมีความเห็นต่อนักวิจารณ์และการวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องของคนโง่ที่มาถกเถียงกันในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ไม่เข้าใจ สิ่งที่ตอลสตอยทำไปในหลายๆ บทของหนังสือ “ศิลปะคืออะไร” ก็คือการวิจารณ์และการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์
            ศิลปินอาจจะไม่ชอบใจที่มีผู้มาประเมินค่าผลงานของเขา แต่ผู้รับสื่อศิลปะแต่ละแขนงต้องการ งานวิจารณ์เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการกลั่นกรอง-ตัดสินใจของผู้รับสื่อ ก่อนที่จะเลือกรับหรือไม่รับงานชิ้นใดๆ โดยไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเห็นตามไปกับนักวิจารณ์ ยิ่งในงานศิลปะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพาณิชย์ศิลป์ เช่น ภาพยนตร์ หรือดนตรี บทบาทและความต้องการงานวิจารณ์ยิ่งมีสูง เพราะมีจำนวนผลงานหลั่งไหลออกมามากมาย ในขณะที่ผู้รับสื่อมีข้อจำกัดในเรื่องของกำลังซื้อและเวลา
            พอล แกมบาคชินี ซึ่งเป็นผู้รวบรวมนักวิจารณ์ดนตรีและนักจัดรายการวิทยุมาช่วยกันคัดเลือกแผ่นเสียงยอดเยี่ยมตลอดการของวงการเพลงร็อคเมื่อปี 1977 และมีการทบทวนผลกันใหม่อีกครั้งในปีนี้ (1987) อาจจะเป็นคนที่เขียนถึงบทบาทของนักวิจารณ์ในงานพาณิชย์ศิลป์ยุคใหม่ได้อย่างชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง เขาบอกว่า “ไม่ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับนักวิจารณ์อย่างรุนแรงหรือมากครั้งเพียงไร เราก็ยังคงอ่านงานของเขา เพราะเราเป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง ความคิดเห็นของเราอาจผิดพลาดได้ และเราก็ต้องการการชี้นำสิ่งซึ่งจะตรงตามรสนิยมและงบประมาณของเรา นักวิจารณ์ก็เป็นปุถุชนเช่นเดียวกับเรา ความคิดเห็นของเขาอาจผิดพลาดได้เหมือนกัน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ถ้าหากไม่มีนักวิจารณ์ เราก็จะตกอยู่ภายใต้ระบอบอนาธิปไตยของการโหมโฆษณาชวนเชื่อจากบริษัทแผ่นเสียง”
            งานวิจารณ์ซึ่งจะแสดงบทบาทอย่างนั้นได้ อย่างน้อยที่สุดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดอิสระของนักวิจารณ์ ไม่ใช่งานเขียนซึ่งอาศัยรูปแบบการวิจารณ์บังหน้าเพื่อหวังผลประโยชน์ทั้งที่แอบแฝงและชัดเจน ซึ่งเห็นกันได้มากมาย คงไม่จำเป็นที่จะต้องยกตัวอย่างในที่นี้
            แต่ตรงจุดของความคิดอิสระ ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้เหมือนกัน ขอบเขตของความคิดอิสระน่าจะอยู่ที่ การมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่ไม่ได้กินความกว้างไปถึงการใช้รสนิยม-ความชอบส่วนตัวเป็นบรรทัดฐานในการประเมินค่างานศิลปะ หรือใช้งานวิจารณ์เป็นเครื่องระบายอารมณ์ส่วนตัว ความชอบ-ไม่ชอบของตัวนักวิจารณ์
            การวิจารณ์งานศิลปะแขนงต่างๆ จะมีหลักกว้างๆ ในการพิจารณาใกล้เคียงกัน คือ ในเรื่องของรูปแบบหรือสไตล์ เนื้อหา อารมณ์ จุดมุ่งหมาย และเทคนิค งานศิลปะหรือพาณิชย์ศิลป์แต่ละชิ้นที่ออกมา อาจจะเด่นหรือด้อยในบางด้าน เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์ต้องพิจารณาแยกแยะ ถ้านักวิจารณ์ดนตรีจะไม่ชอบอัลบั้ม Thriller ของไมเคิล แจ็คสัน เพราะเขาไม่ชอบเพลงเต้นรำ และเห็นว่าเพลงอย่างนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดคุณค่าทางศิลปะขึ้นมาเลย สิ่งที่น่าคำนึงถึงก็คือ งานชิ้นนี้ออกมาด้วยจุดมุ่งหมายอย่างไร ตอบสนองจุดมุ่งหมายเหล่านั้นได้หรือไม่ องค์ประกอบของงานสอดคล้องกับจุดหมายนั้นและได้ผลเพียงไร ถ้าคนเกือบ 40 ล้านซื้อแผ่นเสียงชุดนี้ไปและสนุกกับมันได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าผลงานชิ้นนี้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของมัน และคุณค่าทางความบันเทิงต่อคนหลายสิบล้าน – หรืออาจจะมากกว่านั้น – ก็ไม่อาจมองข้ามไปได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงความบันเทิงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม
            นักวิจารณ์ไม่ใช่พระเจ้าที่จะยกรสนิยมตัวเองขึ้นมาสูง และกดรสนิยมความคิดเห็นของคน 40 ล้านลงไปจมดิน ความสำเร็จของงานในเชิงพาณิชย์ศิลป์อาจมีกลวิธีทางธุรกิจเกื้อหนุนอยู่มาก แต่มันก็ไม่ถึงกับช่วยให้สินค้าที่หาค่าอะไรไม่ได้เลย กลายเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในตลาดไปได้แน่ๆ
            นอกเหนือไปจากการประเมินค่า บทบาทสำคัญอีกทางหนึ่งของงานวิจารณ์ ซึ่งบางครั้งมักจะถูกมองข้ามกันไป ก็คืองานวิจารณ์มีฐานะเป็นสื่อถ่ายทอดความเข้าใจด้วย งานศิลปะอาจจะเป็นสื่อแสดงความคิด เจตนา และสิ่งต่างๆ ที่ผู้สร้างงานต้องการนำเสนอออกมาสู่ผู้รับสื่อของเขาในตัวเองอยู่แล้ว แต่โดยกลวิธี-เทคนิคทางศิลปะ โดยข้อจำกัดทางการรับรู้ของผู้รับที่มีพื้นฐานทางศิลปะแขนงนั้นๆ แตกต่างกันอยู่ งานวิจารณ์สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อเชื่อมได้อีกทอดหนึ่ง เพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น ในฐาะนี้เองที่งานวิจารณ์สามารถเป็นงานสร้างสรรค์ได้ในตัวของมันเองเช่นเดียวกัน
            งานวิจารณ์จึงไม่ใช่เพียงข้อเขียนบอกเล่าเรื่องราวที่ปรากฎในงานศิลปะ แสดงความคิดเห็น ติชม หรือแสดงความเก่งกาจของนักวิจารณ์โดยการจ้องจับผิด หาข้อบกพร่อง แต่เป็นงานเชิงสร้างสรรค์ที่จะช่วยขยับขยาย สร้างความเข้าใจของผู้อ่านงานวิจารณ์ที่จะมีต่องานศิลปะ ให้เข้าถึงจุดมุ่งหมายและสิ่งแอบแฝงที่ศิลปินต้องการจะสื่อแสดงออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมองทะลุเทคนิค วิธีการ และองค์ประกอบทางศิลปะต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้รองรับสิ่งที่ต้องการเสนอ งานวิจารณ์ในเชิงสร้างสรรค์ยังจะมีส่วนช่วยพัฒนางานศิลปะต่อไปได้ด้วยตัวมันเอง เพราะงานวิจารณ์ที่ดีสามารถปูพื้นฐานความเข้าใจให้กับผู้รับสื่อ และเมื่อผู้รับพัฒนาความรับรู้ ความเข้าใจในงานศิลปะ งานศิลปะก็สามารถพัฒนาต่อไปได้โดยที่ผู้รับสามารถตามทันและเข้าใจ
            เมื่อเดือนกันยายน (2530) มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจสำหรับบรรยากาศการวิจารณ์งานศิลปะในบ้านเรา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดสัมมนาการวิจารณ์งานศิลปะ ไล่ๆ กับที่ภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานการวิจารณ์งานศิลปะขึ้นมาเหมือนกัน ทั้งสองงานนี้ทั้งศิลปินและนักวิจารณ์ต่างก็ได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจารณ์จากจุดที่แต่ละฝ่ายยืนอยู่ ให้ผู้สนใจได้ฟังกัน ทั้งสองงานนี้อาจจะยังไม่ได้ก่อผลให้เห็นกันได้ชัดเจนเดี๋ยวนี้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการขยายขอบข่ายความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับงานวิจารณ์ ซึ่งอาจจะมีส่วนพัฒนาการวิจารณ์งานศิลปะในบ้านเราต่อไป ทั้งในส่วนของคนทำงานวิจารณ์เอง และอาจกระตุ้นให้เกิดนักวิจารณ์รุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาในโอกาสต่อไป
            คนเราทุกคนมีพื้นฐานของการเป็นนักวิจารณ์ในตัวเองอยู่แล้ว เหมือนกับที่ปรัชญาการเมืองสมัยกรีกเคยมีคำเปรียบเปรยเอาไว้ว่า “โดยไม่ต้องเป็นช่างก่อสร้าง เราก็สามารถบอกได้ว่าบ้านหลังนี้ดีหรือไม่ดี เพราะเราเป็นคนอยู่” จุดประสงค์เดิมของเขาใช้ในความหมายเชิงวิจารณ์สังคม แต่ในแวดวงศิลปะ คำนี้ก็สามารถใช้ได้ดี เพราะเราทุกคนเป็นคนรับสื่อศิลปะนั้นๆ ถึงตรงนี้อาจจะมีคนแย้งว่า การวิจารณ์งานศิลปะต้องมีความรู้ในศิลปะแต่ละแขนงด้วย ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ผมก็ยังเห็นว่าความรู้เป็นสิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนกันได้ตามความสนใจเฉพาะตัว แต่ความคิดเห็น วิจารณญาณของตัวเอง คือพื้นฐานแรกสุดที่จะนำไปสู่การวิจารณ์งานศิลปะ เป็นสิ่งที่สร้างที่สอนกันไม่ได้ แต่จะต้องพัฒนากันเองในแต่ละคนจากพื้นฐานที่มีอยู่
            เคยมีนิตยสารฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ ถามความรู้สึกของผมเกี่ยวกับการเป็น “เอ็นไซโคลปีเดียภาพยนตร์” ซึ่งผมไม่ยอมรับ เพราะเอ็นไซโคลปีเดียนั้นมีก็แต่ความรู้ ไม่มีความคิด แต่นักวิจารณ์จำเป็นต้องมีความคิด และเป็นความคิดในทางสร้างสรรค์ด้วย
#
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2530)

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ยังเฟื้อ


สำหรับคนอ่าน “สีสัน” ชื่อของ “นรา” ไม่ควรต้องมีคำอธิบายอะไรอีก
            หลายคนยังรู้ด้วยว่า งาน “เขียน” ของเขา นอกจากการเขียนวิจารณ์หนังที่ได้รับการยอมรับในฐานะนักวิจารณ์แถวหน้ามานาน นรายังมีงานเขียนภาพที่ปรากฏต่อสายตา “เพื่อน” ของเขาในเฟซบุ๊ค อยู่สม่ำเสมอ เป็นภาพที่เขาบอกว่า “วาดเล่น” แต่สะท้อนความจริงจังในการฝึกปรือ และให้ผลเป็นงานที่น่าชื่นชม
            แต่คงมีคนจำนวนน้อยลงที่รู้ว่า นราสนใจงานจิตรกรรมฝาผนัง และศึกษาหาข้อมูลความรู้ด้านนี้จนถึงขั้นหลงใหล ซึ่งในที่สุดได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนถึงศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการคัดลอกและซ่อมแซมจิตรกรรมฝาผนังไว้เป็นมรดกของชาติ – อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์
            ผมเห็นข้อเขียนชุดนี้ของนรา เริ่มเผยแพร่เป็นตอนๆ ในเว็บไซต์ Manager Online เมื่อราวๆ สองปีก่อน มีแง่มุมหลายอย่างที่เมื่ออ่านผ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ แต่บุคลิกของสื่ออิเล็กทรอนิกส์กับการตามอ่านทีละตอน ดูจะไม่เหมาะกับงานที่ต้องเสพอย่างละเมียดละไม
            จนกระทั่งปลายๆ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา งานเขียนของนราชุดนี้ จึงปรากฏเป็นรูปเล่มหนังสือ ชื่อ “ยังเฟื้อ”
ความผิดหวังเบื้องต้นของผมต่อหนังสือเล่มนี้ คือ จำนวนภาพสีที่มีอยู่จำกัด ภาพหลายภาพที่เราควรจะได้เห็นฝีมือของศิลปินเอกเป็นสีที่ใกล้เคียงภาพจริง จึงกลายเป็นเพียงภาพขาวดำที่ยากจะทดแทน แม้จะเข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนผลิตกับการตั้งราคาปก ซึ่งผกผันกับกำลังซื้อของผู้อ่าน ก็ตาม
            แต่ตัวอักษรของนราไม่ได้ทำให้คนอ่านผิดหวัง เขาบอกว่าที่มาของการเขียนงานชุดนี้เกิดจากความสนใจดูจิตรกรรมฝาผนัง และเขาก็เริ่มต้นด้วยการพาเราย้อนกลับไปสู่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ แนะนำให้เรารู้จักกับพระอาจารย์นาค ผู้ได้รับการยกย่องเอาไว้สูงส่ง ตามบันทึกของสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผลงานของพระอาจารย์นาคเกือบทั้งหมดไม่หลงเหลือให้เห็นมานานมากแล้ว ยกเว้นสองภาพสุดท้ายที่หอพระไตรปิฎก วัดระฆังโฆสิตาราม
            เป็นสองภาพสุดท้ายที่ดลใจให้อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ มุ่งอนุรักษ์งานศิลปกรรมไทยไว้เป็นสมบัติของคนรุ่นหลัง อย่างไม่แยแสต่อลาภ-ยศ-ชื่อเสียงในฐานะศิลปินอิมเพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก
            นราใช้ชีวิตและผลงานของอาจารย์เฟื้อเป็นแกนในการเล่าเรื่อง แม้ว่าข้อมูลหลักที่นำมาใช้เป็นการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร-หนังสือต่างๆ แต่นราก็มีข้อสังเกต มุมมอง และความประทับใจของเขาแทรกวางลงไปในลีลาการเขียนที่ผมอยากจะเรียกว่า “แบบอิมเพรสชันนิสม์” ซึ่งสามารถนำผู้อ่านไปทำความเข้าใจกับบุคลิก ทัศนคติ พัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงตอนของชีวิตอาจารย์เฟื้อได้อย่างแยบยล และเพลิดเพลิน
การได้ค้นพบว่า ศิลปินอินเดียสร้างศิลปะใหม่ๆ ขึ้นมาได้โดยผ่านการทำความรู้จักกับศิลปวัฒนธรรมของตนเองอย่างลึกซึ้ง ในระหว่างที่อาจารย์เฟื้อไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิศวะภารติ – หนึ่ง
            การเขียนรูปพระธาตุหริภุญไชย ที่พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร – หนึ่ง
            การช่วยงานอาจารย์ศิลป์ พีระศรี คัดลอกจิตรกรรมฝาผนัง เพื่อจำลองฝีมือครูช่างโบราณมาใช้ในการสอนวิชาศิลปะไทย – อีกหนึ่ง
            ทั้งสามประการนั้นได้นำอาจารย์เฟื้อเดินทางข้ามฟากจากงานศิลปะร่วมสมัยไปสู่การคัดลอกและซ่อมแซมงานจิตรกรรมฝาผนังที่ลบเลือนไปตามกาลเวลา ช่วงนี้นราประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการทำให้คนอ่านตระหนักถึงคุณค่าของการตัดสินใจครั้งสำคัญของศิลปินหนุ่ม ผู้ซึ่งอาจารย์ศิลป์ พีระศรี มั่นใจว่ามีคุณสมบัติเพียบพร้อมจะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินระดับโลก อันหมายถึงชีวิตที่เพียบพร้อมด้วยลาภยศทุกสิ่งอย่างเท่าที่ชื่อเสียงจะสามารถชักนำมา แต่กลับเลือกที่จะไปอุทิศตนทำงานคัดลอก ซึ่งในเวลานั้นยังมีความหมายเพียงการทำซ้ำที่ไม่สร้างสรรค์ และที่ยิ่งกว่านั้นคือชีวิตที่เหนื่อยยากกับผลตอบแทนเพียงน้อยนิด
            ถึงตอนนี้ ผมนึกถึงคำที่น้องสาวคนหนึ่งได้แบ่งปันความประทับใจของเธอต่อการเดินทางข้ามฟากฝั่งของอาจารย์เฟื้อ ก่อนที่ผมจะทันอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ว่า การละทิ้งอนาคตอันสดใสของศิลปินอย่างอาจารย์เฟื้อ ได้แสดงถึงภาวะที่ไร้อัตตา ยอมสละทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เรารักและเราเชื่อ”
            เธอแสดงเหตุผลต่อมาว่า “ศิลปะและวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตกมีคติที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว งานของตะวันตกล้วนต้องมีชื่อ ต้องมีลายเซ็น เพื่อให้เราได้ชื่นชมตัวตนของศิลปินที่ปรากฏอยู่ในฐานะผู้สร้างสรรค์งาน แต่งานของไทย ศิลปินดำรงอยู่อย่างไร้ตัวตน ผลงานที่สร้างออกมาก็เพื่อให้คนได้รำลึกถึงศาสนา และศรัทธาในคุณงามความดี สิ่งที่ศิลปินฝากไว้มีเพียงความงามที่จะชักนำไปสู่ความสงบและลดละอัตตา ไม่ใช่ชื่อของตัวเอง”
            ผมถือว่านั่นคือคำคารวะของคนธรรมดาคนหนึ่งต่อคำประกาศอันเป็นสัจจะของอาจารย์เฟื้อเอง ที่ว่า “ข้าพเจ้าทำศิลปะด้วยใจรัก เลื่อมใส และจริงใจ มิได้ทำไปเพราะใยแห่งอามิส ข้าพเจ้าทำศิลปะเพื่อศึกษาค้นหาความจริง ในความงามอันเร้นลับอยู่ภายใต้สภาวธรรม”
ช่วงหลังของหนังสือ “ยังเฟื้อ” นราได้นำเราไปสู่โลกของจิตรกรรมฝาผนัง และตามรอยอาจารย์เฟื้อไปในเส้นทางการคัดลอกและการอนุรักษ์ซ่อมแซมจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง
            นับตั้งแต่วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพุทไธศวรรย์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปถึงวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี วิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม และหอพระไตรปิฎก วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพฯ
            นอกจากการเขียนถึงผลงานการคัดลอกและซ่อมแซม ที่นราให้รายละเอียดและแง่มุมต่างๆ เอาไว้อย่างน่าสนใจ มุมมองของนราต่อภาพและบรรยากาศที่ไปเห็น ตลอดจนวิธีบรรยายภาพที่ดูมาก็ช่วยให้คนอ่านเห็นภาพได้ชัด-ลึกยิ่งขึ้น เช่น ภาพพระลักษณ์รบกันอินทรชิต ในตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ “ความยอดเยี่ยมของภาพดังกล่าวอยู่ที่ภาพอินทรชิตกำลังเงื้อคันศรฟาดฟันด้วยท่วงทีขึงขัง เต็มไปด้วยพละกำลัง และสีหน้าดุดัน”
            หรือ “ลีลาท่วงท่าของตัวละครซึ่งกำลังแสดงความโศกเศร้าเสียใจ (ผ่านการยกมือกรีดเช็ดน้ำตา แทนการแสดงอารมณ์ผ่านทางใบหน้า) ดูอ่อนช้อย เต็มไปด้วยความสะเทือนใจ และขานรับกับคดโค้งของกิ่งก้านไม้และโขดหินที่อยู่รายรอบ”
             นรายังได้ฉายภาพที่จับใจของอาจารย์เฟื้อไว้เป็นระยะ เช่น “เมื่อหันมองย้อนหลัง อาจารย์ไม่เคยปริปากตัดพ้อ ไม่เคยนึกเสียดายอาลัยอาวรณ์ต่อชีวิตอีกรูปโฉมตรงข้าม
            “ถ้าจะมีถ้อยรำพึงรำพันอันใดหลุดหล่นออกมาจากปากคำของอาจารย์เฟื้ออยู่บ้าง นั้นก็เพียงแค่ว่า ยังมีศิลปะไทยล้ำค่าอีกมากที่ท่าไม่ได้กอบกู้บูรณะหรืออนุรักษ์ไว้ให้ทันท่วงที”
            และ “เมื่อมีผู้ถามถึงเหตุผลว่าทำไมอาจารย์จึงมาใฝ่ใจกับงานคัดลอกจิตรกรรมฝาผนัง บรมครูก็มักจะตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเป็นเพราะ ไม่มีคนทำ
            การตามรอยอาจารย์เฟื้อไปยังหลายแหล่งแห่งที่ แม้จะยังไม่สามารถครอบคลุมผลงานมากมายที่อาจารย์เฟื้อฝากไว้ได้หมด แต่ก็เป็นงานที่ใช้เวลา ใช้ความวิริยะ ซึ่งจะทำได้ก็ด้วยความรักชอบหลงใหลแบบที่นราได้แสดงให้เราเห็นผ่านหนังสือเล่มนี้ ในขณะเดียวกัน ก็ยิ่งขับเน้นให้เห็นว่ามรดกทางประวัติศาสตร์ศิลปะของอาจารย์เฟื้อเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าเพียงใด ทั้งยังอาจกระตุ้นให้ใครหลายคน – เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง – ได้ลุกขึ้นมาทำความรู้จักกับอาจารย์เฟื้อ กับงานศิลปกรรมไทย มากขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
            เป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อแรงบันดาลใจ แบบเดียวกับที่นราได้จากการดูจิตรกรรมและตามรอยผลงานของอาจารย์เฟื้อ แบบเดียวกับที่อาจารย์เฟื้อได้รับจากภาพฝีมือพระอาจารย์นาค ซึ่งในแง่นี้ นราได้เขียนเอาไว้อย่างจับใจว่า
            “ผมเชื่อว่าอาจารย์เฟื้อเห็น บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไพศาลเกินบรรยายในภาพเขียนนั้น (ภาพสุครีพถอนต้นรัง และภาพศึกอินทรชิต ในหอไตร วัดระฆังฯ) และหยั่งรู้ว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่าตัวท่านเอง
            “อาจารย์เฟื้อจึงบรรจุการฝึกปรือทางศิลปะทั้งชีวิตของคนเอง เพื่อเป็นเพียงแค่เงาในภาพเขียนของพระอาจารย์นาค
            “พูดได้ว่าทุกครั้งที่ดูภาพเขียนฝีมือพระอาจารย์นาค ผมเห็นภาพอาจารย์เฟื้อเหลื่อมซ้อนซ่อนอยู่ในนั้น”
#
5 กรกฎาคม 2554
 (ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2554)

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ดอน วีโต คอร์เลโอเน ในฐานะนักบริหาร



โดย วิวิธ วุฒิวีรวรรธน์*
มาริโอ พูโซ แนะนำให้ผู้อ่านรู้จักมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ – ดอน วีโต คอร์เลโอเน ตัวละครเอกในนิยายของเขาเรื่อง The Godfather อย่างแนบเนียน โดยผ่านทางตัวละครสามคน อเมริโก โบนาเซรา สัปเหร่อ, จอห์นนี ฟอนเทน – นักร้องที่กำลังตกอับ, นาโซรีเน – คนทำขนมปัง ต่างคนต่างกำลังเผชิญปัญหาสำคัญอีกปัญหาหนึ่งของชีวิต เป็นปัญหาที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนก็แน่ใจว่า มีคนเดียวเท่านั้นที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ คนนั้นคือก็อดฟาเธอร์ – ดอน วีโต คอร์เลโอเน
            ในคำอธิบายของพูโซ: ดอน วีโต คอร์เลโอเน เป็นผู้ที่ทุกคนมาขอความช่วยเหลือ และไม่เคยผิดหวังกลับไป เขาไม่เคยให้สัญญาลมๆ แล้งๆ กับใคร ไม่เคยหาข้ออ้างว่ามีอำนาจอื่นใดในโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขา ไม่จำเป็นหรอกว่าเขาจะต้องเป็นเพื่อนของผู้ที่มาหา ไม่สำคัญด้วยซ้ำไปว่า ผู้ที่มาขอความช่วยเหลือจะไม่มีปัญญาตอบแทนบุญคุณได้ มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นที่จำเป็น นั่นก็คือ ผู้ที่มาหานั่นแหละต้องประกาศมิตรภาพ
            ผู้ที่เคยอ่านคอลัมน์นี้ใน Man ฉบับที่แล้ว (เรื่อง “ศึกษาจากมาเฟีย”) คงทราบแล้วว่า ทำไม ดอน คอร์เลโอเน จึงเป็นบุคคลที่น่าศึกษาในฐานะนักบริหาร แต่ผู้ที่ยังไม่เคยอ่านอาจจะยังคลางแคลงใจอยู่บ้าง ขออนุญาตทบทวนสักเล็กน้อยในย่อหน้านีว่า แม้ดอน คอร์เลโอเน จะเป็นเพียงตัวละคร แต่ The Godfather เป็นหนังสือเล่มที่วงการบริหารยอมรับในฐานะ “หนังสือแนะนำ” และ “เป็นภาพสะท้อนของธุรกิจที่มีการจัดการดีที่สุดในโลก” มาริโอ พูโซไม่เพียงแต่นำเอาโลกเร้นลับอันน่าตื่นเต้นขององค์กรนอกกฎหมายมาตีแผ่ แต่เขายังให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้าง ข่ายงาน วิธีการทำงานขององค์กรแบบนี้ได้อย่างสมบูรณ์โดยผ่านทางครอบครัวคอร์เลโอเน ในทางการบริหารองค์กร เราสามารถศึกษาได้จากองค์กรมาเฟีย ในทางบุคลิกผู้นำและแนวคิดในการบริหารงาน เราสามาถศึกษาได้จากดอน คอร์เลโอเน

อาณาจักรของเดอะ บอสส์
            ในโลกนอกกฎหมาย ดอน คอร์เลโอเน คือ เจ้าพ่อคือ ก็อดฟาเธอร์ แต่ถ้าประเมินว่าองค์กร ของเขาเป็นองค์กรธุรกิจแบบหนึ่ง ดอน คอร์เลโอเน ก็คือ เดอะ บอสส์บางทีคำเดียวที่เหมาะสมกว่านี้ก็คือ บิ๊ก บอสส์
            ธุรกิจที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างแรกของวีโต คอร์เลโอเน ก็คือการค้าน้ำมันมะกอกจากอิตาลี เขาทุ่มเทอย่างเต็มกำลังเพื่อสร้างธุรกิจของเขาให้ประสบความสำเร็จ จากนั้นอีกสองสามปีน้ำมันมะกอกของเขาก็ขายดีที่สุดในอเมริกา ก้าวถัดมาคือก้าวกระโดดสู่ความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง อเมริกาในยุคห้ามขายเหล้าคือโอกาสที่เปิดให้วีโต คอร์เลโอเนก้าวเข้าสู่อาณาจักรการค้าเหล้าเถื่อน อาณาจักของเขาเริ่มยิ่งใหญ่และแผ่กว้างออกไป หลังการยกเลิกการห้ามขายเหล้า วีโต คอร์เลโอเนซึ่งในเวลานั้นเป็นดอนไปแล้ว ไม่ยอมให้อาณาจักรของเขาปั่นป่วนด้วยสภาพตลาดของโพรดัคท์ไลน์อย่างใดอย่างเดียวที่ผันผวนไป งานของเขาเริ่มขยายไปสู่วงการพนัน เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เครือข่ายธุรกิจของเขาก็พร้อมแล้วสำหรับการกอบโกยผลประโยชน์จากธุรกิจหลากแขนง ครอบครัวของเขามีส่วนในแสตมป์อาหาร แสตมป์น้ำมัน การค้าในตลาดมืด หาวัตถุดิบป้อนตลาดเครื่องแต่งกายที่กำลังขาดแคลน หลังจากนั้นไม่มีอะไรมาขวางทางการเติบโตของอาณาจักรคอร์เลโอเนได้อีกต่อไป และไม่เพียงแต่ในกิจการที่ผิดกฎหมายเท่านั้น
            เมื่อดอน คอร์เลโอเนเตรียมวางมือจากธุรกิจ ไมเคิล คอร์เลโอเน – ลูกชายคนเล็กซึ่งจะเป็นผู้สืบอำนาจของเขา ได้มีโอกาสศึกษาข่ายธุรกิจของครอบครัวอย่างละเอียดเพื่อเตรียมตัวเข้ารับตำแหน่ง ไมเคิลรู้สึกทึ่งในขอบข่ายงาน มันมากกว่าที่เขาเคยรู้หรือเคยคิด ครอบครัวคอร์เลโอเนเป็นเจ้าของที่ดินย่านมิดทาวน์อันมีค่าเหลือล้นของนิวยอร์ก อาคารสำนักงานทุกหลัง ยังเป็นหุ้นส่วนของบริษัทโบรกเกอร์ในวอลล์สตรีทบางแห่ง ธนาคารบางแห่งในลองไอส์แลนด์ กระทั่งบริษัทเครื่องแต่งกาย ทั้งหมดนี้ในนามของคนอื่น
            นอกจากธุรกิจ เส้นสายของดอน คอร์เลโอเนยังกระจายไปทั่วในแวดวงทางกฎหมายและทางการเมือง บางคนเคยคิดว่าดอนอาจจะยิ่งใหญ่แต่ในนิวยอร์ก แต่ปัญหาของจอห์นนี ฟอนเทน แสดงให้เห็นว่าเงื้อมมือของดอนสามารถยื่นออกไปไกลถึงฟากฝั่งตะวันตกอย่างแคลิฟอร์เนีย ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ในฮอลลีวูดผู้ทะนงในบารมีและเส้นสายของตน เป็นคนที่รู้ซึ้งถึงอิทธิพลของเขาดีที่สุด เมื่อม้าราคาหกแสนเหรียญของเขาตกเป็นเครื่องสังเวย และในที่สุด จอห์นนี ฟอนเทนก็ได้งานในหนังที่เขาอยากแสดง

เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่
            วีโต คอร์เลโอเน ถูกส่งจากเกาะซิซิลีมาอยู่ในอเมริกา หลังจากที่มาเฟียซิซิลีฆ่าพ่อของเขาตอนอายุสิบสอง และเขาเป็นเป้าต่อไปของการถอนรากพันธุ์การแก้แค้น วีโต คอร์เลโอเนอาจเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ชีวิตก็คือชีวิต มันเหมือนกับบทสรุปของเขาในเวลาต่อมาว่า “ทุกคนมีจุดหมายปลายทางในชีวิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” และจุดหมายปลายทางของเขาก็คือ ดอนผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ทุกคนเคารพนับถือ
            ความตายของพ่อผู้อารมณ์ร้อน ทำให้ดอนเยือกเย็นและเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่วัยหนุ่ม งานชิ้นแรกที่เขาสร้างความเคารพนับถือขึ้นมาคือการวางแผนอย่างรอบคอบ ชาญฉลาด และรัดกุม เพื่อสังหารนักเลงกระจอกชื่อฟานุคชี ที่มาเรียกเอาส่วนแบ่งจาก ธุรกิจที่เขาลงแรงไป ปีเตอร์ เคลเมนซา กับเตสซิโอ เพื่อนผู้ร่วมธุรกิจด้วยกัน เป็นสองคนแรกที่รู้และแสดงความนับถือในตัวเขา ต่อมาทั้งสองกลายเป็นคาโปเรจิเมคนสำคัญในอาณาจักรของดอน คอร์เลโอเน ในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ทุกคนในละแวกนั้นก็รับรู้กันหมด วีโตกลายเป็นผู้ที่คนอื่นเริ่มมาขอความช่วยเหลือ และเขาก็ช่วยได้จริงๆ เขาไม่ได้ช่วยเหลือคนเหล่านั้นด้วยกำลังหรือการข่มขู่ แต่โดยคำพูดอย่างที่เขาพูดออกมาครั้งหนึ่งว่า “บริการข้าหน่อยนะ ข้าจะไม่ลืมเลย ถามเรื่องของข้าจากเพื่อนท่านในละแวกนี้ดูก็ได้ พวกนั้นจะบอกเองว่าข้าเป็นคนที่เชื่อในเรื่องการตอบแทนบุญคุณคน”
            นั่นคือวิธีการที่เขาสร้างความเคารพนับถือขึ้นมา และคือการเริ่มต้นในการทำธุรกิจด้วย มิตรภาพบ่อนการพนันเต็มใจจ่ายเงินให้เขาสำหรับมิตรภาพที่เขาจะให้โดยการไปเยี่ยมบ่อนบ้างเป็นครั้งคราว เจ้าของกิจการร้านค้าต่างๆ เต็มใจให้เงินตอบแทนเขาสำหรับมิตรภาพที่เขายื่นมือไปจัดการกับพวกอันธพาลวัยรุ่นที่มาเกะกะระราน เมื่อวีโตเริ่มทำธุรกิจในรูปแบบด้วยการค้าน้ำมันมะกอก มิตรภาพและความเคารพนับถือที่เขาได้รับกลายเป็นพื้นฐานแห่งความสำเร็จทางธุรกิจ
            เมื่ออาณาจักรของเขายิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา ดอน วีโต คอร์เลโอเน ก็ได้พูดถึงความหมายและความสำคัญของมิตรภาพเอาไว้ว่า “มิตรภาพคือทุกสิ่งทุกอย่าง มิตรภาพสำคัญกว่าพรสวรรค์ สำคัญกว่ารัฐบาล มันเกือบจะเท่าครอบครัว (หมายถึงองค์กรมาเฟีย)”
            และเขาก็มีวิธีการที่ดีในการแสดงออกถึงมิตรภาพที่จะทำให้ผู้รับซาบซึ้ง เมื่อใครมาหาเขาพร้อมกับมิตรภาพ และต้องการความช่วยเหลือจากเขา ดอนจะไม่ปฏิเสธ ไม่เคยให้สัญญาลมๆ แล้งๆ หรืออ้างว่ามีอำนาจอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่าเขาซึ่งทำให้เขาไม่อาจช่วยเหลือได้ ดอนทำได้เสมอเพื่อมิตรภาพ พูโซเขียนถึงวิธีการของดอนเอาไว้ว่า: ดอนมักจะสอนว่าเมื่อใครจะใจกว้าง ก็ต้องแสดงความใจกว้างนั้นออกมาว่าเป็นความใจกว้างส่วนตัว เป็นการแสดงให้เห็นว่า คนอย่างดอนเองก็ต้องยืมเงินคนอื่นมาให้เขายืม ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าดอนเป็นเศรษฐี แต่มีเศรษฐีกี่คนที่ยอมลำบากเพื่อช่วยเหลือเพื่อที่ทุกข์ยากอย่างนี้
            อาจกล่าวได้ว่า รากฐานแห่งความยิ่งใหญ่ของเขาก็คือมิตรภาพ เขาเป็นดอนที่ได้รับการยอมรับด้วยความนับถือ ไม่ใช่เพราะความเกรงกลัวและอำนาจเพียงอย่างเดียว งานของดอนเป็นไปด้วยดีเพราะมีคนมากมายเป็น “หนี้มิตรภาพ” ของเขาอยู่ และมันได้ผลดีเป็นพิเศษในที่ที่ความรุนแรงไม่อาจใช้ได้ผล การข่มขู่ไม่มีความหมาย
            ในเชิงธุรกิจแล้ว ด้วยวิธีการแห่งมิตรภาพและความเคารพนับถือที่ดอน วีโต คอร์เลโอเนได้รับ ก็คือการสร้างภาพพจน์ของผู้นำ ของนักบริหารที่ดีที่สุดทางหนึ่งที่ทำได้

ชั้นเชิงธุรกิจของดอน
            ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกของมาเฟีย อำนาจและอิทธิพลมีบทบาทอยู่อย่างสำคัญ วีโต คอร์เลโอเนยิ่งใหญ่ขึ้นมาก็โดยการสั่งสมอำนาจและอิทธิพลด้วย แต่วีโต คอร์เลโอเนยิ่งใหญ่กว่ามาเฟียคนอื่นเพราะเขารู้ว่าเมื่อไรคือเวลาของมิตรภาพ เมื่อไรคือเวลาสำหรับการพูดกันด้วยเหตุผล และเมื่อไรที่เขาจะใช้กำลังอำนาจของเขาออกมา
            วีโตเริ่มต้นธุรกิจน้ำมันมะกอกบนพื้นฐานมิตรภาพและความเคารพนับถือ แต่ธุรกิจของเขาจะไม่สามารถยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เลยถ้าปราศจากชั้นเชิงทางธุรกิจ ในเวลาไม่นาน เขาก็เริ่มเรียนรู้เรื่องนี้ เขาเริ่มเข้าใจผลดีของการตัดราคาสินค้าคู่แข่ง สกัดกั้นช่องทางจำหน่ายของคู่แข่งโดยการชักจูงเจ้าของร้านให้สั่งน้ำมันของพวกนั้นมาสต็อกไม่เพียงจำนวนน้อย และในที่สุดเป้าหมายของเขาก็คือการบีบคู่แข่งให้เลิกกิจการไป หรือไม่ก็มารวมกับบริษัทของเขา จะมีใครปฏิเสธได้ว่าวิธีการเหล่านี้ไม่มีอยู่จริงในเกมธุรกิจของสังคม การค้าเสรี ซึ่งเป็นแค่ชื่อ วิธีการของดอนก็เหมือนกับสิ่งที่เรียกกันว่า ทุนนิยมผูกขาด
            การเจรจาเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในเชิงธุรกิจ ดอน คอร์เลโอเนก็เปรียบเสมือนนักบริหารที่ใช้อาวุธนี้ได้เต็มประสิทธภาพของมัน “ข้าจะพูดเหตุผลกับมัน” คือคำพูดที่มีชื่อเสียงประโยคหนึ่งของเขา มันเป็นเหมือนคำเตือนให้รู้ตัวก่อนลงมือเล่นงานกันถึงตาย เมื่อเขากลายเป็นดอนคนหนึ่งไปแล้วและขอให้คู่แข่งมานั่งคุยกันด้วยเหตุผลกับเขา พวกนั้นจะเข้าใจทันทีว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาโดยไม่มีการนองเลือดและฆ่าฟันกัน ก่อนจะมีการเจรจา ดอน คอร์เลโอเนจะไตร่ตรองทุกอย่างอย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด ประเมินผลได้ผลเสียของมันในทุกๆ ทาง จนได้ข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุด และข้อสรุปนั้นก็กลายเป็นคำพูดอีกประโยคหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเขา “ข้ามีข้อเสนอที่มันปฏิเสธไม่ได้”
            คนหนึ่งที่เรียนรู้ศิลปะของการเจรจามาจากดอน คอร์เลโอเนดีที่สุด ก็คือ ทอม เฮเจน ผู้มีตำแหน่งเป็นคอนซีลโยรีของดอน “อย่าโกรธ อย่าขู่ จงพูดโดยใช้เหตุผล” นั่นคือประโยคที่ดอนสั่งมา คำว่า ใช้เหตุผลนั้นฟังเป็นภาษาอิตาเลียนได้ดีกว่าด้วยคำว่า ราจูนาห์ หรือการโต้แย้ง ศิลปะของการเจรจานี้อยู่ที่ว่า ไม่สนใจกับคำสบประมาท คำข่มขู่ต่างๆ ไม่สนใจมันทั้งหมด เฮเจนเคยเห็นดอนนั่งเจรจามาแปดชั่วโมง รับฟังคำสบประมาทต่างๆ พยายามชักจูงไอ้คนบ้าอำนาจให้เออออกับวิธีการของเขา เมื่อหมดเวลาแปดชั่วโมงนั้น ดอน คอร์เลโอเนก็ชูมือขึ้นอย่างหมดหวังและบอกคนที่นั่งเจรจาด้วยว่า “แต่ไม่มีใครจะใช้เหตุผลกับหมอนี่ได้” แล้วก็เดินออกมาจากการเจรจา สองเดือนหลังจากนั้นไอ้หมอนั่นก็ถูกยิงตาย
            สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการเจรจาก็คือกฎแห่งความเงียบ หรือโอเมอร์ตาของชาวซิซิเลียน มันเป็นเช่นเดียวกับการรักษาความลับในทางธุรกิจ การเจรจาครั้งหนึ่งของดอน คอร์เลโอเนพลาดไป และเกือบจะทำให้เขาเอาชีวิตไม่รอด ดอนไม่สนใจข้อเสนอร่วมค้ายาเสพติดกับมาเฟียอีกแก๊งหนึ่ง แต่ซันนี – ลูกชายของเขาแสดงท่าทีสนใจขึ้นมาระหว่างการเจรจา ทำให้ผู้มาเจรจาด้วยเกิดความคิดจะเก็บดอน ด้วยหวังว่าเมื่อไม่มีดอน มันจะเจรจากับซันนีได้ ประโยคสำคัญประโยคหนึ่งในเรื่องนี้ของดอนก็คือ “ซันตีโน อย่าให้ใครรู้ว่ามีอะไรอยู่ในอุ้งเล็บเอ็ง”
            ถ้าเปรียบดอนเป็นนักบริหาร เขาคือนักบริหารที่ชาญฉลาด รู้จังหวะ รู้เวลา รู้สถานการณ์ จังหวะไหนที่เขาควรจะรุก จังหวะไหนที่เขาควรจะรับ ดอนเป็นคนที่ทำอะไรผิดพลาดไม่กี่อย่าง และก็เรียนรู้ทุกอย่างจากความผิดพลาดนั้น
            การ รุกครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของดอนก็คือการขยายอาณาจักรเข้าสู่วงการพนัน ซึ่งทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนของอัล คาโปน ผู้เป็นมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น ดอนโค่นเพื่อนของคาโปนลงได้ และสามารถยับยั้งให้อัล คาโปนต้องคิดทบทวนใหม่ในการที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนเก่าทำสงครามกับดอน เป็นการรุกที่ใช้กำลังอย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพ หลังจากครั้งนั้นดอนก็ได้รับความนับถือจากวงการใต้ดินทั้งสหรัฐ
            ในการ รับครั้งสำคัญ ก็คือการเจรจากับห้าครอบครัวของนิวยอร์กเพื่อทำสันติภาพ ทั้งๆ ที่พวกนั้นเพิ่งสังหารลูกชายคนโตของเขาไป มันเป็นการรับที่ทำให้ครอบครัวคอร์เลโอเนถูกประเมินว่าอ่อนแอลง ดอนแสดงให้เห็นว่าเขาเก่งกาจในเชิงการทูตการเจรจา การทำสันติภาพครั้งนั้นลุล่วงไปด้วยดีตามที่เขาวางเป้าไว้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกประเมินว่าครอบครัวเขากำลังอ่อนแอ เพราะไม่ได้แก้แค้นให้ลูกชาย แต่ดอนมีแผนการยาวไกลไปกว่านั้น
            ยุทธศาสตร์ของดอนก็คือ แม้จะต้องรับ แต่ก็ต้องรัดกุม และไม่ใช่การรับในเรื่องที่จะแสดงถึงความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง “ถ้าเราเคยยอมให้มันปั่นหัวในเรื่องเล็กๆ ได้ ต่อไปมันก็ต้องการครอบครองเราหมดทุกอย่าง เอ็งจะต้องหยุดยั้งมันตั้งแต่ต้นมือเหมือนกับที่พวกนั้นควรจะหยุดยั้งฮิตเลอร์ที่มิวนิคนั่นแหละ ไม่น่าให้มันรอดไปได้ พวกมันเรียกหาความยุ่งยากตอนที่ปล่อยให้มันรอดไปได้” ดอนเคยพูดอย่างนี้เมื่อปี 1939 ก่อนหน้าที่สงครามจะเกิดขึ้นจริงๆ เขาคิดด้วยว่าถ้าครอบครัวต่างๆ เป็นดำเนินงานกระทรวงการต่างประเทศ สงครามโลกครั้งที่สองจะไม่มีวันเกิดขึ้น    
            ทุกอย่างดูจะผสมผสานกันอย่างเหมาะเจาะในการทำงานและการคิดวางแผนของดอน คอร์เลโอเน เขาเลือกใช้กำลังหรือการเจรจาอย่างเหมาะสมและชาญฉลาด กฎโอเมอร์ตาไม่เพียงแต่มีบทบาทในการเจรจา แต่รวมถึงการใช้กำลังด้วย เพราะเมื่อถึงเวลานั้น ไม่ควรทำให้ศัตรูไหวตัวก่อน เมื่อเขาจะลงมือ มันจะต้องเฉียบขาด รวดเร็ว ได้ผล ชั้นเชิงของดอนอันนี้เหมือนกับที่ต่อมา ทอม เฮเกน ผู้เป็นคอนซีลโยรีบอกกับไมเคิล คอร์เลโอเนว่า “มีอย่างหนึ่งซึ่งเอ็งยังไม่ได้เรียนจากดอน นั่นก็คือการพูดอย่างที่เอ็งกำลังพูดอยู่นี่ มีหลายอย่างที่จะต้องทำ เอ็งทำมันไปเลย และอย่าพูดถึงมันเด็ดขาด อย่าพยายามพูดว่าสมเหตุสมผลทั้งนั้น เอ็งเพียงแต่ลงมือไปเลย แล้วก็ลืมมันเสีย”
            การใช้กำลังอำนาจกับการข่มขู่คุกคามในทัศนะของดอนเป็นคนละเรื่องกัน การคุกคามข่มขู่นั้นเป็นสิ่งที่โง่ที่สุด อีกนัยหนึ่งมันเป็นเพียงวิธีการของนักเลงสวะ ดอนสุขุมในทุกเรื่อง และในเรื่องเช่นนี้ยิ่งสำคัญ ไม่เคยมีใครได้ยินดอนพูดขู่ ไม่มีใครเคยเห็นดอนโกรธมากจนลืมตัว เพราะมันน่ารังเกียจ เขาบอกว่าไม่มีผลประโยชน์ใดทางธรรมชาติในชีวิตจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการให้ศัตรูประเมินความผิดพลาดของเราเองสูงกว่าที่เป็นจริง เว้นแต่ว่าจะมีเพื่อนที่ดีตีค่าความดีของเราต่ำต้อยกว่าความเป็นจริง – นั่นคือปรัชญาของดอน

การบริหารองค์กร การบริหารคน
            แม้ว่าดอนจะมีความสามารถในเชิงธุรกิจ เป็นผู้นำที่ดี แต่พื้นฐานความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือวิธีที่เขาจัดองค์กร วิธีที่เขาบริหารคน
            ข่ายงานของครอบครัวคอร์เลโอเน ถ้าเปรียบกับองค์กรธุรกิจ ดอน วีโต คอร์เลโอเนก็คือซีอีโอ เขามีคอนซีลโยรีคนหนึ่งเป็นเหมือนมือขวาของเขา ตามความหมายของตำแหน่งนี้คือที่ปรึกษา แต่โดยการทำงานของคอนซีลโยรีเป็นเหมือนซีโอโอ ที่คอยดูแลงานภาคปฏิบัติทั้งหมด ทำตามนโยบายที่ดอนกำหนด ให้ความคิดเห็นเมื่อต้องการ เป็นสมองอีกส่วนหนึ่งของดอน
            การจัดรูปองค์กรของดอนเริ่มขึ้นในช่วงการค้าเหล้าเถื่อน เมื่ออารณาจักรของเขาเริ่มใหญ่ขึ้น เขาตั้งตำแหน่งคอนซีลโยรีขึ้นมาในตอนนี้ และมีคาโปเรจิเมสองคนคือเคลเมนซากับเตสซิโอ เพื่อนเก่าที่ร่วมธุรกิจกันมาแต่แรก สายงานของคาโปเรจิมาแต่ละคนคือการแยกกันออกไปทำงาน มีกิจการเฉพาะที่ต้องดูแล มีคนในบังคับบัญชาโดยตรง ในบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดกลาง คาโปเรจิเมอาจเปรียบได้กับผู้จัดการฝ่าย หรือในบริษัทขนาดใหญ่ คาโปเรจิเมก็เหมือนกับผู้บริหารบริษัทในเครือ คาโปเรจิเมจะรายงานโดยตรงต่อดอน เหตุผลหนึ่งที่มีการแยกส่วนของคาโปเรจิเมก็เพื่อกันการรวมตัวกันโค่นล้มดอน และอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจที่แยกแยะความรับผิดชอบชัดเจน และมีอิสระการทำงานในขอบเขตที่แน่นอน ระบบนี้ได้ผลเป็นอย่างดี
            ลำดับชั้นต่อจากนั้น ในสายงานของคาโปเรจิเมจะมีคนระดับคาโปหรือปัตตอนแมน ซึ่งมีคนในบังคับบัญชาจำนวนหนึ่ง เปรียบได้กับหัวหน้าแผนขององค์กรธุรกิจ ถัดลงไปเป็นพนักงานทั่วไป ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนคนในข่ายงานที่ครอบครัวคอร์เลโอเนมีอยู่ จะเห็นว่านี่คือการจัดองค์กรขนาดใหญ่ที่มีลำดับชั้นค่อนข้างน้อยและไม่มีอะไรซับซ้อน ซึ่งให้ประสิทธิภาพและความคล่องตัวอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็มีความชัดเจนอยู่ในตัว ซึ่งผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงานระดับสูงจะมีอิสระในการกำหนดการทำงานในส่วนของตนได้ นอกจากนี้ ในแง่องค์กรอาชญากรรม นี่คือการป้องกันตัวที่รัดกุม เราะระหว่างดอนกับผู้ปฏิบัติงานระดับล่างจะมีตัวกลางคั่นอยู่ในแต่ละช่วง หากเกิดอะไรผิดพลาด จะไม่มีอะไรโยงใยไปถึงตัวดอนเลย เว้นเสียแต่ว่าคอนซีลโยรีจะกลายเป็นคนทรยศ
            ในการบริหารบุคคล ดอนมีหลักสำคัญที่ได้ผลดีเสมอ คือการทำให้คนของเขารู้สึกพอใจต่อการได้อยู่ในโลก “ซึ่งให้รางวัลอย่างเหมาะสมถูกต้องแก่คนที่ทำหน้าที่ของตน” ดอนแสดงความรักออกมาเท่าๆ กัน ไม่มีลำเอียงให้กับใคร
            มนุษย์เรามีธรรมชาติที่อาจนับเป็นจุดด้อยได้อย่างหนึ่งคือ ไม่รู้จักถนอมน้ำใจคนใกล้ชิด เรามักให้ความเกรงใจแก่คนแปลกหน้าหรือคนที่เราไม่คุ้นเคยด้วย แต่กับผู้ที่เราสนิทสนมรักใคร่ เรามักจะมองข้ามจุดนี้ไป ทั้งที่มันสำคัญมากกว่า เคล็ดลับของดอนในการบริหารบุคคลก็คือ เขาตระหนักในเรื่องนี้และควบคุมตัวเองได้เสมอ ตัวอย่างหนึ่งก็คือวิธีที่จะพูดคำว่า “ไม่” ดอนบอกกับลูกชายคนเล็กในช่วงที่จะขึ้นมามีอำนาจแทนเขาว่า “เอ็งพูดคำว่า ไม่กับคนที่เอ็งรักบ่อยไปไม่ได้ นั่นแหละคือเคล็ดลับ และเมื่อต้องพูด ก็ต้องให้มันฟังเหมือนกับ ได้หรือไม่ก็ต้องให้พวกนั้นพูดว่า ไม่เสียเอง
            ดอนจึงชนะใจสมาชิกในองค์กรของเขา สร้างความเคารพนับถืออย่างยินยอมพร้อมใจ เพราะเขามีวิธีการเลี้ยงคนของเขา ถนอมน้ำใจคนของเขา รักคนของเขาเท่าๆ กัน และให้ผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเหมาะสม มันคือหลักการง่ายๆ แต่ทำได้ยาก คือสามัญสำนึก คือความจริงพื้นฐาน แต่คนเราหรือผู้บริหารมักละเลย คนของดอนภูมิใจที่ได้อยู่ในโลกแห่งนี้ โลกซึ่งแม้ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ลูกน้องของดอนก็สามารถเดินหน้าเชิดไปตามถนน ในกระเป๋าเต็มไปด้วยธนบัตร ไม่ต้องกลัวตกงาน ดอนดูแลโลกของเขาและคนของเขาอย่างดี เขาไม่ได้ให้ความผิดหวังแก่คนที่พึ่งพาเขาและทำงานให้เขา เมื่อคนของเขาบางคนโชคร้ายถูกจับ ครอบครัวของคนนั้นจะได้เงินยังชีพเท่ากับที่คนนั้นได้ตอนอยู่นอกคุก เมื่อออกจากคุกมาจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีงานปาร์ตี้ มีโอกาสได้ร่วมดื่มไวน์กับดอน และมีเงินอีกก้อนรับขวัญ
            กับคนที่ จัดการด้วยยากอย่างลูคา บราชี มือสังหารที่ขึ้นตรงต่อเขา ดอนก็ต้อนรับเขาอย่างพระราชาต้องรับข้าราชบริพารที่ทำงานอันยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ ไม่ได้แสดงความสนิทสนม มีแต่ให้ความนับถือ ทุกท่าทางทุกคำพูดเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนให้ลูคารู้ว่าเขาเป็นคนมีค่าสำหรับดอน

วิสัยทัศน์นักบริหาร
            ครั้งแล้วครั้งเล่า ในสถานการณ์ต่างๆ ดอน วีโต คอร์เลโอเนได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นนักบริหารผู้ชาญฉลาดและมีสายตายาวไกลไปข้างหน้า มองไปถึงอนาคต เมื่อเขาขยายธุรกิจจากการค้าน้ำมันมะกอกไปสู่การค้าเหล้าเถื่อน เขาก็มองเห็นแล้วว่าความมั่นคงทางธุรกิจไม่อาจผูกติดไว้กับผลิตภัณฑ์หรือบริการใดเพียงหนึ่งหรือสองอย่าง เพราะหากธุรกิจนั้นเกิดปัญหาขึ้น มันอาจจะไม่เหลือทางเลือกอื่นใดอีกนอกจากความหายนะ
            การค้าเหล้าเถื่อนเป็นจังหวะที่ดียิ่งในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้อาณาจักรของดอน แต่เมื่อมีการยกเลิกกฎหมายห้ามขายเหล้า อาณาจักรของเขาก็ไมได้พังทลายลงมา เพราะดอนมองไปที่ธุรกิจการพนันเตรียมไว้แล้ว และเขาก็ทำได้สำเร็จ หลังจากนั้นดอนก็ขยายข่ายธุรกิจของเขากว้างออกไปเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึงว่าอาณาจักรของเขาก็มั่นคงมากขึ้นด้วย เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ดอนก็เตรียมการไว้อย่างดีสำหรับครอบครัวของเขา เขามองเห็นแล้วว่าในยุคที่เขาจะวางมือไปและให้ลูกชายคนเล็กก้าวขึ้นมาแทน ธุรกิจนอกกฎหมายจะถูกกระทบมากขึ้น ธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายของดอนก็ถูกเสริมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับเพื่อเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงนั้น และเมื่อสภาพของนิวยอร์กไม่เอื้ออำนวยสำหรับความรุ่งโรจน์เหมือนแต่ก่อน ดอนก็ฉลาดพอที่จะมองไปถึงเมืองใหม่ที่ยังรกร้างและแห้งแล้งในช่วงบุกเบิกอย่างลาสเวกัส เขาไปสร้างฐานธุรกิจใหม่ด้านโรงแรมและบ่อนคาสิโนขึ้นมาก่อนเป็นคนแรกๆ เขาพิจารณาแล้วว่ามันจะมีอนาคต และเขาก็คิดถูก
            ในเรื่องมิตรภาพก็เช่นกัน การที่ดอนให้ความช่วยเหลือทุกคน เขาไม่คิดหวังจะเรียกอะไรตอบกลับมาโดยเร็ว เขาพร้อมที่จะให้มิตรภาพไปก่อน ให้ความช่วยเหลือไปก่อน แล้วสักวันเขาอาจต้องการความช่วยเหลือบางอย่างจากคนที่เป็นหนี้มิตรภาพเขาอยู่ เขามองไปไกล ไกลมาก เขาช่วยเด็กฉลาดจากครอบครัวอิตาเลียนยากจนให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย เพื่อต่อไปเด็กเหล่านั้นจะเป็นทนายความ เป็นผู้ช่วยอัยการ เป็นผ้พิพากษา นั่นคือการสร้างเส้นสายทางกฎหมายและการเมืองในระยะยาว ขณะเดียวกันเขาก็หว่านมิตรภาพไปถึงนักกฎหมาย นักการเมือง วุฒิสมาชิกในเวลานั้นด้วย ทั้งการให้ความช่วยเหลือโดยตรง หรือผลพวงทางอ้อมที่ว่าเขาเป็นคนที่ชาวอิตาเลียนต้องการคำแนะนำเมื่อรู้สึกสับสนว่าจะลงคะแนนให้ใครดีในการเลือกตั้งระดับต่างๆ ซึ่งทำให้ดอนกลายเป็นผู้ที่หัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ ต้องมาปรึกษา มาขอการสนับสนุนจากเขา
            สายตาอันยาวไกลที่มีผลสำคัญที่สุดต่อความยิ่งใหญ่และยั่งยืนของครอบครัวคอร์เลโอเนก็คือการเจรจาสันติภาพกับครอบครัวอื่นในนิวยอร์กเพื่อระงับการทำสงคราม มันเป็นการตั้งรับที่คนอื่นมองว่าอ่อนแอ แต่ดอนรู้ดีว่าเขากำลังทำอะไร ลูกชายคนโตของเขาถูกสังหาร ลูกชายคนกลางไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการรับช่วงงานของเขา เหลือเพียงลูกชายคนเล็กซึ่งหลบหนีอยู่ที่เกาะซิซิลีหลังจากฆ่าคนของครอบครัวเหล่านั้น ดอนต้องเจรจาเพื่อเปิดทางให้ลูกชายของเขากลับมา มันเป็นทางเดียวที่เขาจะมีหลักประกันในชีวิตของลูกชาย ซึ่งหมายถึงหลักประกันของครอบครัวคอร์เลโอเนต่อไปด้วย การสืบทอดอำนาจในครอบครัวนั้นไม่ได้ขึ้นกับสายเลือดก็จริง แต่คาโปเรจิเมของเขาแก่เกินไปเช่นเดียวกับเขา คอนซีลโยรีของเขาทำหน้าที่ได้ดีในยามสงบ แต่ไม่ใช่คอนซีลโยรีในสถานการณ์สู้รบ ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากไมเคิล คอร์เลโอเน และเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ไมเคิลกลับมา
            ระหว่างการเตรียมไมเคิลให้พร้อมสำหรับการเป็นผู้นำครอบครัว ดอนยอมทนต่อการรุกล้ำอาณาเขตโดยครอบครัวอื่น เขาบอกุกคนเพียงว่า “ข้าทำสันติภาพไปแล้ว ข้ากลับคำไม่ได้หรอก” นั่นทำให้แม้แต่คาโปเรจิเมคู่ใจของเขายังคิดว่าครอบครัวคอร์เลโอเนอ่อนแอแล้วจริงๆ ดอนเองก็แก่เกินกว่าจะทำศึกได้เหมือนก่อน แต่ทุกอย่างอยู่ในใจของดอนหมดแล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อม ไมเคิลก็รับช่วงสิ่งที่ดอนได้เตรียมไว้ โดยนำครอบครัวคอร์เลโอเนล้างบางครอบครัวบาร์ซินีและครอบครัวตาตตาเกลียคู่ปรับโดยที่ดอนไม่ได้ละเมิดสัญญาสันติภาพเลย เพราะเขาวางมือไปแล้ว
            ลูกเขยของดอนที่เป็นเหยื่อล่อให้ลูกชายคนโตของดอนไปติดกับ  และคาโปเรจิเมคนสนิทที่หันไปอยู่ข้างศัตรูเมื่อเห็นว่าครอบครัวคอร์เลโอเนไม่มีอนาคตอีกต่อไปและไม่ยอมรับให้ไมเคิลขึ้นมาเป็นดอน ก็ตกเป็นเป้าปฏิบัติการที่รวดเร็ว เฉียบขาด ไปด้วยพร้อมกัน ทุกอย่างลงเอยเหมือนคำพูดของดอนที่ว่า “การแก้แค้นเป็นอาหารที่มีรสชาติดีที่สุดเมื่อมันเย็นแล้ว ข้าจะไม่ทำสันติภาพนั้นหรอก แต่ข้ารู้ว่าถ้าไม่ทำ เอ็ง (ไมเคิล) ไม่มีทางรอดชวิตกลับมาบ้านได้” ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าดอนทำสงครามแทนการทำสันติภาพในช่วงนั้น ครอบครัวคอร์เลโอเนอาจไม่มีวันชนะ
            ดอน วีโต คอร์เลโอเน อาจเป็นเพียงตัวละครในนิยายตัวหนึ่ง แต่มาริโอ พูโซก็เขียนนิยายเรื่องนี้และสร้างตัวละครอย่างนี้ขึ้นมาจากความจริงของยุคสมัยที่องค์กรนอกกฎหมายรุ่งโรจน์อยู่ในอเมริกา อาจมีการแต่งเติมบ้าง แต่จะอย่างไรก็ตาม นี่คือตัวอย่างที่น่าศึกษา
            ประโยคสุดท้ายของดอน วีโต คอร์เลโอเน ก่อนสิ้นชีวิตบอกอะไรได้หลายอย่าง “ชีวิตสวยงามมาก” ชีวิตของดอนไม่ใช่ชีวิตที่สุขสบาย เขาถูกตามล่ามาแต่เด็ก ต่อสู้ฝ่าฟันตลอดมา แต่ชีวิตของเขาสวยงาม เพราะเขาลิขิตชีวิตของเขาเอง
#
*ข้อความที่อ้างอิงจากหนังสือ The Godfather เป็นสำนวนแปลของ ธนิต ธรรมสุคติ 
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.. 2527
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร Man ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 พ.ศ.2529)