วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

องศาเดือด

Credit: http://www.redstar5.com
เพื่อนบางคนที่ไม่ได้เจอกันนานมาก ดูจะแปลกใจกับท่าทีความคิดบางอย่างของผม-ที่เขาคิดว่าเปลี่ยนไป แต่ก็เป็นความแปลกใจเชิงบวก
            สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ และการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
            เพื่อนบางคนที่ว่า เป็นเพื่อนที่คบที่เจอกันสมัยเรียน และยังมีภาพผมในบทบาทนักกิจกรรม(เล็กๆ น้อยๆ) ที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับนักศึกษากลุ่มที่เรียกกันว่า “หัวก้าวหน้า” บ้าง “ฝ่ายซ้าย” บ้าง ตามอัธยาศัย บางคนได้อ่านคอลัมน์ของผมใน “สีสัน” บางคนได้อ่านบทความที่ผมโพสต์ขึ้นบล็อก และคนหนึ่งเย้าว่าในสายตาของเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันมาบางคน – ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง – ผมคงกลายเป็นรอยัลลิสต์ไปแล้ว
            แต่เราก็เห็นพ้องกันว่า “ต่อให้เป็นซูเปอร์หรืออัลตรารอยัลลิสต์ ก็ไม่เป็นไร ตราบเท่าที่เราเชื่อมั่นในจุดที่เรายืน ในมโนสำนึกที่เรามี” 
สำหรับคนรุ่นผม ถ้าจะบอกว่าขบวนการล้มเจ้าพ.ศ.นี้ ไม่ได้มีอยู่จริง ก็โกหกพอๆ กับไม่มีการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ในขบวนการนักศึกษา หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
            และตัวละครจำนวนหนึ่งในยุคนั้น ก็คือคนที่ขับเคลื่อนอยู่ข้างหลังการปลุกปั่นกระแสแก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 อย่างต่อเนื่องในวันนี้ แม้ปลายทางจะไม่ใช่ระบอบสังคมนิยมอีกต่อไป แต่เป้าหมายของการเปลี่ยนระบอบการปกครองไปสู่ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
            ช่วงปี 2518 สายงานจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือขบวนการนักเรียนนักศึกษาค่อนข้างสมบูรณ์ และงานจัดตั้งในระดับโรงเรียนก็เข้าถึงตัวคนรุ่นผมด้วย สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” ระดับแกนนำในโรงเรียนได้ยึดชมรม/ชมนุมต่างๆ ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมก้าวหน้าไว้ได้หมด และมีกระบวนการประเมินเพื่อนนักเรียนเป้าหมายเพื่อเข้าไปทำงานความคิดผ่านทาง “กลุ่มศึกษา” อย่างเป็นระบบ
            สิ่งที่เรียนรู้กันในกลุ่มศึกษานั้น ไล่กันมาตั้งแต่หนังสือที่ถือเป็นคัมภีร์อย่าง “ชีวทัศน์เยาวชน” ไปจนถึง “คติพจน์เหมาเจ๋อตุง และ “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง” มีกระบวนการวิจารณ์และวิจารณ์ตนเองในเชิงความคิด-ท่าที-การทำงาน และแนวทางการทำกิจกรรม การทำงานมวลชนเพื่อขยายแนวร่วมในส่วนของนักเรียนที่มีแนวคิดเสรีนิยม แต่ไม่ถึงระดับที่จะวางใจให้เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ปฏิบัติงาน
            เท่าที่ถามไถ่จากรุ่นพี่ระดับแกนนำ การแทรกซึมเข้ามาเคลื่อนไหวในเมืองของ พคท. มีมาก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็จริง แต่ก็ยังไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาได้จริงจัง ผู้นำนักศึกษาที่มีบทบาทจริงๆ ในกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม-สังคม-การเมืองช่วงปี 2512 เป็นต้นมา จนถึงช่วงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และนำไปสู่การเดินขบวนใหญ่ขับไล่ผู้นำเผด็จการในที่สุด ล้วนเป็นนักแสวงหาที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแนวเสรีนิยมตะวันตกมากกว่า
            แต่ประตูเสรีภาพหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เปิดพื้นที่ให้ข่ายงาน พคท. ได้เผยแพร่ความคิดปฏิวัติ และแนวคิดสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ ได้อย่างกว้างขวาง ยิ่งภาวะการต่อสู้ขัดแย้งในสังคมไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2517-2518 ทั้งระหว่างฝ่ายขวา-ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจกับฝ่ายขวาที่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ตลอดจนฝ่ายซ้ายต่างแนวทาง ก็เป็นปัจจัยหนุนให้แนวทางปฏิวัติของ พคท. น่าสนใจมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าเมื่อถืงปลายปี 2518 การเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียนนักศึกษาไทยได้สอดประสานกันไปกับ พคท. อย่างกลมกลืน ในแนวทางปฏิวัติแบบชนบทล้อมเมือง ตามโมเดลของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และแนวทางของประธานเหมา
            ทั้งยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมผู้นำนักศึกษาบางคนเลือกที่จะเดินทางเข้าป่าไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
๐ 
ระบบงานจัดตั้งและการทำงานมวลชนในขบวนการนักเรียน/นักศึกษาช่วงปี 2518 เป็นต้นมา เป็นเรื่องน่าสนใจมาก
            จากโรงเรียนไปมหาวิทยาลัย นิสิตรุ่นพี่ใช้เวลาจับตาดูแนวคิด-พฤติกรรมของผมได้ระยะหนึ่ง ก็ส่งเพื่อนรุ่นเดียวกันเข้ามาทาบทามให้ผมเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมในฐานะผู้ปฏิบัติงานอีกครั้ง นั่นหมายความว่าข้อมูลของข่ายงานจัดตั้งระดับโรงเรียนมีการรวมศูนย์และกระจายไว้อย่างเป็นระบบ และเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเคลื่อนไหวในเมืองโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ต้องปิดลับมากขึ้น ระแวดระวังมากขึ้น
            อย่างไรก็ตาม การ “ตรวจสอบ” ก่อน “รับใหม่” ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะได้ผู้ปฏิบัติงานที่ว่าง่ายและเห็นพ้องต้องกันไปเสียทั้งหมด มันมีปัญหาอยู่เสมอระหว่างคนที่เชื่อการนำของ พคท. อย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำผู้อุทิศตน หรือคนที่กระโจนจากความไม่รู้ทางการเมือง-สังคมเข้ามารับความคิดปฏิวัติอย่างเร่าร้อนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา กับคนที่มีฐานคิดแบบเสรีนิยมมาตั้งแต่ก่อน 14 ตุลา
            ผมกับเพื่อนหลายคนอยู่กลุ่มหลัง และเราก็คิดต่างกับพวกเขาหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องย่อยๆ เช่น “เอาละ ยอมรับว่าแนวทางปฏิวัติแบบจีน อาจเหมาะกับสภาพสังคมไทย แต่ทำไม (กรู) จะต้องมาฟังเพลงชาติจีน เพลงปฏิวัติจีน (ตามพวกมึง) ด้วย (ฟระ)” ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เมื่อพวกเขา (เอาหัว) ยืนยัน (ต่างเท้า) ว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้การปกครองของเขมรแดง เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของจักรพรรดินิยมอเมริกาเท่านั้น (เหอะๆ)
            เรื่องพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เป็นประเด็นมาตั้งแต่ตอนนั้น ปีกซ้ายในขบวนการนักเรียนนักศึกษาพยายามครอบงำเด็กรุ่นน้องด้วย “เรื่องเล่า” มากมาย – ซึ่งยังคงเล่าต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ – ตั้งแต่เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2489 มาจนถึง พ.ศ. 2519 เรื่องเล่าทุกเรื่องล้วนแต่นำไปสู่จุดหมายเดียว คือบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังสืบต่อกันมา
            แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ปีกซ้ายของขบวนการ เราฟัง เราอ่าน และเราก็ไม่เห็นว่าแต่ละเรื่องเล่ามีหลักฐานพิสูจน์แสดงมากไปกว่าสมมติฐานและความเห็น ในขณะที่เมื่อเราย้อนมองกลับไปยังเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปไม่ทันนาน เราได้เห็นสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และกรรมการศูนย์ฯ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลถึงเป้าหมายในการต่อสู้ของนักเรียนนิสิตนักศึกษาและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 เช้าวันถัดมา เราได้เห็นประชาชนหนีตำรวจหน่วยปราบจลาจลเข้าไปพึ่งพระบารมีในพระตำหนักจิตรลดาฯ
            และค่ำวันเดียวกัน เราก็เห็นพระองค์พระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนชาวไทยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นถือเป็นวันมหาวิปโยค และเปิดเผยว่ารัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกแล้ว ทั้งทรงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
            เขาเลือกที่จะเชื่อในเรื่องเล่า แต่เราขอเชื่อในสิ่งที่เราเห็น
            มิพักต้องพูดถึงพระราชกรณียกิจอีกนานัปการ “เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม”
๐ 
ภายหลังความขัดแย้ง วิกฤตศรัทธาต่อการนำ ป่าแตก กระทั่งนำไปสู่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย “สหาย” จำนวนหนึ่งยังไม่ได้ลดละความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้
            สิ่งที่หายไปคืออุดมการณ์ สิ่งที่คงเดิมคือความกระหายอำนาจ สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความคลั่งแค้น ที่ผกผันกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ในครั้งที่ดูเหมือนจะเข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุดในยุคของทักษิณ ชินวัตร
            ภายใต้ตรรกะป่วยๆ กับหลักกฎหมายแบบตัดตอน ที่อ้างเสรีภาพทางวิชาการคลุมทับ เห็นได้ชัดว่า ข้อเสนอหลายระลอกของนิติราษฎร์ในคราวนี้ ไม่ได้เร้นบังการท้าทายสถานะพระมหากษัตริย์ “ผู้ทรงเป็นประมุข” “ผู้ทรงใช้อำนาจอธิปไตย” และ “ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ” โดยตรง ขณะที่การเคลื่อนของ ครก. 112 ก็มีเจตนาลากยาวประเด็นการเคลื่อนไหวออกไปสู่การวิวาทะในวงกว้าง มากกว่าจะมุ่งล่ารายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไข ม.112 จริงๆ
            มองในมุมของคนคุ้นเคย อาจกล่าวได้สิ่งเหล่านี้ล้วนจงใจ “ออกแบบ” มาเพื่อจี้จุดเดือดของคนไทยผู้จงรักภักดีโดยตรง และปฏิกิริยาย้อนกลับก็เดือดแรงสมใจ ปัญหาคือ เมื่อลากยาวกันมาจนถึงจุดนี้แล้ว จะไปต่อที่ไหน อย่างไร เพราะกลายเป็นเรื่องยากแล้วที่จะหยุดให้คาราคาซังอยู่อย่างนี้
            หลายคนเริ่มมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา แน่นอนเหลือเกินว่า คนจำนวนมากไม่อยากเห็นภาพการล้อมปราบ ภาพความทารุณโหดร้ายที่คนไทยจำนวนหนึ่งถูกปลุกขึ้นมากระทำต่อคนไทยด้วยกัน ย้อนย้ำมาสู่วงจรการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองซ้ำอีก แต่ประเด็นสำคัญกว่าที่ไม่ควรมองข้ามไปเด็ดขาดก็คือ ณ วันเวลานี้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการปลุกระดม ป้ายสี หลอกลวง เพื่อสร้างความโกรธแค้นชิงชัง เหมือนอย่างที่คนรุ่นผมเคยเผชิญ
            หากเป็นการยั่วยุอย่างจงใจให้เกิดขึ้น โดยฝ่ายที่ยังผูกใจเจ็บและกระหายอยากจะ "แก้มือ" โดยมีนิติราษฎร์ และ ครก. 112 เป็นเชื้อไฟ
#
10 กุมภาพันธ์ 2555
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555)

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ในและนอกวงกลม

วงกลมหนึ่งวงสามารถแต่งแต้มต่อเติมเป็นอะไรได้บ้าง? เป็นโจทย์ที่บริษัท เอสซี แมทช์บอกซ์ ตั้งให้ ผู้บริหารและพนักงานช่วยกันตอบจากจินตนาการของแต่ละคน และรวมพิมพ์ไว้บนขอบหน้าสมุดบันทึกที่ใช้แจกเป็นของขวัญปีใหม่ (เมื่อ พ.ศ. 2548)

Credit: www.dreamstime.com

            ต่างคนก็ต่างความนึกคิด วงกลมจึงแปรรูปเป็นใบหน้าแสดงอารมณ์ต่างๆ กัน เป็นรูปสัตว์-ปีศาจ-ตัวการ์ตูน เป็นของกิน เป็นของเล่น เป็นสรรพสิ่งของ เป็นอักษรหนึ่งของคำ เป็นตราสินค้าและสัญลักษณ์ เป็นเงินตรา เป็นเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย และไม่เหนือความคาดหมาย (แต่ก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่นรายหนึ่งเขียนออกมาเป็นสกอร์ 1 : 0 ซึ่งย้ำเย้ยแฟนปีศาจแดงอย่างเจาะจง ด้วยการกำกับลงไปเลยว่า เชลซี : แมนยู)
            ระหว่างที่พลิกผ่านเที่ยวแรก ผมลองตอบโจทย์แบบเร็วๆ แวบแรกของความคิด เป็นเลข 2 ขนาดเล็กกว่า วางอยู่ทางมุมขวาล่างของวงกลมซึ่งในที่นี้แทนค่าตัววาบต่อมา เป็นเส้นโค้งกึ่งตัว S แบ่งวงกลมเป็นสองข้างเท่ากัน เติมวงกลมเล็กสองวงลงไปทางซีกขวาด้านบนและซีกซ้ายด้านล่าง ลงหมึกสลับกัน ก็ได้เครื่องหมายหยิน-หยางที่คุ้นเคยกันดี และทั้งสองรูปก็ซ้ำกับคำตอบของคนอื่นที่ปรากฏในสมุดบันทึกเล่มนี้ด้วย
            ผมไม่แน่ใจว่าภาพวงกลมที่เราแต้มเติมไป สะท้อนเรื่องของจินตนาการได้มากแค่ไหน มีคนบอกว่าภาพเหล่านี้อาจอธิบายในเชิงจิตวิทยาได้ดีกว่า ในแง่ที่สะท้อนบุคลิกภาพบุคคล หรือแสดงถึงความหมกมุ่น-สนใจ ความสัมพันธ์กับหน้าที่การงาน กระทั่งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดขณะนั้น ขึ้นอยู่กับว่าภาพที่ออกมานั้น เป็นเส้นสายที่เกิดจากสัญชาตญาณ หรือผ่านกระบวนความคิดไตร่ตรอง
            ในแง่มุมนั้น วงกลมที่ผมเติมเลข 2 ลงไป อาจสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการมีชีวิต ในขณะที่วงของหยิน-หยางอาจบ่งบอกถึงความพยายามจัดสมดุลของชีวิต วงหนึ่งเป็นปัจจัยภายนอก อีกวงหนึ่งเป็นกระบวนการภายใน แต่ทั้งสองวงมีความเหมือนกันคือ เป็นวงกลมที่แทนค่าชีวิต
เส้นที่ลากโค้งขึ้นและม้วนลงมาบรรจบกันเป็นวงกลม ณ จุดเริ่มต้น เป็นเส้นกำหนดขอบเขต-รูปทรงที่เหมือนไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด วงกลมจึงถูกนำมาเทียบเคียงกับวงจรของชีวิตในหลายแง่มุม ทั้งวงจรของการเวียนว่ายตายเกิด วงรอบของพัฒนาการด้านต่างๆ ในชีวิต และวงล้อของประสบการณ์มากมายในชีวิตที่หมุนไปข้างหน้า แต่จุดสัมผัสหนึ่งๆ จะวนมาบรรจบยังจุดเริ่มต้นเสมอก่อนเวียนซ้ำต่อไปอีก
            บ่อยครั้งเราจึงรู้สึกเหมือนกับเพลง “Circles”* ของเดอะ นิว ซีเกอร์ส ว่า “It seems like I’ve been here before” เพราะว่า “No straight lines make up my life / And all my roads have bends / There’s no clear-cut beginnings / And so far no dead-ends”
            มีเพลงหลายเพลงเปรียบวันเวลาในชีวิตกับวงกลม เพลง “The Circle Game”** ของโจนิ มิตเชลล์ เขียนถึงกับดักของเวลาที่หมุนวนซึ่งเราทำได้เพียงย้อนมองกลับไปแต่ไม่อาจหวนคืน เพลง “Circle Of Life”*** ของเอลตัน จอห์น บรรยายวงจรชีวิตที่หมุนนำเราไปพบ-เห็น-เผชิญสิ่งต่างๆ มากมาย และย้อนไปไกลกว่านั้น เดอะ คาร์เตอร์ แฟมิลี เพรียกหาความสมบูรณ์ของวงชีวิต (ซึ่งอาจไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้) ในเพลง “Will The Circle Be Unbroken”****
            จุดร่วมกันอย่างหนึ่งในเพลงเหล่านี้ก็คือ วงชีวิตที่หมุนไป ไม่ได้เคลื่อนและควบคุมโดยผู้เป็นเจ้าของชีวิตเท่านั้น แต่ยังถูกกำหนดโดยบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า อาจจะเป็นพลังของจักรวาล เจตจำนงของพระเจ้า วัฏจักรชีวิตและชะตากรรม หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เราไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
            ชีวิตจึงไม่เหมือนวงกลมสมบูรณ์แบบที่สามารถวัดรัศมีจากจุดศูนย์กลางไปถึงขอบโค้งทุกตำแหน่งได้ขนาดเท่ากันหมด
เพราะชีวิตไม่สมบูรณ์ เราจึงพยายามแต่งเติมสิ่งที่ขาดและแสวงหาส่วนที่หายไป
            สิ่งที่หายไปในสมัยนี้ดูจะระบุได้เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น บางคนอาจจะถามหาว่า ใครเอาเนยแข็งของฉันไปหรือถามถึงอาหารกลุ่ม ซุปไก่สกัดแต่สำหรับนักแสวงหาในช่วงปลายทศวรรษ 2520  อาจจะบอกได้เพียงว่าฉันกำลังตามหาส่วนที่หายไป
            คนอ่านหนังสือของ วรกมล เล่มนั้น อาจจะไม่พบสิ่งที่ตามหา และหนังสือก็ไม่ได้บอก วิธีทำแต่วิถีการแสวงหาชิ้นส่วนที่ขาดไปของตัวการ์ตูนรูปวงกลมคล้ายตัวแพ็คแมน ก็อาจทำให้หลายคนตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่มี ที่เป็น และสุดท้าย ชิ้นส่วนที่หายไปก็เป็นสิ่งที่อาจพบอาจสร้างขึ้นได้ในวงของชีวิตนั้นเอง
            ด้วยวิธีคิดที่คล้ายกัน แต่ต่างวิธีการ ลอรา เดย์ เสนอความคิดรวบยอดไว้ในหนังสือ “The Circle” ว่า โดยมีวงกลมเป็นเส้นกำหนดขอบเขตพื้นที่เอกภาพของความมุ่งหวัง ความคิด และการกระทำ เราสามารถทำความใฝ่ฝันให้เป็นจริง
            ลอราได้ชื่อว่าเป็นคนที่มี ญาณพิเศษซึ่งอาจจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว แต่เธอพยายามพิสูจน์เสมอมาว่าญาณไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แม้จะเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาไม่เท่ากัน ก็สามารถฝึกฝนเพิ่มพูนได้ เธอสร้างชื่อเสียงและการยอมรับด้วยหนังสือในซีรีส์ “Practical Intuition” และการจัดอบรมที่มีลูกค้าเป็นชนชั้นนำในหลายแวดวงอาชีพ ใน “The Circle” อาจจะมีเรื่องของญาณไม่มากนัก แต่ก็เป็นจุดเริ่มที่สำคัญของ วงกลมเธอแนะนำผู้อ่านให้ใช้ญาณเลือกความปรารถนาที่สำคัญในชีวิตขึ้นมาเพียงอย่างเดียว และใช้แรงขับของความมุ่งมาดปรารถนานั้นเคลื่อนเปลี่ยนชีวิตไปในทิศทางที่เราต้องการ
            เมื่อได้เป้าหมาย กระบวนการต่อไปในระดับเริ่มเรียนรู้ของ The Circle คือทำความปรารถนาให้ชัดเจน มีรายละเอียดมากขึ้น มุ่งความสนใจและสมาธิไปที่ความปรารถนานั้น โดยการปรับกิจกรรมชีวิตให้สอดคล้องสนับสนุนเป้าหมาย พร้อมกับละวางพฤติกรรมและความเคยชินเดิมที่เป็นอุปสรรค ระดับถัดไปเป็นการฝึกฝนอย่างจริงจังมากขึ้น จนกระทั่งถึงระดับที่เชี่ยวชาญ ซึ่งมีขั้นตอน-กระบวนการที่เวียนซ้ำคล้ายกับระดับเริ่มต้น แต่มีความชัดเจนของสิ่งที่ต้องทำให้บรรลุมากกว่า จนในที่สุด ความปรารถนา ความคิด การใช้ชีวิตและกิจกรรม ล้วนสอดคล้อง เชื่อมโยง และกลมกลืน
            เมื่อแรกอ่าน ผมรู้สึกเหมือนกับว่า วงกลมที่ใช้เป็นชื่อหนังสือและกระบวนการ สื่อถึงการเพ่งจิต-สมาธิ โดยที่วิธีการ ภาษา และความคิดบางอย่างของลอราก็สนับสนุนความเข้าใจนี้ อ่านๆ ไปจึงค่อยเข้าใจว่า เธอใช้ วงกลมสื่อความหมายได้ครอบคลุมและงดงาม
            ในแง่หนึ่ง น่าจะหมายถึงการบรรจบของเส้นเวลาในอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยการทบทวนวิถีที่เป็นมาในอดีต กำหนดสิ่งที่เราอยากเป็นในอนาคต และลงมือทำอย่างสอดคล้องกับภาวการณ์ของปัจจุบัน
            อีกแง่หนึ่ง กระบวนการในแต่ละระดับหรือช่วงตอน มีลักษณะการพัฒนาคลี่คลายอย่างต่อเนื่อง จากขั้นที่ 1-2-3 ในระดับแรก ไปสู่ลำดับขั้นที่คล้ายกันของระดับต่อไป ต่างที่ความชัดเจน และก้าวหน้า แม้กระทั่งเป้าหมายก็อาจมีการทบทวนปรับเปลี่ยนให้สะท้อนความปราถนาที่แท้จริงมากขึ้น
            วงกลมยังเปรียบเสมือนเส้นกำหนดขอบเขตความมุ่งหวังในชีวิต กันส่วนที่ไม่จำเป็นและความเคยชินที่ไม่เกิดประโยชน์ออกไป แล้วจัดดุลยภาพของเวลาและวิถีชีวิตที่ประสานสัมพันธ์กับความมุ่งหวัง
            แต่ลอราไม่ได้บอกให้เราใช้วงกลมเพื่อแยกตัวเองออกมาจากสรรพสิ่ง และมุ่งเติมเต็มแต่ความพึงพอใจส่วนตัว เธอบอกตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายแล้วว่าให้เป็นความปรารถนาเชิงบวก และเมื่อถึงขั้นที่ 3 ของระดับที่เชี่ยวชาญแล้ว ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของ The Circle ก็เป็นขั้นของการสร้างและขยายชุมชน-คนรอบข้างที่จะสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกัน และกัน
            เธอบอกว่า มอบให้ในสิ่งที่เรามี ร้องขอในสิ่งที่เราต้องการ
#
Rhymes to learn
  • “Circles” เป็นเพลงของ แฮร์รี แชพิน ผู้แต่ง “Cats In The Cradle” แต่เป็นเพลงฮิตด้วยเสียงของเดอะ นิว ซีเกอร์ส เมื่อปี 1972 อัลบั้มเดิมชื่อเดียวกับเพลงหาไม่ได้แล้ว ที่ยังมีขายอยู่คือซีดีรวมเพลงฮิตของวง เช่นเดียวกับ  “The Circle Game” (1970) ของโจนิ มิตเชลล์ หาฟังได้ง่ายกว่าจากอัลบั้ม Hits ของเธอ
  • “Circle Of Life” (1994) ที่ทิม ไรซ์เขียนคำร้อง มีทั้งในซาวด์แทร็คหนัง The Lion King และอัลบั้ม Love Songs ของเอลตัน จอห์น ส่วน Will The Circle Be Unbroken เป็นเพลงคันทรี อมตะที่ เอ.พี. คาร์เตอร์ แต่งไว้ตั้งแต่ปี 1935 เวอร์ชันที่รู้จักกันดีน่าจะเป็นของวง เดอะ นิตตี กริตตี เดิร์ต แบนด์ ซึ่งทำอัลบั้มชื่อเดียวกับเพลงนี้มา 3 ชุด กับศิลปินสามเจเนอเรชัน Vol. Two ในปี 1989 เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ไม่ใช่คอคันทรีแท้ๆ
  •  ฉันกำลังตามหาส่วนที่หายไปพิมพ์ครั้งแรกปี 2527 เป็นหนังสือที่ วรกมล เขียนจากเค้าโครงเรื่อง “The Missing Piece” ของ เชล ซิลเวอร์สไตน์ ต้นแบบภาษาอังกฤษเพิ่งมีฉบับ 30th Anniversary Edition เมื่อไม่นานนี้
  •  “The Circle” ของลอรา เดย์ มีชื่อรองว่า How the Power of a Single Wish Can Change Your Life เป็นหนังสือที่จมหายไปในตอนแรกจำหน่ายเพราะเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลด์เทรด เมื่อปี 2001 แต่กลับมาเป็นที่สนใจโดยการบอกต่อและแลกเปลี่ยนของคนที่ได้อ่าน แม้แต่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างเจมส์ วัตสัน (ผู้ร่วมค้นพบ DNA) ก็ยังสนับสนุนวิธีของเธอในเรื่องของญาณทัศน์ และกระบวนการ The Circle

#
4 กุมภาพันธ์ 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548)

*ฟังเพลง Circle ของ เดอะ นิว ซีเกอร์ส ได้จากลิงก์นี้ >>  
http://www.youtube.com/watch?v=BNJcRWEA5bM&feature=related 
**ฟังเพลงThe Circle Game ของ โจนิ มิตเชลล์ ได้จากลิงก์นี้ >>  
http://www.youtube.com/watch?v=CW9jIVrhhT0&feature=related
***ฟังเพลง Circle of Life ของเอลตัน จอห์น ได้จากลิงก์นี้ >>  http://www.youtube.com/watch?v=o8ZnCT14nRc
****ฟังเพลง Will The Circle of Life เวอร์ชั่นของ นิตตี กริตตี เดิร์ต แบนด์ ได้จากลิงก์นี้ >> http://www.youtube.com/watch?v=7bRJLkNqNXI

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

หาง

Credit: gutenberg.org

ท่านพุทธทาสนำสำนวน หมาหางด้วนมาใช้เปรียบกับระบบการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ในรายการทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จนเป็นที่โจษจันกันพอสมควรในสมัยนั้น
            ต่อมา ในการสนทนาธรรมกับฉัตรทิพย์ นาถสุภา ปีเดียวกัน ท่านพุทธทาสอธิบายว่าการศึกษาหมาหางด้วนสอนให้คนใหม่ๆ นี้ เป็นคนที่เห็นแก่วัตถุ การศึกษาหมาหางด้วนนั้นมีแต่รู้หนังสือ รู้อาชีพ ไม่สอนธรรม แม้แต่ความเป็นสุภาพบุรุษก็ไม่มีในการศึกษายุคนี้ การศึกษายุคก่อนเขาให้คนจบการศึกษาเป็นสุภาพบุรุษ มีธรรมเต็มตัว เต็มไปด้วยความเคารพตัวเอง นับถือตัวเอง บังคับตัวเอง” 
            และขยายความเพิ่มเติมว่า ฝรั่งคือหมาตัวแรก หมาตัวใหญ่ที่ไปติดกับ หางก็เลยด้วน กับก็คือวัตถุนิยม มันงับหางหมาตัวนี้ด้วน ตามนิทานอีสป หมาหางด้วนมันก็ชักชวนหมาทั้งหลายว่าหางเอาไว้ไม่ดี เอาออกเถอะ ก็มีหมาหลายตัวเอาหางออก นี่เดี๋ยวนี้ฝรั่งที่เป็นชาตินำเกิดหางด้วนขึ้นมา มันถูกวัตถุนิยมงับหางด้วน มันก็ชักชวนให้ประเทศทั้งหลายด้วยการเป็นตัวอย่างให้มาสนใจแต่เศรษฐกิจกับการเมือง และการผลิตทางวัตถุ ศาสนาเอาออก แม้แต่ประเทศไทยก็กันศาสนาออกจากหลักสูตร การเป็นหมาหางด้วนก็แผ่กระจายไปทั่วโลก
ในรายละเอียดตามเรื่องเล่าของอีสปที่ถ่ายทอดต่อกันมากว่า 2500 ปี หมาจิ้งจอกหางด้วนเป็นเรื่องหมาตัวที่ดิ้นรอดมาจากกับดักของนายพราน ด้วยความอับอายต่อการสูญเสียอวัยวะที่บ่งแสดงความเป็นหมาจิ้งจอก จึงไปขอให้จ่าฝูงเรียกประชุม แล้วเริ่มต้นบรรยายความไม่สลักสำคัญของหาง เพื่อให้หมาจิ้งจอกทุกตัวคล้อยตาม และพากันตัดหางทิ้งเสีย
            อาจจะเป็นความพ้องโดยบังเอิญ แต่นิทานเรื่องนี้ได้แสดงภาพเดียวกับเมื่อคนระดับรัฐมนตรี (เมื่อต้นปีพ.ศ. 2549) เสนอให้เลิกใช้นิทานอีสปในการเรียนการสอนระดับเด็กเล็ก และหานิทานที่ทันสมัยเหมาะกับยุคนี้
            น่ายินดีที่ปฏิกิริยาตามหลังจากผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่ทราบข่าว ไม่ต่างไปจากนิทาน แต่หมาจิ้งจอกทั้งหลายไม่เห็นด้วย เพราะได้ฟังจนหมดสิ้นแล้วว่า หมาจิ้งจอกหางด้วนพูดเข้าข้างตัวเอง มิได้กล่าวถึงคุณงามความดีของหาง ซึ่งครั้งหนึ่งหมาจิ้งจอกหางด้วนเคยมี
            ข้อคิดในเชิงปรัชญา การกระตุ้นให้ใช้วิจารณญาณ และคุณค่าในเชิงคุณธรรม-จริยธรรม คือสิ่งที่ทำให้นิทานอีสปคงทนข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน แม้มีบ่อยครั้งที่การตีความหลายๆ เรื่อง ในหลายสถานการณ์ มักแอบอิงกับผลประโยชน์ของผู้อ้าง เช่นเรื่อง กบเลือกนายที่ได้ยินได้ฟังกันเสมอ แม้แต่นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางวรรณกรรมก็มีความเห็นไม่ตรงกัน บางคนเห็นว่าอีสปเล่าเรื่องนี้เพื่อจูงใจคนไม่ให้ขับไล่ไพซิสตราตุส-ผู้ครอง อำนาจเด็ดขาดแห่งเอเธนส์ แต่ก็มีผู้โต้แย้งว่า น่าจะเป็นวิธีที่อีสปบอกให้ชาวเอเธนส์ต่อต้านทรราช เพราะนกกระสา (ไพซิสตราตุส) นั้นเลวร้าย อันตรายยิ่งกว่าขอนไม้ (ผู้ปกครองเดิม)
            และหากตีความให้ถึงที่สุด กบ (สามัญชน) ควรเรียนรู้ที่จะปกครองกันเองมากกว่า
ตามนัยของท่านพุทธทาส ศาสนาหรือธรรมะคือพวงหางอันสวยงามที่ขาดหายไป ไม่เฉพาะจากระบบการศึกษา ยังรวมถึงระบบอื่นๆ ในสังคมซึ่งล้วนกุดสั้นลงผกผันกับการพัฒนา-เติบโตทางเศรษฐกิจ การผลิต-บริโภคทางวัตถุ การแสวงประโยชน์ผ่านอำนาจทางการเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกำหนดสภาวะความเป็นไปทางสังคม วัฒนธรรม จริยธรรม
            แต่ท่านก็ไม่ได้ยกโยนความผิดทั้งหมดให้กับระบบ เพราะระบบต่างๆ ล้วนปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ไม่อาจเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เอง แต่กำหนดโดยมนุษย์ เพื่อหล่อหลอมมนุษย์อีกที ระบบการเมืองก็ดี เศรษฐกิจก็ดี ถ้ามีธรรมเข้าไปรวมอยู่ด้วยแล้ว มันดี ถ้าไม่มีธรรมเลย มันก็ไปตามกิเลส แล้วมันก็เลว
            ท่านยังได้กล่าวเสริมว่าเจตจำนงของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม... มนุษย์ตั้งใจจะได้อะไร มันเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ ตามยุค ตามสมัยและเป็นไปตามความเลวของมนุษย์ที่เห็นผิดมากขึ้น
            ยุคสมัยในอีกยี่สิบกว่าปีต่อมา เมื่อมองผ่านสายตาของอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นยุคสมัยที่ยิ่งเลวร้ายยิ่งเห็นผิด เป็นสังคมตัวใครตัวมัน สังคมที่มองเข้าหาตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น อะไรที่ดีสำหรับฉันจะดีสำหรับประเทศ อะไรที่เป็นประโยชน์กับฉันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ... สมัยก่อนใครโกงกัน 10-20 ล้านบาท สังคมตราหน้าแล้ว ใครทำอะไรไม่ดีจะถูกตำหนิอย่างเปิดเผย มีความอาย หิริโอตตัปปะ ปัจจุบันไม่มีแล้ว หมดเกลี้ยง
            หากละความเดียดฉันท์ที่จะเปรียบเปรยตัวเองกับสุนัขจิ้งจอกไป เราอาจจะพบว่าแม้ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจตัดหางตัวเองตามตัวที่หางด้วน แต่สภาพที่ดำรงอยู่ในสังคมยุคใหม่ นอกจากไม่เอื้อให้กวัดแกว่งหางอย่างองอาจ ในหลายสถานการณ์เรายังตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องหลุบเก็บหางเอาไว้ ในเมื่อภาวะไร้หางแปรเปลี่ยนจากความบกพร่องอันน่าละอาย กลายเป็นสิ่งสามัญโดยคติที่ ใครๆ ก็ทำกันและพัฒนาไปสู่สิ่งแสดงความเก่งกาจปราดเปรื่อง โดยมีผู้นำและชนชั้นนำทางการเมือง-เศรษฐกิจเป็นแบบอย่างให้ยึดถือ
            คำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย สะท้อนภาพนั้นชัดเจนหลายสิ่งหลายอย่างเมื่อผมเป็นหนุ่มๆ รับไม่ได้ แต่ปัจจุบันสังคมไทยรับได้ทุกอย่าง พูดภาษาชาวบ้านเรียกว่าหน้าด้านเหลือเกินแล้วเวลานี้ ไม่มีละอายใจ ไม่รู้ผิด ไม่รู้ชอบ ไม่ใช่เงินคืองานบันดาลสุข กลายเป็นเงินคือความสุข กลายเป็นสิ่งซึ่งทุกคนวิ่งเข้าหาหมด ทั้งคนดี คนไม่ดี คนตั้งใจดี ตั้งใจไม่ดี วิ่งเข้าหาศูนย์อำนาจ ศูนย์การเงิน หารู้ไม่ว่าวันหนึ่งกำลังวิ่งเข้าหาศูนย์ความหายนะ
            เมื่อถึงตอนนั้นสังคมนี้จะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เป็นสังคมตายทั้งเป็น สังคมที่อดอยากยากจนในคุณธรรม ในจริยธรรม ในคุณงามความดี อาจจะเป็นสังคมที่มีความรู้ทางเทคโนโลยี บริหารธุรกิจ แต่จะเป็นสังคมที่ยากจนที่สุด ไร้ปัญญา ไร้สติ ไร้ความรับผิดชอบ
วิถีแห่งทุนอาจเป็นกระบวนการที่อาจทำให้เราเชื่องเหมือนหมาบ้านของอีสป ที่เลือกเอาปลอกคอแลกกับอาหารและที่อยู่
            วิถีการบริโภคเกินความต้องการจำเป็นอาจทำให้เราติดกับในความสุขสมบูรณ์ เหมือนกับฝูงผึ้งในนิทานอีสปอีกเรื่อง ที่พากันรุมตอมน้ำผึ้งหกนองพื้นอย่างเพลิดเพลินจนบินไม่ขึ้น
            วิถีแห่งอำนาจและความฉ้อฉลอาจโน้มน้าวล่อลวงหมาจิ้งจอกตัวอื่นให้สละหางตามไปได้อีกมากกระทั่งสภาพไร้หางก็อาจถือเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรไปได้
            แต่ในเรื่องเล่าของอีสบ ยังมีหมาป่าที่ปฏิเสธปลอกคอแม้ผอมโซไร้ที่พักพิง มีผึ้งที่รั้งตัวเองไว้ จากความหอมหวานเย้ายวนของน้ำผึ้ง มีหมาจิ้งจอกที่ยังรักษาหางแห่งความทรนงเอาไว้
            ในโลกจริง ก็ยังมีคนที่มั่นคงอยู่ในความถูกต้องดีงาม
#
Rhymes to learn
  • การกลับไปอ่าน สนทนากับ พุทธทาสภิกขุ ว่าด้วยพุทธศาสนากับสังคมไทยในนิตยสาร โลกหนังสือ ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2523 ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นสภาวะสังคมยุคนั้น แต่ยังตั้งคำถามต่อสังคมยุคนี้ที่ธรรมะเสมือนหนึ่ง อินเทรนด์
  • หมาจิ้งจอกหางด้วนรวมทั้งนิทานเรื่องอื่นในที่นี้ มาจากเรื่องเล่าของอีสปเรียบเรียงโดย ผกาวดี อุตตโมทย์ (สำนักพิมพ์กะรัต, 2528)
  • คำกล่าวของอดีตนายกฯ อานันท์ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2548 ในงานมอบรางวัลข่าวทุจริตเชิงสอบสวน ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งเสียงของจริยธรรมในยุคโกงกันทั้งครอบครัว

#
3 มีนาคม 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2549)

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตรรกะต่างเท้า

Credit: Iris de Paoli
ชื่อเรื่องคราวนี้ – ซึ่งแรกเริ่มเดิมที ผมจะใช้ “ตรรกะต่างตีน” เพื่อความพ้องเสียง แต่ดูจะไม่สุภาพนัก – มาจากความคิดแวบที่สาม ตอนที่อ่านพบข้อความหนึ่งที่รีทวีต (หรือแชร์ต่อกันมา-สักอย่าง) ในทำนองว่า
             ...เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นรับคำว่ากิ๊กของเราไปใช้ทับศัพท์กันแล้ว ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าโลกเชื่อมต่อถึงกันเร็วขึ้นมากขึ้น ประเทศที่ไม่ยอมเปลี่ยนตามโลกก็คงจะอยู่ลำบากหน่อย...*
            แวบแรกของความคิดก็คือ อืมม์ เป็นการนำเรื่องๆ หนึ่งขึ้นมาเซ็ต แล้วตบให้ลงประเด็นที่ต้องการอย่างเท่ใช้ได้เลยทีเดียว
            แต่แวบความคิดที่สองที่วิ่งสวนมาก็คือ เฮ้ย ไม่ใช่ละ อันนี้มันเป็นตัวอย่างของสิ่งที่เขารับจากเราไปนี่นา ลูกตบลูกนี้แถพลาดไปโดนเน็ตเห็นๆ เรียกอีกอย่างก็คือ “ตรรกะกลับหัว”
            แวบที่สามของความคิด จึงกลายเป็นคำที่เปรียบเปรยการใช้อวัยวะส่วนที่เอาไว้ใช้คิดมาใช้เดิน แล้วแผลงต่อมาเป็นชื่อเรื่อง ด้วยประการฉะนี้
ถ้าจะถกกันอย่างเป็นทางการและวิชาการ เรื่องนี้คงต้องเริ่มกันตั้งแต่การตั้งคำถามว่า คนญี่ปุ่นรับคำว่า “กิ๊ก” ไปใช้ทับศัพท์จริงหรือ? และเขาออกเสียงว่าอะไร? เริ่มใช้กันแพร่หลายเพียงไรในสังคม-ประเทศของเขา? หรือเพียงใช้เพื่อสื่อสารกับพวกเราคนไทยในประเทศไทย?
            ที่ถามมานั้น ไม่ได้ตั้งใจจะมาจับผิดจับถูกอะไร แต่ผมอยากรู้จริงๆ ในทุกสิ่งที่ผมถามไปนั่นแหละ เพราะผมไม่คิดว่าคนญี่ปุ่นจะออกเสียง “กิ๊ก” ในแบบที่เราพูดกัน แต่อาจจะเป็น “กิ๊กโกะ” หรือ “กิ๊กกุ” สักอย่าง ตามลิ้นของพวกเขา แล้วพอนึกถึง “กิ๊กกุ” ผมก็นึกต่อไปถึงคำว่า “คีปปุ” ซึ่งเคยรู้มาเลาๆ ว่า คนญี่ปุ่นใช้เทียบแทนคำว่ากิ๊ก แต่ไม่ได้มาจากคำไทย มาจากคำว่า keep ในความหมายที่คบหากันอยู่ โดยที่ยังไม่ยกระดับขึ้นเป็นแฟน
            เมื่อหลายปีก่อน – น่าจะเป็นตอนที่คำว่า “กิ๊ก” เริ่มแพร่หลาย – เคยอ่านเจอคำถามว่าจะอธิบายความสัมพันธ์แบบกิ๊กให้คนญี่ปุ่นเข้าใจได้ด้วยคำว่าอะไร ลองกลับไปค้นด้วยกูเกิ้ล ก็พบว่ามีคำถาม-คำตอบเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ปี 2547 นอกจากคำว่า keepu ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเองก็มีทั้งคำว่า aijin, futamatsu, tsukiai hito ซึ่งมีความหมายหนักเบาต่างกันไป ครั้นฝากลูกถามเพื่อนชาวญี่ปุ่น ก็ได้มาอีกคำคือ uwaki
            รู้ไว้ใช่ว่า ไม่ต้องใส่บ่าแบกหาม วางไว้ตรงนี้ก่อนก็แล้วกัน
ในที่นี้ เราจะไม่ถกกันในเชิงศีลธรรม-คุณธรรมเกี่ยวกับ “การมีกิ๊ก” และ “ความสัมพันธ์แบบกิ๊ก” นะครับ แต่ลองมาพินิจตรรกะกลับหัว ในวาทกรรมเรื่อง “กิ๊กกับการปรับตัวของประเทศ” กันสักนิด
            ก็ชัดเจน (ตามที่เขาบอกเอง) ว่าคนญี่ปุ่นรับของเราไป และตรรกะกลับหัวในที่นี้ก็คือการสรุปเอาด้วนๆ (ว แหวน นะครับ ไม่ใช่ สระอา) ว่าเราจำเป็นต้องเปิดรับความเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างที่ผมบอกแหละครับ อ่านแวบแรก อาจรู้สึกว่า อืมม์ เท่ใช้ได้ ใครที่เห็นว่าประเทศเราล้าหลังมาก ด้อยพัฒนาเหลือเกิน ก็อาจมีเฮ แต่ถ้าลองใช้สติทวนดูแม้สักแวบ ก็คงเห็นว่านอกจากถ้อยคำที่ประดิษฐ์มารองรับเป้าประสงค์บางอย่าง วาทกรรมนี้ไม่ได้วางอยู่บนฐานของหลักเหตุผล ความสมเหตุสมผล และสามัญสำนึกใดๆ เลย
            ก็ตรรกะแบบไหนล่ะครับ ที่เขารับ (ศัพท์) ของเราไป แล้วแสดงว่าเราต้องเปลี่ยน (สถานะสถาบันกษัตริย์) ตามเขาน่ะ
            ถ้าอย่างนั้น เอาแบบนี้ด้วยเลยไหม การที่คนต่างชาติหลงใหลอาหารไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ มาจนถึงผัดไทย มัสมั่น และสุกี้แห้ง แสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขบทกำหนดโทษคดีหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อให้ตอบรับกับรสนิยมชาวโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างนัยสำคัญ
            หรือ การที่คนต่างชาติคลั่งไคล้มวยไทย และดื่มด่ำกับกระทิงแดง แสดงถึงความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรา 112 เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบทางการกีฬาและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
            และ การที่คนต่างชาติแห่กันมาเที่ยวถนนข้าวสาร เดินตลาดนัดจตุจักร ช้อปปิ้งที่แพลตินัม ทำให้เราจำเป็นต้องห้ามพระมหากษัตริย์แสดงความเห็นต่อสาธารณะ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว
            ไม่ได้เขียนเอาฮานะครับ เพียงแต่ “ขยายภาพ” ในส่วนของตรรกะให้เห็นว่า ที่เขา “นำเสนอ” กันอยู่ทุกวันนี้ ก็โหวงเหวงไม่ต่างกันนัก และก็ไม่ได้ตีความเกินเลยในส่วนของเป้าประสงค์ของตรรกะ-วาทกรรม เพราะรู้ทันกันอยู่ว่าเป้าหมายสูงสุดของคนเหล่านี้อยู่ที่ระบอบประชาธิปไตย(หรือไม่ใช่ก็ตาม) ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
            และ ที่สุดของการใช้ “ตรรกะต่างเท้า” ตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ การสร้างวาทกรรมที่ว่า จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจาก พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา แสดงว่ามาตรา 112 มีปัญหา จะต้องแก้ไขหรือยกเลิก
เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ผมโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คว่า
            “...คดีข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 400 เปอร์เซนต์ หรือเฉลี่ยวันละ 30 คดี และคดีส่วนใหญ่ดำเนินการในทางลับ แต่ไม่เห็นมีใครในบ้านเมืองเขาบอกว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน
และกฎหมายอาญามาตรา 871 มีปัญหา ต้องยกเลิก...”
            อันนี้เป็นบทสรุปเบื้องต้นของผมจากการค้นหาคดีเกี่ยวกับการข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเลือกมานำเสนอเป็นตัวอย่าง 3 คดี คือ คดีที่ ไบรอัน ดีน มิลเลอร์ ถูกลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เพราะการโพสต์ในเว็บบอร์ด ว่า "Obama must die" ถัดมาเป็นคดีที่ จอห์นนี โลแกน สเปนเซอร์ ถูกจำคุกนาน 33 เดือน เพราะเขียนบทกวีแช่งให้ บารัก โอบามา ถูกลอบสังหาร (ตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี)
            และตัวอย่างคดีสุดท้าย สตีเวน โจเซฟ คริสโตเฟอร์ ถูกหน่วยสืบราชการลับจับกุมในข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีโอบามา (ขู่ในแชตรูม) คดีนี้ไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยมีอาวุธหรือไม่ เตรียมการจะกระทำตามคำขู่หรือไม่ ผู้สื่อข่าวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุย-ซักถามจำเลย และอัยการได้แถลงชัดเจนถึงมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมที่แตกต่างกันระหว่างคดีคุกคามประธานาธิบดีกับคดีทั่วไป สุดท้ายศาลพิพากษาจำคุก 33 เดือน และไม่รับอุทธรณ์
            ผมไม่ต้องการยกกรณีของสหรัฐฯ มาเป็นแบบอย่างของความถูกต้องหรืออะไร เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แม้กระทั่งประมุขที่มีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 4 ปี เขายังคุ้มครองมาตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง และทั้งหมดนี้ก็นำเสนอภายใต้กรอบคิดที่ว่า หนึ่ง-ประเทศต่างๆ ล้วนมีบทบัญญัติคุ้มครองประมุข สอง-การวิจารณ์ กับการกล่าวหา-อาฆาตมาดร้าย แยกกันไม่ยาก ถ้าจะไม่แกล้งโง่กันมากนัก สาม-บทบัญญัติตามกฎหมาย กับกระบวนการทางคดี เป็นคนละเรื่องกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มั่ว ก็จะไม่เอาข้ออ้างว่ากระบวนการดำเนินคดีมีปัญหามาเป็นเหตุขอแก้ตัวบทกฎหมาย ที่ระบุไว้เพียงว่า "มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"
            ขยายความอีกนิดก็ได้ว่า เพราะโลกไม่ได้แบน ประเทศเอกราชต่างๆ จึงมีจุดเน้นในบทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขในแง่มุมที่แตกต่างกันไป มีบทกำหนดโทษที่แตกต่างกันไป และกระบวนการคุ้มครอง-ฟ้องร้องก็แตกต่างกันไปด้วย อีกนัยหนึ่งก็อาจจะพูดได้ว่า คงมีแต่ข้าทาสความคิดนักล่าอาณานิคมกระมัง ที่เห็นว่าการบิดเวลาของมาเลเซียข้ามเขตไปใช้เวลาเดียวกันกับฮ่องกงเป็นมาตรฐานที่ควรยกย่องเทิดทูน
            ที่น่าแปลกใจก็คือ หลังจากที่ตัวอย่างคดีและข้อมูลเหล่านี้ได้รับการแชร์ต่อกันไปอย่างกว้างขวาง ผมพบว่าพวกนัก(ชอบอ้าง)กฎหมายประเทศโน้นประเทศนี้มาเปรียบเทียบกับมาตรา 112 จำนวนมาก ไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของกฎหมายอาญามาตรา 871 ของสหรัฐฯมาก่อน และนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ก็ไม่เคยตระหนักในขอบเขตอำนาจหน่วยสืบราชการลับ (United States Secret Service) ในภารกิจปกป้องประธานาธิบดีของประเทศที่พวกเขาบูชาว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ
            วิธีที่พวกใช้ตรรกะต่างเท้าพวกนี้ออกมาตอบโต้ข้อมูลชุดดังกล่าว จึงดูจะทำได้แค่ตั้งคำถามทำนองว่า “โง่หรือโง่เนี่ย ของเขามันขู่เอาชีวิต ของเราแค่พูดหมิ่นก็โดนแล้ว” ซึ่งในกรณีที่เกิดกับตัวเอง ผมก็ได้แต่นึกสมเพชกับอาการเก็บหางไม่มิด เพราะในขณะที่เรียกร้องเสรีภาพในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เมื่อจะกล่าวหาผู้อื่นยังยัดเยียดตัวเลือกแบบเผด็จการเป๊ะ (คือ ถ้าไม่โง่ ก็ต้องโง่ อย่างใดอย่างหนึ่ง) เพราะถ้าเป็นผม ผมจะไม่ยัดเยียดตัดสินใครแบบนี้ เพียงแต่อาจจะนึกสงสัยว่าหน้าตาพวกเขาจะออกไปทางลูกครึ่งแบบ “(มาริ)โอ้ หรือเอี้ย(ก้วย)” กันแน่
            ที่สมเพชกว่าก็คือการออกโรงของ “กูรู” อย่างสมศักดิ์ เจียมฯ ซึ่งไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการหัวเราะเยาะหยันคนที่อ้างข้อมูลชุดนี้ ด้วยคำอธิบายว่า ความผิดตามมาตรา 871 เป็นความผิดฐานขู่ฆ่า (หรือลักพาตัว หรือทำร้ายร่างกาย) ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทแบบกรณีมาตรา 112 แต่เพื่อไม่ให้เสียความเป็นกูรู เขาก็ทำการบ้านมาอธิบายเพิ่มอีกนิดหนึ่งว่า “ความผิดนี้ เขาถือเป็น class D felony คือ ความผิดชั้นต่ำสุด ไม่ใช่ความผิดระดับความมั่นคง เหมือน 112 ของบ้านเรา”
            สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกสมเพชก็คือ หนึ่ง-เขายังคงไม่เลิกใช้ “ตรรกะถูไถ” ด้วยการทอนคดีความตามมาตรา 112 ให้เป็นเรื่องของการหมิ่นประมาทล้วนๆ สอง-เขายังคงใช้ “ตรรกะโลกแบน” ว่ากรอบการคุ้มครองประมุขแต่ละประเทศจะต้องเป็นเหมือนกัน สาม-เขาไม่ได้ตอบคำถามที่ใช้ตรรกะเดียวกันกับที่พวกเขาใช้ ว่าทำไมเมื่อจำนวนคดีข่มขู่คุกคามประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากมาย แต่ไม่เห็นมีใครในบ้านเมืองเขาบอกว่า กฎหมายอาญามาตรา 871 มีปัญหา ต้องยกเลิก
            สี่-เขาไม่ได้ตอบว่าการเขียนบทกวีให้ประธานาธิบดีถูกลอบสังหารสมควรกับการถูกลงโทษจำคุกเกือบ 3 ปีหรือไม่ ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพของนักเขียนหรือไม่ และเหตุใดนักเขียนอเมริกันจึงไม่ออกมาต่อต้านมาตรา 871 และ ห้า-เขาอวดให้รู้ว่าความผิดตามมาตรา 871 เป็นความผิดชั้นต่ำสุด แต่เขาก็อวดความไม่รู้ของตัวเองไปด้วยพร้อมกันในเรื่องของการดำเนินคดีทางลับ รวมถึงขอบเขตอำนาจและการใช้อำนาจของหน่วยสืบราชการลับ ว่ามันสวนทางกับสิ่งที่ถือว่าเป็นความผิดชั้นต่ำสุดอย่างไร
            สมศักดิ์คงไม่รู้ด้วยว่า การที่เด็กชายวัย 13 ชื่อวีโต ลาพินตา ได้โพสต์ในหน้าเฟซบุ๊คของเขาว่า  การลอบสังหารบิน ลาเดน จะก่อให้เกิดการปฏิกิริยาตอบโต้ตามมา และประธานาธิบดีโอบามาควรจะกังวลกับการแก้แค้นที่อาจเกิดขึ้น (ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ผิดแปลกอะไรเลย และคนในทำเนียบขาวก็พูดกันแบบนี้) ทำให้ตำรวจลับจู่โจมถึงโรงเรียน วีโตถูกนำออกจากชั้นเรียนไปสอบสวนโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้และให้ความยินยอม ไม่มีทนายร่วมรับฟัง ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
            แม้สุดท้ายจะไม่มีการดำเนินคดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะการสอบสวนที่ขัดต่อกฎหมายและละเมิดสิทธิของเด็กได้เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่พวกเขาซุกมันไว้ใต้สิ่งที่เรียกกันว่าขอบเขตอำนาจของตำรวจลับ (หรือเราควรจะเรียกว่า “ล่าแม่มด” ดี?)
อีกตัวอย่างหนึ่ง – ที่สมศักดิ์และใครๆ อีกมาก – ก็คงไม่เคยรู้อีกเหมือนกัน คือกรณีที่สมาชิกพรรครีพับลิกัน ชื่อเจฟฟ์ แรงก์ กับภรรยาชื่อนิโคล สวมเสื้อยืด No Bush ที่เพนท์เอง ไปร่วมงานวันชาติสหรัฐฯ ที่มีประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธาน
            ก่อนที่ประธานาธิบดีจะมาถึง ตำรวจลับสองคนสังเกตเห็นและบอกให้ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อหรือใส่เสื้อคลุมทับ เมื่อปฏิเสธ สองสามีภรรยาก็ถูกจับใส่กุญแจมือและให้ตำรวจท้องถิ่นนำตัวออกจากงานไปคุมขังอยู่สองชั่วโมงในข้อหาขัดขืนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้น นิโคลก็ถูกพักงานชั่วคราวอีกต่างหากเพราะเธอเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลกลาง จนกระทั่งคดีสิ้นสุดโดยศาลไม่รับฟ้อง
            อ่านคดีเหล่านี้แล้วผมนึกถึงคนที่อยากให้ยกเลิกมาตรา 112 เพราะต้องการเสรีภาพในการเขียนนิยาย นึกถึงคนที่เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เพราะต้องการเสรีภาพในการข้ามถนนตอนที่มีการกั้นรอขบวนเสด็จฯ นึกถึงพวกที่เห็นว่าข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและแสดงความอาฆาตมาดร้ายตามหน้าเฟซบุ๊คและเว็บบอร์ดเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต และนึกถึงพวกที่เห็นประเทศไทยเป็นเกาหลีเหนือแห่งอุษาคเนย์
            อยากให้พวกเขาได้เกิดใหม่ในอเมริกา ได้ใช้เสรีภาพในการดูหมิ่นดูแคลนประมุขของสหรัฐฯ กันให้สาสมใจ ไม่มาเสียเวลาสำเร็จความคิดด้วยตัวเองไปเปล่าๆ อย่างนี้เลย-จริงๆ
#
9 มกราคม 2555
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555)

___________________________________
*ต้องขออภัยที่ผมนำข้อความนี้มาอ้างโดยไม่เหลือความจำใดๆ ให้เป็นเครดิตกับผู้เขียนหรือกระทั่งผู้ที่แชร์ต่อ ทวีตต่อกันมา เพราะนอกจากปัญหาความจุของ RAM ในสมองผมเอง (ดังที่เคยบอกกล่าวกันมาแล้วหลายครั้งในคอลัมน์นี้) กระบวนการทำซ้ำในการสื่อสาร-เผยแพร่ในยุคของ Social Media ยังไหลหลากจนยากแก่การทวนขึ้นไปค้นหาต้นสายที่มาได้ดังใจคิด


วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รัก (10 ก.ค.)

Photo Creedit: http://www.dreamstime.com/

                        ความรักไม่อาจครอบครอง
                        หรือถูกครอบครอง
                        เพราะความรักคืออิสระ
                        ที่ไม่มีขอบเขตหรือข้อจำกัดใดๆ
                                                         ด้วยหัวใจบริสุทธิ์
                                                         ด้วยความปรารถนาดีต่อกัน
                                                         ด้วยความรู้สึกที่ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
                                                         ความรักจึงบังเกิดขึ้น
                        ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
                        เป็นบ่อเกิดแห่งการสร้างสรรค์
                        เป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง
                        และความรักไม่มีวันตาย
                                                         ปล่อยให้ความรักติดปีกแห่งหัวใจ
                                                         แล้วโผบินไปอย่างเสรีใต้ขอบฟ้ากว้าง
                                                         สู่ผู้คนหลากหลาย
                                                         ด้วยนานารูปแบบ
                        ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่น
                        ในทุ่งดอกไม้ที่สดใส
                        ในความหนาวเหน็บของลมเย็น
                        ในซอกมืดแห่งความขมขื่น... ความรักเกิดขึ้นได้เสมอ
                                                         ความรักนำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม
                                                         นำมาซึ่งความยินดีปรีดา
                                                         นำมาซึ่งแสงสว่างแห่งชีวิต
                                                         นำมาซึ่งความสุขและความชื่นชม
                        ความรักไม่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง
                        ไม่ก่อให้เกิดความผิดหวัง
                        หากจะมีใครที่ผิดหวังในความรัก
                        นั่นก็เพราะเขายังไม่เข้าใจในรัก
                                                         ถ้าหากความรักไม่สมหวัง
                                                         นั่นไม่สำคัญ และไม่ควรจะเสียใจ
                                                         เพราะคุณค่าที่แท้จริงแห่งความรัก
                                                         ก็คือการที่ความรักได้บังเกิดขึ้นในหัวใจ
                        มาเถิด... ให้ความรักได้ติดปีกให้กับหัวใจ
                        แล้วโผบินไปอย่างเสรีใต้ขอบฟ้ากว้าง
                        สู่ผู้คนหลากหลาย ด้วยนานารูปแบบ
                        เพื่อสร้างโลกที่อบอุ่นด้วยความรัก
#
(ตีพิมพ์ในหนังสือ "เพื่อนรัฐศาสตร์" พ.ศ. 2524)


วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ได้ยิน แต่ไม่ฟัง

น้องคนหนึ่งใช้คำว่า ได้ยินแต่ไม่ฟังเวลาที่สะท้อนถึงช่องว่างของการสื่อสารและความเข้าใจระหว่างกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งพยายามพูด อธิบาย ทำความเข้าใจ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งก็ไม่ได้เอาหูทวนลม ได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ไม่เข้าใจ หรือไม่พยายามจะเข้าใจ หรือไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องสำคัญอะไรตรงไหน ฟังเข้าหูซ้ายไปแล้ว อาจไม่ได้ทะลุออกหูขวา เพียงแต่อาจจะตกหล่นอยู่ตรงไหนสักแห่งในระบบประสาท สมอง หรือระบบทางเดินหายใจ    
Photo Credit: I’m Not Listening by Suwani
         บางคนมีธรรมชาติที่ไม่ฟังคนอื่น ซึ่งบ้างก็เชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบบที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล บ้างก็เป็นผลิตผลจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือจะฟังผู้พูดที่มีอำนาจมากกว่า แต่จะไม่ฟังผู้พูดที่ด้อยอำนาจ/สถานะ บ้างก็เกิดจากกรอบความคิดอันแข็งตึงที่ดักกั้นความคิดเห็นความเห็นที่แตกต่างกัน บ้างก็เกิดจากกลไกอัตโนมัติของการปกป้องตัวเอง ที่เอาแต่คิดหาเหตุผลมาแก้ต่างเมื่อเรื่องที่ได้ยินมีเค้าลางว่าจะชี้มาที่ความบกพร่อง/ผิดพลาดของตัวเอง และบางคนก็จะฟังเพียงสิ่งที่พอใจจะฟัง    
         ถ้าเป็นการสื่อสารเรื่องการงาน ก็อาจจะทำให้เราหงุดหงิด รำคาญใจ แต่สุดท้ายก็มักจะหาทางออก หลบเลี่ยง แก้ไข หรือจำยอมไปตามเงื่อนไขของสถานะและความจำเป็นของความสัมพันธ์
         แต่ในกรณีที่เป็นการสื่อสารในความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิด ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่คาดหวัง (และควรจะเป็นเช่นนั้น) ถึงความอาทร ห่วงใย เข้าใจ และโอนอ่อนหากัน ระยะห่างระหว่างการได้ยินกับการฟัง อาจสะท้อนถึงช่องว่างความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ถ่างออก  ซึ่งเมื่อถึงวันหนึ่งก็อาจจะกว้างเกินกว่าจะเหนี่ยวรั้ง ข้ามฟากฝั่งไปหากัน และครึ่งทางที่อาจจะพบกันได้ ก็อาจกลายเป็นหุบลึก
เคยมีโฆษณาโทรศัพท์มือถือบอกว่า คนเราพูดกันมากขึ้น ซึ่งเป็นความจริงทีเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น    
         บางคนให้ข้อสังเกตว่า การพูดกันมากขึ้นสร้างภูมิต้านทานความสามารถในการฟัง หรือแม้แต่การฟังในสิ่งที่ ต้องฟังมากเกินไป ก็ทำให้ความสามารถในการฟังบกพร่องได้เช่นกัน    
         วัฒนธรรมของเราเป็นวัฒนธรรมที่อำนาจกับการพูดทอเกลียวเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น และการฟังก็กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงอำนาจ/สถานะที่ด้อยกว่าไปโดยปริยาย แม้ในยุคที่พยายามจะสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม หลายหน่วยงานกำหนดให้มีการประชุมพนักงานเป็นวาระแน่นอน บางแห่งถึงขนาดประชุมทุกสัปดาห์ แต่ในความเป็นจริงของการประชุม พนักงานระดับปฏิบัติการก็ยังคงได้แต่ฟังสิ่งที่ผู้บริหารพูด    
         บางครั้งการพูดถูกสกัดกั้นโดยความเคยชินของตัวเองในความเป็นผู้น้อย แต่บางครั้งก็โดยหัวข้อ/วาระอันเป็นเรื่องที่ต้องฟังจากผู้บริหาร กับอีกบางครั้งที่ได้พูดได้แสดงการมีส่วนร่วมออกความเห็นไปแล้ว ก็ท้อใจที่ความเห็นนั้นมีค่าเป็นเพียงความไม่เข้าใจภาพรวม ไม่เข้าใจวิสัยทัศน์/พันธกิจของหน่วยงาน    
         ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือปรากฏการณ์ธรรมชาติของระบบการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา เพื่อศึกษาหาแนวทางปฏิบัติหรือแก้ไขปัญหาอะไรสักอย่าง หลังจากคณะอนุกรรมการซึ่งมักเป็นผู้บริหารระดับรองที่รับผิดชอบงานในแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการศึกษาแง่มุมประเด็นที่เกี่ยวข้องและเสนอความเห็น/แนวทางขึ้นไปแล้ว หากเป็นแนวที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้บริหารสูงสุดหรือคณะกรรมการบริหารองค์กร ก็ต้องเอากลับไปปรับใหม่ หรือถ้าไม่ยอมเปลี่ยนความเห็น/แนวทางนั้น ผู้บริหารหรือบอร์ดใหญ่ก็จะใช้อำนาจสุดท้ายของการเป็นผู้ตัดสินใจสรุป/กำหนดแนวทางไปอีกอย่าง    
         เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับคำชวนจากหน่วยงานหนึ่งที่สนิทสนมกันพอประมาณ ให้ไปช่วยคิดชื่อการประชุมวิชาการ ซึ่งแนวคิดหลักเป็นเรื่องของการใช้ความรู้สร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาอะไรทำนองนั้น ตามกระแส “knowledge-based society” ที่กำลังอินเทรนด์สุดๆ ที่จริงชื่อเขาก็ตั้งกันไว้แล้ว แต่บอกว่าอยากจะฟังเสียงคนอื่นนอกหน่วยงานบ้าง    
         เสียงของผมเป็นเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับชื่อที่สะท้อนแนวคิดว่า ความคิดความเห็นเป็นความไม่รู้ หรือไม่ใช่ความรู้ และเป็นสิ่งที่ผิด เชื่อถือไม่ได้ เพราะผมเชื่อของผมว่า ความเห็นของคนเราผูกโยงกับระดับและวงรอบของความรู้ บวกกับระดับของความคิดและประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งมีระดับของความน่าคิด น่าฟัง น่าพิจารณาต่างกัน ในขณะที่ความรู้ แม้จะเป็นความรู้ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่สูง  ก็มีตัวอย่างให้เราได้เห็นกันเสมอว่า ไม่ได้ถูกต้องเที่ยงแท้ มีความจีรังยั่งยืน แต่ถูกหักล้าง เปลี่ยนแปลงโดยความรู้ที่ใหม่กว่า    
         แต่ไม่น่าแปลกใจหรอกที่เสียงของผมซึ่งได้ยินกันจะไม่มีคนฟัง เพราะว่า หนึ่ง-สิ่งที่เขาอยากฟังกันก็คือชื่อเดิมที่มีถ้อยคำสละสลวยขึ้น ไม่ใช่ชื่อใหม่ที่ไปลบคำว่า ความเห็นทิ้ง สอง-เสียงของผมก็เป็นเพียงเสียงของ ความเห็นนี่นะ
การฟังอาจจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพหรือธรรมชาติที่ติดตัวคนมา เหมือนกับโมโม่ เด็กผู้หญิงที่วันหนึ่งก็มาอาศัยอยู่ใต้ถุนเวทีโรงละครโบราณย่านชานเมืองที่ทรุดโทรมของเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง เธอไม่มีญาติ แต่เธอก็ไม่ขาดมิตร เพราะชาวบ้านย่านนั้นต่างแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเธอเสมอ เธอไม่มีความรู้อะไรติดตัวมา ไม่รู้หนังสือ และไม่รู้กระทั่งอายุตัวเองด้วยซ้ำ แต่ใครๆ ก็ชอบไปคุยกับเธอ จนมีคำพูดติดปากว่า ไปหาโมโม่สิ!”    
         สิ่งที่โมโม่มีคือการฟัง ซึ่งมิฆาเอ็ล เอ็นเด-ผู้เขียน บอกว่า เป็นความสามารถพิเศษ”    
         พอได้พูดต่อหน้าโมโม่ คนโง่กลับมีความคิดดีๆ ขึ้นมาได้ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเธอพูดหรือถามไถ่จนเขาคิดขึ้นมาได้ เธอเพียงแต่นั่งฟังผู้นั้นพูดด้วยความตั้งใจและอย่างเอาใจใส่ ในขณะที่เธอมองเขาด้วยนัยน์ตาดำขลับ คนพูดก็จับความคิดขึ้นมาได้ ซึ่งเขาก็ไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ในหัวสมองของเขาเอง    
         เมื่อเธอฟังคนที่ดูเหมือนหมดปัญญาหรือว่าลังเลใจ เขาก็คิดขึ้นได้ว่าควรจะทำอย่างไร แล้วตัดสินใจได้ในทันที แม้แต่คนขี้อายก็กลายเป็นคนกล้า คนไหนเป็นทุกข์กลับรู้สึกสุขใจถ้าได้พูดให้เธอฟัง บางคนน้อยเนื้อต่ำใจว่าตัวไม่มีความหมาย ใครๆ ก็ไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นจะต่างกันว่ามีเขาอยู่ในโลกนี้หรือไม่ แต่ในขณะที่เล่าให้โมโม่ฟังก็เกิดมีกำลังใจและรู้สึกขึ้นมาได้ว่าเขาเข้าใจผิด เพราะถ้าคิดให้ดี เขาก็มีเอกลักษณ์ มีความสลักสำคัญอันแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล    
         นั่นคือความสามารถในการฟังของโมโม่!
แม้การฟังจะเป็นคุณสมบัติพิเศษที่ติดตัวคนอย่างโมโม่มา แต่การฟังก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้าง ฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนาได้ด้วย ผมยังเคยคิดว่า เรามีหลักสูตรพัฒนาทักษะการพูดกันมามากแล้ว ก็น่าจะมีโรงเรียนสอนศิลปะการฟังบ้าง เพื่อความสมดุลของโลก ของชีวิต    
         หากการพูดหมายถึงอำนาจ การฟังก็เป็นพลังแห่งความงอกงาม ที่สามารถเพาะหว่านความเข้าใจ ความรู้สึกที่ดีต่อกันได้ สามารถขยับขยายโลกทัศน์ ความคิด จิตใจให้กว้างออกสู่ความรู้ ความคิด ความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย
         เราอาจไม่สามารถเข้าถึงการฟังที่ยิ่งใหญ่เช่นที่สิทธารถะได้เรียนรู้จาก การฟังแม่น้ำจนแจ้งจบ กระทั่งสามารถ หยุดแล้วซึ่งการต่อสู้กับชะตาชีวิต ดับแล้วซึ่งความทุกข์ร้อนทั้งปวง ดวงหน้าของเขาเบิกบานด้วยความประจักษ์แจ้ง ไม่มีความปรารถนาแสวงหาใดบังเกิดขึ้นอีกแล้ว ด้วยว่าเขาได้บรรลุถึงซึ่งอุบัติการณ์แห่งแม่น้ำ อันเปรียบได้ดังสายธารแห่งชีวิตอันเต็มไปด้วยความทุกข์ และเปี่ยมไปด้วยความปรารถนานี้ เป็นกระแสรวมที่หลั่งไหลไปตามกฎ ไปสู่ความเป็นเอกภาพนั่นเอง”    
         แต่เราอาจเรียนรู้ท่าทีของการฟัง เช่นที่สิทธารถะเริ่มเรียนรู้จากการฟังของวสุเทวา-ชายแจวเรือข้ามฟาก ท่าทีที่วสุเทวาสดับฟังนั้นน่านิยมนัก สงบนิ่ง เปิดอารมณ์และคอยฟัง เขาปล่อยให้ถ้อยคำหลั่งไหลเข้าไป โดยไม่ให้มีหลุดรอดหายไป ไม่มีอาการกระวนกระวาย ไม่ยกย่องสรรเสริญ ไม่ติเตียนกล่าวว่าแต่อย่างใด เขาเพียงนิ่งรับฟังเท่านั้น สิทธารถะถือว่าเป็นโชคอย่างยิ่ง ที่ได้มีผู้รับฟังเช่นนี้ ที่เข้าลึกในจิตวิญญาณของเขา รู้ซึ้งถึงสิ่งที่เขาแสวงหา และรู้ในความทุกข์ทรมานใจของเขา ดุจเดียวกับในจิตวิญญาณแห่งตนเอง”    
         ถึงระดับหนึ่ง คนเราอาจสามารถลดละอัตตา การยึดถือตนเอง และเรียนรู้ที่จะ ย่อตัวเองให้เล็กลงตามสำนวนของเฮสเส หรือดังที่เด็กหนุ่มเลี้ยงแกะชื่อซานติเอโก ใน ขุมทรัพย์ที่ปลายฝันเรียนรู้ถึง เสียงลมในทะเลทราย และถ้อยคำของคนคุมขบวนอูฐที่บอกว่า
         ทะเลทรายกว้างไพศาลและขอบฟ้าก็อยู่ไกลเหลือเกิน มันทำให้คนรู้สึกว่าเขาตัวเล็กนิดเดียว และควรสงบปากสงบคำไว้”    
         การเรียนรู้ที่จะฟังกันมากขึ้น อาจจะทำให้เราพูดน้อยลง แต่เข้าใจกันมากขึ้น
#
Rhymes to learn
  • โมโม่” (Momo) เป็นวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเยี่ยมอีกเรื่องของ มิฆาเอ็ล เอ็นเด ผู้เขียน The Neverending Story แม้เรื่องนี้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่ก็งดงามเหลือเกิน ฉบับภาษาไทย ชินนรงค์ เนียวกุลเป็นผู้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างราบรื่น น่าอ่าน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2529 โดยมูลนิธิสวิตา แต่มาแพร่หลายตั้งแต่ปี 2538 เมื่อสำนักพิมพ์แพรวเยาวชนนำมาพิมพ์ซ้ำเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
  • สิทธารถะ” (Siddhartha) ของแฮร์มัน เฮสเส มี 3 สำนวนแปลต่างยุค ฉบับที่นำมาอ้างอิงเป็นสำนวนล่าสุดที่ สีมน แปลจากภาษาเยอรมันอย่างหมดจดงดงาม เมื่อปี 2540 และพิมพ์ใหม่เมื่อปี 2547 โดยสำนักพิมพ์วิริยะ    
  •  ขุมทรัพย์ที่ปลายฝัน” (The Alchemist) ของเปาโล โคเอโย ขุมทรัพย์ทางจิตวิญญาณของนักอ่านวรรณกรรมจำนวนมากทั่วโลก ถึงวันนี้สำนวนแปลของ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ฉบับจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์คบไฟ (ปี 2541) ที่นำมาใช้อ้างอิงในคอลัมน์นี้ กลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว ฉบับที่ยังมีจำหน่าย เป็นสำนวนแปลใหม่ของ กอบชลี และ กันเกรา ในชื่อที่ชวนอึ้ง ขุมทรัพย์สุดปลายฝัน
#

27 ตุลาคม 2547
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร IMAGE ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. 2548)

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

อีมี่ ดราม่า อากง

ผมคงเป็นคนใจร้ายแน่ๆ ถ้าจะบอกว่า ดราม่าไม่ใช่วิธีการสู้คดี และไม่รู้สึกว่าจำเลยในคดี “SMS 20 ปี น่าสงสารเห็นใจเท่าที่มีความพยายามปั้นแต่งกัน
           ที่จริง แรกที่ผมได้อ่านผ่านๆ คำพิพากษาจำคุกจำเลย 20 ปี ในคดีส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเขาเรียกกันเป็นการทั่วไปว่า “คดีอากง SMS” (แต่ผมไม่สะดวกใจจะเรียกตามนั้น ด้วยเหตุผลอะไรไว้ค่อยว่ากันตอนท้าย) ความรู้สึกของผมก็คงไม่ต่างจากคนอีกมาก ที่เห็นว่าเป็นการลงโทษที่หนักหนาสาหัสอยู่สักหน่อย แม้จะรู้ว่า 20 ปีเป็นผลรวมของฐานความผิดรวม 4 ครั้ง ก็ตาม


                    แต่เมื่ออ่านรายละเอียดช้าๆ ผมก็เริ่มสะดุดกับเรื่องของ IMEI (International Mobile Equipment Identity) ซึ่งเป็นเลขรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์มือถือของจำเลย ตามบันทึกสรุปคำพิพากษาและบันทึกการสืบพยานของฝ่ายทนายจำเลย (ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลฝั่งเดียวที่ผมหาได้เกี่ยวกับคดีนี้ เพื่อนทนายบอกว่าคำพิพากษาในคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดจะยังไม่มีการพิมพ์เผยแพร่ ส่วนการขอคัดคำพิพากษาในคดีจะทำได้เฉพาะคู่ความ) อ้างว่า ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ...” แต่ทนายจำเลยได้นำมาเป็นประเด็นแย้งหลังคำพิพากษาว่า เลขหลักสุดท้าย (หลักที่ 15) ของเลข IMEI ในเครื่องโทรศัพท์ของจำเลย ไม่ตรงกับเลข IMEI ในรายงานการใช้บริการโทรศัพท์ (log) ที่ได้จากผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 ราย (ในที่นี้คือ DTAC และ True)
            ประเด็นนี้ถูกนำไปขยายความ (และหลงเชื่อ) กันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องยากในการค้นหาความจริงว่า เลขหลักสุดท้าย (หลักที่ 15) เป็น check digit หรือเลขทดสอบความถูกต้องของเลข 14 ตัวแรก ถ้าเลขตัวสุดท้ายถูกต้องตามหลักการคำนวณอัลกอริทึมแบบลุน (Luhn algorithm) ก็จะระบุรายละเอียดยี่ห้อ-รุ่น-เลขลำดับของโทรศัพท์ได้ แต่ถ้าเลขหลักสุดท้ายผิด ก็จะไม่พบข้อมูลของโทรศัพท์ตามเลขอีมี่ที่ผิดนั้น
            ถ้ายังงงๆ อยู่ ลองนึกเลขรหัส ISBN ที่อยู่หลังปกหนังสือนะครับ เป็นเลขชุดคล้ายๆ กับเลข IMEI ของโทรศัพท์ ต่างกันเพียง 13 หลักกับ 15 หลัก โดยที่หลักสุดท้ายเป็น check digit เหมือนกัน ถ้าเราป้อนเลข ISBN 12 ตัวแรกของหนังสือเล่มหนึ่ง สมมติว่าเป็น ISBN 978974991617 ในระบบค้นหาของกูเกิ้ล ผลที่ได้ก็คือ การค้นหาของคุณ - ISBN 978974991617- ไม่ตรงกับเอกสารใดๆ” จากนั้นถ้าลองป้อนเลขชุดเดิมและเพิ่มเลขหลักสุดท้ายแบบสุ่มไปเรื่อย (สมมติว่าไม่รู้เลขหลักสุดท้าย) การลองตั้งแต่เลข 0 ถึงเลข 8 จะได้ผลลัพธ์เหมือนข้างต้น จนเมื่อป้อนเลข 9 เป็นหลักสุดท้าย ก็จะได้รายละเอียดเบื้องต้นว่าเป็นหนังสือแปลเรื่อง แผนลวงสะท้านโลก ซึ่งแปลจาก Deception Point ของ แดน บราวน์โดย อรดี สุวรรณโกมล ไม่มีเล่มอื่นซ้ำแน่นอน
            ในทำนองเดียวกัน เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของเรา แม้ว่าจะไม่มีแหล่งให้ตรวจสอบได้ว่าเลขประจำตัวนั้นๆ เป็นของใคร (ซึ่งก็ไม่สมควรจะมีหรอก) แต่ก็มีโปรแกรม/เว็บไซต์ที่ใช้ตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่ามีเลขประจำตัวชุดนั้นๆ อยู่จริงหรือไม่ ทดลองกรอกเลขประจำตัวของเราลงไป ระบบจะยืนยันการมีอยู่ของเลขชุดดังกล่าว แต่ถ้าลองเปลี่ยนเลขหลักสุดท้าย ระบบก็จะแจ้งว่าเป็นเลขรหัสที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยืนยันว่าจะไม่มีใครที่มีเลข 12 หลักแรกตรงกับเราทั้ง 12 หลักแน่ๆ
            หลักการของเลข ISBN และเลขประจำตัวประชาชน ก็เหมือนกับเลข IMEI คือ เลขหลักสุดท้ายไม่มีความสำคัญในแง่ที่ว่า จะมีเพียงเลขเดียว (จาก 0-9) เท่านั้นที่ถูกต้อง-ในฐานะ check digit และจะไม่มีเลขชุดแรก (12 หลักของเลข ISBN และเลขประจำตัวประชาชน, 14 หลักของเลข IMEI) ซ้ำกันเด็ดขาด
            ผมจึงขอสรุปไว้ตรงนี้ก่อนว่า “จะไม่มีโทรศัพท์มือถือสองเครื่องใดในโลกที่มีเลข IMEI ตรงกัน (No two mobile handsets in the world should have the same IMEI number) ตรงนี้สำคัญนะครับ และเขาก็มีหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่กำหนดเลข IMEI ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ (เหมือนกับเลข ISBN ของเราที่ต้องขอจาก กลุ่มงานคัดเลือกและประเมินคุณภาพทรัพยากรห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ) ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตยี่ห้อไหนจะกำหนดเอาเองอย่างไรก็ได้
            และยิ่งไม่ใช่เรื่องที่มาอ้างกันมั่วๆ แบบ “ผู้รู้” ใน มติชนออนไลน์ ว่า หมายเลข IMEI นั้น ไม่ใช่ Unique Number มีมือถือหลายเครื่องที่มี IMEI ซ้ำกันได้ โดยมีทั้งการที่ซ้ำกันมาตั้งแต่โรงงานผู้ผลิต และซ้ำกันเพราะมาแก้ไข IMEI เองในภายหลัง ซึ่งถ้าไม่รู้-แต่มั่วๆกันไป ก็พออภัย แต่ในเมื่ออ้างว่าเป็น “ผู้รู้” ก็ต้องถือว่าตั้งใจบิดเบือน
            คือ ถ้าจะพูดเรื่องปลอม IMEI ก็ต้องบอกว่าทำได้ เครื่องที่ใช้เลข IMEI ปลอม ก็ต้องบอกว่ามี แต่นั่นคือข้อยกเว้น และถ้าเป็นช่วงก่อนปี 2545 การพูดอย่างนั้นจะพอมีน้ำหนัก เพราะเป็นยุคที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยังล็อครหัส IMEI ให้เครื่องที่ซื้อจากผู้ให้บริการ (ซึ่งขายในราคาแพงหลุดโลก) เท่านั้นที่นำมาใช้งานในระบบได้ แต่เมื่อเลิกล็อคและให้ผู้ผลิตโทรศัพท์ขายได้เองโดยเสรี กระทั่งราคาตัวเครื่องโทรศัพท์ลดลงมามากมาย ไม่เพียงแต่จะไม่มีใครสนใจเรื่องปลอม IMEI อีกต่อไป คนที่เพิ่งมาใช้โทรศัพท์มือถือในระยะหลังจำนวนมาก ไม่เคยได้ยินเรื่องเลข IMEI ด้วยซ้ำ
ก้าวข้ามประเด็นเรื่อง 14 หลัก/15 หลัก และอีมี่ปลอมมาได้ ก็มีคำถามต่อมาว่า ทำไมเลขหลักสุดท้ายในรายงาน (log) ของผู้ให้บริการ (DTAC กับ True) ไม่ตรงกับเลขหลักสุดท้ายที่ตัวเครื่องของกลางของจำเลย
            ตามบันทึกสังเกตการณ์การสืบพยานของฝ่ายทนายจำเลยเอง สรุปคำให้การของเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า การตรวจสอบหมายเลขในเครือข่าย DTAC ที่ใช้ส่ง SMS หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ไปยังโทรศัพท์ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็นพยานโจทก์และผู้กล่าวโทษในคดีนี้) พบว่าเป็นหมายเลข xxx-xxx-3615  แบบเติมเงิน ที่ใช้งานกับเครื่องโทรศัพท์ที่มีหมายเลข IMEI  358906000230110 เมื่อนำเลข IMEI ข้ามไปตรวจสอบกับ True พบว่าเลข IMEI ดังกล่าวใช้ร่วมกับซิมของโทรศัพท์หมายเลข  xxx-xxx-4627
            ทนายจำเลยอ้างว่า เลข IMEI ของจำเลยเป็นเลข 358906000230116 แต่ log ของDTAC ระบุเป็น 358906000230110 ประเด็นนี้สามารถอธิบายโดยหลักการได้ง่ายๆ ว่าเป็นแนวปฏิบัติของระบบ (ซึ่งเป็นมาตรฐานเดิมที่ใช้กันทั่วโลก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ check digit ที่ถูกต้องตามจริง แต่ประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องจัดทำ log มาตรฐานใหม่) ที่แปลงเลขหลักสุดท้ายเป็น 0 ทั้งหมด จริงเท็จประการใด ผู้เกี่ยวข้องในคดี-โดยเฉพาะทนายจำเลย-สามารถใช้สิทธิ์ตรวจสอบได้ว่า log ของ DTAC แสดงเลข IMEI หลักสุดท้ายของเครื่องอื่นๆ แตกต่างไปจากเลข 0 หรือไม่
            ในกรณี log ของ True ที่ฝ่ายทนายจำเลยอ้างว่า มีทั้งลงท้ายด้วย 0 และ 2 ก็น่าจะตรวจสอบได้แบบเดียวกัน เพื่อหาคำตอบว่าระบบรายงานของ True เป็นอย่างไรให้สิ้นสงสัย มากกว่าการอธิบายลับหลังคำพิพากษา
            นอกจากนั้น การที่ log ของผู้ให้บริการทั้ง DTAC และ True ได้แสดงข้อมูลทั้ง IMEI (เลขรหัสระบุตัวเครื่อง), IMSI (International Mobile Subscriber Identity-เลขรหัสของซิม), เซลล์ไซต์ที่ใช้เชื่อมต่อโทรศัพท์กับเน็ตเวิร์ค และเวลาที่เชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์ค จึงแสดงรอยต่อของการใช้งานให้เห็นในลักษณะที่มีการใช้งานสลับกัน คือ หลังจากปิดการเชื่อมต่อกับโครงข่ายของ True (ใช้งานโทรศัพท์) แล้วจึงปรากฏการเชื่อมต่อกับโครงข่าย DTAC (ใช้ส่ง SMS) หลังจากนั้นจึงมีการเชื่อมต่อกับโครงข่าย True อีกครั้ง ทั้งหมดนี้ระบุตำแหน่งการใช้งานในเซลล์ไซต์เดียวกัน  คือย่านที่อยู่ของจำเลย โดยไม่มีการใช้งานทับเวลากันแต่อย่างใด
            โดยสรุปก็คือ ถ้าจำเลยไม่ได้ส่ง SMS จากโทรศัพท์ตัวเอง ที่บ้านของตัวเอง มันก็คงเป็นเรื่องบังเอิญมากที่มีคนปลอมเลข IMEI ของจำเลย (หรือแม้แต่ซ้ำกันโดยบังเอิญ มาตั้งแต่โรงงานผลิต-ขำขำนะครับ) แล้วมาส่ง SMS หมิ่นฯ ในพื้นที่เซลไซต์เดียวกัน โดยสอดแทรกเข้ามาในเวลาที่สอดคล้องกันอย่างน่าอัศจรรย์
            แต่ก็เอาละ ข้อมูลเชิงประจักษ์แบบนี้ ยังไม่ได้ทำให้ผมยังปักใจว่าจำเลยส่ง SMS เอง ทั้งยังมีหลายคนพูดถึงหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย รวมไปถึงการยกตัวอย่างว่า เจ้าของรถคันที่ขับไปชนคนตายโดยที่จับผู้ขับขี่ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องติดคุกเพียงเพราะเป็นเจ้าของรถ แต่ก็นั่นแหละ คงง่ายเกินไปที่เจ้าของรถจะบอกแต่เพียงว่าตัวเองไม่ใช่คนขับ ใครเอาไปขับก็ไม่รู้ อย่างน้อยเจ้าของรถก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ณ เวลาที่เกิดเหตุ ตัวเองอยู่ที่ไหน มีใครที่เอารถไปใช้โดยไม่ต้องบอกกล่าวได้บ้าง หรือถ้ารถหาย ก็ต้องมีการแจ้งความ ฯลฯ
            ในกรณีนี้ การที่จำเลยบอกแต่ว่าส่ง SMS ไม่เป็น บอกว่าเคยส่งเครื่องไปซ่อม แต่ซ่อมที่ร้านไหนก็จำไม่ได้ นอกจากไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว การให้หลานวัย 11 ปีขึ้นให้การในฐานะพยาน บอกว่า “จำเลยมักทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านบ่อยครั้งขณะไปส่งตนและน้องๆ ที่โรงเรียน” ก็มัดจำเลยแน่นเข้าไปอีก ว่าโอกาสที่โทรศัพท์เครื่องนี้จะไปตกในมือคนอื่นเพื่อใช้เปลี่ยนซิมส่ง SMS หรือปลอม IMEI ยิ่งน้อยลง
            หรือจะให้ศาลเข้าใจตามที่จำเลยให้การว่า “ทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านบ้าง พกติดตัวบ้าง บางครั้งเมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ได้พกโทรศัพท์ติดตัว ซึ่งที่บ้านมีคนเข้าออกอยู่จำนวนหนึ่ง” จึงเป็นโอกาสให้ผู้อื่นเข้าไปในบ้านของจำเลยเพื่อใช้โทรศัพท์ส่ง SMS ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก???
ถึงที่สุดแล้ว ผมกลับมีคำถามในใจว่า แทนที่จะดราม่ากันใหญ่โต ทนายจำเลยได้สู้คดีให้ลูกความของตัวเองดีพอหรือยัง
            ถ้าดูจากคำแถลงปิดคดีของทนายจำเลย ใน 3 ประเด็น  คือ 1. การใช้หมายเลขเครื่อง (อีมี่) ในการเชื่อมโยงว่าจำเลยกระทำความผิด เป็นการเชื่อมโยงที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงได้ และสามารถซ้ำกันได้ 
            2. การสืบสวนสอบสวนของเจ้าพนักงานมุ่งไปที่ตัวจำเลยโดยตรง โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับหมายเลขอีมี่ และคำเบิกความของพยานโจทก์ขัดแย้งกับพยานเอกสารฝ่ายโจทก์
            3. โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานเอกสารใดที่จะชี้ได้ว่า จำเลยเป็นผู้กดพิมพ์ข้อความ และส่งข้อความดังกล่าว
            จะเห็นได้ว่า เป็นแนวทางที่มุ่งปฏิเสธความน่าเชื่อถือของหลักฐานและฝ่ายโจทก์ โดยที่ฝ่ายจำเลยเองกลับไม่มีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมากเท่ามาต่อสู้/หักล้าง ผมอาจไม่ได้เรียนมาทางกฎหมาย แต่เท่าที่คิดและตรวจสอบกับเพื่อนที่มีความรู้ทางเทคนิคการโทรคมนาคมบ้าง ทางกฎหมายบ้าง ถึงช่องทางความเป็นไปได้ต่างๆ ก็พบว่า อย่างน้อยที่สุด การขอข้อมูลจาก True มาพิสูจน์ว่า เครื่องของจำเลยที่ใช้ซิมของ True ไม่เคยใช้ส่ง SMS เลย ก็น่าจะมีน้ำหนักดีกว่าการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย
            แย่กว่านั้นคือความไม่อยู่กับร่องกับรอยของทีมทนาย ทนายจำเลยคนหนึ่งให้การเป็นพยานจำเลยด้วยท่าทีที่เหมือนกับเข้าใจเลขรหัส IMEI ดีพอสมควร ซึ่งขัดกับการสู้คดีแบบไม่ยอมรับรู้ไม่ยอมเข้าใจเรื่องเลขหลักสุดท้าย ทนายจำเลยอีกคนหนึ่งไป “หลุด” ในรายการคมชัดลึกหลายประเด็น เพราะมุ่งแต่จะดราม่าจนละเลยสิ่งที่เรียกว่า “ความจริง” เช่น นาทีหนึ่งบอกว่าจำเลยส่ง SMS ไม่เป็น โทรศัพท์ที่ใช้ก็เป็นรุ่นเก่า มีแป้นพิมพ์ภาษาไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้ (ถึงตอนนี้คนดูจำนวนมากตั้งคำถามแล้วละ ว่าเรื่องแค่นี้ไม่รู้จะไปสู้คดีอย่างไร) แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมากลับบอกว่า โทรศัพท์ของจำเลยพิมพ์ยาก จะพิมพ์ตัว ง ทีต้องกดแป้มเดิมถึงสามครั้ง (คนดูก็จะรู้สึกว่า อ้าว แล้วอย่างนี้จะเชื่อถืออะไรกันได้อีกไหม)
            หรือเขาไม่ได้ต้องการชนะคดีกันจริงๆ
จำเลย – ที่เขาเรียกกันว่า “อากง” – อายุ 62 ในปีนี้ ก่อนจะมาเป็น “อากง” คดีนี้เคยเรียกกันว่า “คดีลุง SMS” มาก่อน แต่คง “ไม่โดน”
            เข้าใจได้ว่าคำ “อากง” เป็นคำเรียกในมุมของหลานอายุ 11 (ที่ขึ้นให้การเป็นพยานด้วย) และน้องๆ ที่เด็กกว่านั้นอีก และในยุคที่คนวัย 60 เวลาตกเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ มักจะถูกแทนด้วยคำว่า “ไอ้เฒ่า” ผมจึงไม่ติดใจกับคำเรียกอากงเท่าไรนัก ที่ติดใจก็คงเป็นเรื่องที่ทำเสมือนว่าคนวัย 60 ต้นๆ เป็นวัยที่หมดแล้วซึ่งสมรรถนะ จำอะไรไม่ค่อยได้ ทำอะไรไม่ค่อยเป็น
            ผมมีพี่ชายคนโตอายุเท่าๆ นี้ ซึ่งยังทำทุกอย่างได้เหมือนเมื่อสิบปีก่อน ผมมีแม่ซึ่งอายุ 83 แล้ว แต่ยังขับรถตะลอนๆ ออกไปช้อปปิ้งเองได้ทุกเวลาที่อยากออกจากบ้าน ตัวอย่างที่ยกมานี้อาจจะมีความจำเพาะสักหน่อย แต่ผมก็ยังไม่พบว่าคนวัย 60 ต้นๆ จะมีปัญหาความจำถึงขนาดจำร้านที่เอาโทรศัพท์ไปซ่อมและไปรับคืนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนไม่ได้ และผมไม่คิดว่าถ้าการส่ง SMS สำหรับคนวัยนี้เป็นเรื่องยากเกินหัด โดยเฉพาะคนที่เคยมีอาชีพเป็นพนักงานขับรถมาก่อน
            อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงตอนนี้ อากงจะทำหรือไม่ทำอะไร ทำได้หรือไม่ได้ ทำจริงหรือไม่จริง หรือกระทั่งว่าอากงจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว เพราะทุกอย่างถูกขับเคลื่อนไปสู่อีกเป้าหมายหนึ่ง – ซึ่งไม่ทำให้ผมแปลกใจเท่าไหร่ – คือการรณรงค์แก้ไข/ยกเลิกมาตรา 112 (อีกครั้ง)
            ผมเคยสงสัยว่า มันจะมีความเป็นไปได้แค่ไหนกันที่จะวางพล็อตให้คนสูงอายุที่ดูน่าสงสารเห็นใจ ตกเป็น “เหยื่อ” ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยความยินยอมพร้อมใจของเจ้าตัว อาจจะเพื่อปกป้องลูกหลานใกล้ชิด หรือเพื่อผลตอบแทนบางประการ แต่เมื่อคิดมาถึงขั้นที่ว่า ถ้าจะเคลื่อนไหวแบบหวังผล ก็ต้องใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของคนๆ นั้นเป็นเดิมพัน ผมก็ไม่อยากคิดต่อ
            รอดูเขาแสดงกันไปเลยดีกว่า
#
6 ธันวาคม 2554

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2554)