วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Float On

ผมสังเกตเห็นว่า คนที่เดินออกมาจากหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อคืนวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา (2553) ล้วนมีความสุข
            ต่างกับสามชั่วโมงก่อนหน้านั้น ที่ดูเหมือนคละเคล้ากันระหว่างคนที่รอเวลาอย่างหมายมั่น คาดหวัง และไม่แน่ใจ
            ตัวผมเองก็น่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มหลังสุด และความไม่แน่ใจที่ฉาบอยู่ คงไม่ได้อยู่ที่ว่า การแสดงโขน ชุด “นางลอย” จะงามจริงสมคำร่ำลือหรือไม่ เพียงแต่สงสัยในรสชาติว่าจะปรุงออกมาถูกลิ้นถูกปากขนาดไหน
            ความสงสัยนั้นค่อยๆ ละลายไปตั้งแต่องค์ที่ 1 และพอถึงองค์ที่ 3 ก็แน่ใจได้ว่า นี่คือรสชาติของศิลปการแสดงอันโอชะที่ถูกใจคนดูโดยถ้วนหน้า

(ภาพจากกระทรวงวัฒนธรรม)
ผมมารู้ตัวว่าต้องหาบัตรไปดู “นางลอย” ที่กลับมาเปิดแสดงอีกครั้ง ก่อนที่จะพลาดไปเลย ก็ตอนที่เหลือเวลาแสดงอีกสองวัน และบัตรที่ยังมีเหลือให้ซื้อคือบัตรราคา 200 บาท-เท่านั้น
            หลังการแสดงจบลง ผมอาจจะพูดเล่นๆ ได้ว่า นี่คือการจ่ายค่าบัตร (ชมการแสดง) ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต แต่ถึงยังไง ผมก็ยังอยากจะได้ที่นั่งแถวหน้าๆ ราคา 1,000 หรือ 800 บาท มากกว่าที่จะปีนบันไดผ่านชั้นสอง ชั้นสองครึ่ง ขึ้นไปจนถึงชั้นสาม แล้วก็นั่งตัวลีบๆ (แอบ) ดูอยู่สูงๆ ไกลๆ เหมือนปีนต้นไม้แอบดูการแสดงดนตรีในงานวัด
            โดยที่ยังจะพูดเหมือนเดิมด้วยว่า เป็นค่าบัตรที่คุ้มมาก
            เพราะต่อให้ไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย แค่ดูเอาจากเครื่องเคราและอุปกรณ์ประกอบฉากทั้งหมด ใครๆ ก็รู้ว่า ราคาบัตรแทบไม่ได้ไปช่วยตัดต้นทุนการจัดแสดงสักเท่าไรเลย ถ้าจะตั้งราคากันจริงๆ ใบละหลายๆ พันตามมาตรฐานการแสดงบัลเล่ต์จากรัสเซียที่มีมาให้ดูกันทุกปี ก็ยังไม่รู้จะเอาอยู่แค่ไหน แถมยังจะไปตัดโอกาสคนอีกมากที่อยากดูแต่กำลังซื้อไม่พอ อีกต่างหาก
            เป็นโชคดีของคนไทย ที่การแสดงโขนนี้จัดโดย มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามพระราชเสาวนีย์ให้มีการจัดแสดงต่อเนื่องทุกปี หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการจัดการแสดงชุด “พรหมาศ” เมื่อ พ.ศ. 2550 และ 2552 เพราะถ้าหากเกิดขึ้นและเป็นไปในวงจรธุรกิจการแสดงตามปกติ เราก็คงไม่สามารถคาดหวังอะไรแบบนี้ได้เลย
            พูดอีกอย่างก็คือ ถึงที่สุดแล้ว งานศิลปะทุกยุคสมัยมีชีวิตชีวาได้ก็ด้วยการ “อุปถัมภ์” และยังต้องการผู้อุปถัมภ์ที่เห็นคุณค่าของศิลปะนั้น
            ไม่อย่างนั้น เราก็คงจะได้เห็นแต่ภาพของหน่วยงานอย่าง สสส. เอาเงินจากภาษีของเราไปแย่งกัน “อุปถัมภ์” คอนเสิร์ตของซูเปอร์สตาร์สร้างใหม่จากเกาหลี ซึ่งแม้จะมีสปอน “เซ่อ” มากมาย ก็ยังตั้งราคาขายบัตรแบบตั้งใจรวยไปถึงลูกถึงหลานเลยทีเดียว
ผมไม่ได้ดู “พรหมาศ” และไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับโขนมากกว่าหรือมากเท่าที่ “คุณ” (ก็ คุณ ที่กำลังอ่าน นั่นแหละ) รู้ จึงน่าจะเป็นโชคดี ที่ผมได้เริ่มต้นกับชุด “นางลอย”
            การแสดงคราวนี้ ได้นำบทคอนเสิร์ตชุด “นางลอย” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มาเป็นแนวทางในการดัดแปลง ผู้รู้บอกว่า เป็นการลดความยากในบางส่วน เพิ่มความร่วมสมัยในบางส่วน ซึ่งให้ผลลัพธ์เป็นงานแสดงที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และประทับใจได้มากขึ้น
            สิ่งที่เห็นชัดก็คือการออกแบบฉาก ซึ่งว่ากันว่าลดความอลังการลงจากชุดที่แล้ว แต่มีมุมมองและเพอร์สเปคทีฟใหม่ๆ โดยที่ยังคงความวิจิตรประณีตอยู่เต็มที่ การคิดใช้ประโยชน์จากสถานที่ได้เต็มๆ ก็เป็นอีกส่วนที่ต้องชม ที่เด่นมากคือฉากที่ สีดา(ปลอม) ลอยน้ำมาถึงพลับพลาของพระราม เขาใช้หลุมหน้าเวที-ซึ่งปกติเป็นที่สำหรับวงซิมโฟนี-ทำเป็นแม่น้ำ กับการใช้ลวดสลิงในฉากเหาะของเบญจกาย ซึ่งแม้จะไม่ใช่เทคนิคใหม่อะไร แต่ก็ถือเป็นการปรับใช้กับการแสดงแบบเทรดิชั่นได้ชวนตื่นตาตื่นใจทีเดียว
            ในภาพใหญ่หรือภาพรวมของ “รามเกียรติ์” เบญจกายอาจไม่ใช่ตัวละครที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ แต่เมื่อทอนมาเป็นโขนชุด “นางลอย” เบญจกายก็เป็นทั้งนางเอกและตัวเดินเรื่อง ซึ่งต้องใช้ผู้แสดงถึงสามคน คนหนึ่งเป็นเบญจกาย คนหนึ่งเป็นสีดาปลอม และอีกคนหนึ่งแสดงในฉากที่ต้องขึ้นรอกสลิง ระหว่างเบญจกายกับสีดา คนดูจะได้เห็นความต่างที่ชัดเจนของท่ารำระหว่างยักษ์กับมนุษย์ ซึ่งผู้ที่แสดงเป็นสีดาปลอม ก็ได้โชว์ฝีมือเต็มที่ในฉากรำฉุยฉาย ส่วนคนที่ขึ้นเหาะด้วยสลิง ถ้าไม่บอกและดูกันแต่ท่ารำ ก็จะไม่รู้ว่าเป็นผู้ชาย
            ตัวละครเอกอีกตัวในตอนนี้ คือ ทศกัณฑ์ ซึ่งเป็นฝ่ายยักษ์ฝ่ายมารก็จริง แต่เป็นตัวละครที่ชนะใจคนดูได้เด็ดขาด ในประเด็นนี้ อาจารย์ใหญ่ของเรา กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน เคยเขียนเอาไว้แล้วใน คอลัมน์ละคร เมื่อสามเล่มก่อน
            “คนที่ชนะใจคนดูได้อย่างเด็ดขาด และแสดงถึงความล้ำลึกในท่ารำของไทยก็คือ ทศกัณฑ์ โดยเฉพาะในฉากที่ เบญจกาย แปลงตัวเป็น สีดา แล้วขึ้นไปเฝ้า ทศกัณฑ์ คิดว่าเป็น สีดา จริง จึงเข้าไปเกี้ยว เมื่อรู้ความจริงว่านี่คือหลานของตนเอง ก็แสดงอาการเขินอายออกมาด้วยท่ารำ จนคนดูสามารถมองเห็นสีหน้าของ ทศกัณฑ์ ได้ทั้งๆ ที่สวมหัวโขนบังเอาไว้หมด แล้วยังพาลไปตบหัวนางกำนัลที่เฝ้าเรียงรายอยู่แก้เขิน ก่อนจะรำด้วยอาการวางก้ามใหญ่โตกลับไปนั่งบนบัลลังก์”
ภรรยาผมเป็นคนหนึ่งที่ติดใจทั้งลีลาเจ้าชู้ยักษ์และอาการขวยอายของทศกัณฑ์
            เธอบอกว่าเทียบกับลีลาไล่ล่าพลางวอแวพลางของหนุมานตอนตามจับเบญจกาย ซึ่งเป็นไฮไลท์อีกช่วง “มาด” ของทศกัณฑ์ภาคพื้นดิน ก็ยังเหนือชั้นกว่าหนุมานภาคเหาะเหินเดินอากาศเยอะเลย แต่ที่ “จืด” สนิท ก็คือ พระราม และพระลักษณ์ ซึ่งทั้งบทน้อยและไม่มีอะไรให้จดจำ
            แล้วเธอก็เลยแสดงความเห็นเลยเถิดไปถึงประดา “พระเอก” ในวรรณคดี จนผมต้องเย้าว่า พูดจาอย่างกับฝ่ายซ้ายเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ตอนที่ออกมาชักชวนให้เรา “เผาวรรณคดี”
            สมัยนั้น สำหรับฝ่ายซ้ายกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่เราเรียกกันอย่างรักใคร่ว่าเป็นพวกปีกซ้ายที่ไร้เดียงสา งานศิลปวรรณกรรมที่อยู่นอกกระแสศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ดูจะเป็นสิ่งที่น่าทำเชื้อไฟเสียทั้งนั้น ที่จริงการวิพากษ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามกรอบคิดแบบมาร์กซิสม์ ก็มีหลายมุมที่น่าสนใจ ผมเองก็รับเอามาหลายอย่าง แต่ผมและหลายๆ คนไม่เห็นความจำเป็นที่เราจะต้องไปทำลายล้างอะไร ซึ่งที่สุดแล้วก็เป็นเพียงสิ่งซึ่งได้สะท้อนคติ ขนบ กระบวนคิด และลีลา ของแต่ละชนชั้น จากแต่ละยุคสมัย ให้เราได้ศึกษาเรียนรู้
            เมื่อถึงจุดหนึ่ง คติ ขนบ กระบวนคิด และลีลาเหล่านั้น ก็ล้วนคลี่คลายไปตามสภาวะแห่งยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในขณะที่ส่วนซึ่งเป็นคุณค่า ก็จะยังคงเป็นคุณค่าอยู่อย่างนั้น
            คติเรื่องของ “พระเอก” เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด มาถึงทุกวันนี้ ตัวพระในวรรณคดีที่เรารู้จักกันดี ไม่ใช่พิมพ์ที่ใช้ได้มานานแล้ว ไม่ว่าในงานศิลปะหรือวรรณกรรมแขนงใด และยิ่งไม่ใช่พระเอกในฝันหรือไอดอลของใครในยุคสมัยแบบนี้ แต่คุณค่าทางศิลปการประพันธ์ ความงามทางวรรณศิลป์ และคมคายเชิงฉันทลักษณ์ คือคุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลาและเหนือคติ-กรอบคิดใดๆ
            การแสดงโขนคราวนี้ก็เหมือนกัน เป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมให้คนจำนวนมากมายหลายรุ่นได้ดื่มด่ำกับการแสดงชั้นสูง ที่งดงาม อลังการ ซึ่งคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ระดับความสูงทางชนชั้น-สถานะ หรือการการปีนกระไดดู แต่เป็นความสูงส่งด้านความวิจิตร ประณีต ในทุกองค์ประกอบ ที่ต้องอาศัยความพากเพียรอันสูงส่งพอกัน ในการดำรงรักษาและเผยแพร่คุณค่าของศิลปการแสดงแขนงนี้ สู่คนรุ่นใหม่ และคนรุ่นต่อๆไป
            ซึ่งผมแน่ใจว่า เกือบจะร้อยทั้งร้อยที่ได้มาดู “นางลอย” ไม่ว่าจะเคยดูโขนมาก่อนหรือไม่ ต่างก็ได้ซึมซับรับเอาคุณค่าทั้งหมดของการแสดงแขนงนี้ไว้แล้วอย่างเต็มเปี่ยม และต่างเฝ้ารอการแสดงครั้งต่อไป ในเดือนกรกฎาคม ปีหน้า ซึ่งประกาศออกมาแล้วว่าจะเป็นตอน “ศึกไมยราพ”   
            ผมก็จดลงปฏิทินไว้แล้วเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องทรมานสังขารกับการแอบดูอยู่สูงๆ ไกลๆ อีก
#
30 พฤศจิกายน 2553
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2553)

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

See through

มีคนชอบพอกันมาถามผมว่า จะไม่ร่วมลงชื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับใหม่) กับเขาเสียหน่อยหรือ?
            ผมก็ตอบไปอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาที่สุด ว่า:
1.      ผมเลิกลงชื่อคัดค้าน ต่อต้าน ประท้วง อะไรต่อมิอะไรมาหลายปีแล้ว
2.      ผมไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะคัดค้านหรือเห็นด้วย เพราะไม่ได้สนใจติดตามเรื่องนี้
            แต่เสียงผมคงจะงึมงำไปบ้าง เพราะดูเหมือนคำว่า “ไม่ได้สนใจติดตาม” กลายเป็นที่เข้าใจเพียงว่า “ไม่ได้ติดตาม” ผมก็เลยได้รับลิงก์ จดหมายเปิดผนึกที่เชิญชวนให้ประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกันหยุดการนำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี กับลิงก์ที่วิจารณ์ฎหมายใหม่ในประเด็นสำคัญ รวม 10 ประเด็น
            เป็นกรรมของคนเสียงไม่ดัง แท้ๆ เชียว
ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ไม่ทันเข้าที่ประชุม ครม. เพราะมีการถอนเรื่องออกก่อน
            จะโดยเหตุที่มีผู้ค้าน และถือเป็นชัยชนะเบื้องต้นของคนค้าน (ซึ่ง ณ เวลานั้นลงชื่อกันไปประมาณหนึ่งพันคน) หรือโดยมารยาทของรัฐบาลที่กำลังจะหมดวาระ (ตามที่นายกฯ ได้ประกาศว่าจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่) ก็ดูเหมือนจะไม่มีความต่างในสาระสำคัญ เพราะเสียงค้านดูจะยังไม่มีความหมาย-โดยเฉพาะในเชิงปริมาณ-ที่จะไปหยุดยั้งอะไรได้จริงๆ ส่วนมารยาทของรัฐบาลก็คงแสดงออกได้แค่ประเด็นที่ไม่มี(ผล)ประโยชน์แบบนี้เท่านั้น ในขณะที่การอนุมัติจัดซื้อและโครงการที่มีงบประมาณมากๆเกี่ยวข้องก็เร่งผ่านกันไปเป็นที่เพลิดเพลิน-เหมือนกันทุกพรรค ทุกสมัย
            ในพันกว่ารายชื่อที่ลงกันไป ไม่มีชื่อผมลงรวมอยู่ด้วย ทั้งที่ตอนแรกอ่านจดหมายเปิดผนึก เขาก็เขียน “จูง” เอาไว้ดี “สาระสำคัญของร่างกฎหมายสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตและผู้ให้บริการที่อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมาย มีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น นอกจากจะไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แล้ว ยังเพิ่มสาระสำคัญที่ยิ่งสวนทางกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์” และการเรียกร้องว่า “ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเสนอข้อแก้ไขหรือทำประชาพิจารณ์” ก็ถือว่า “ควรแก่เหตุ”
            แต่พออ่านเนื้อหาจริงๆ มันไม่ใช่นี่นา
สาระสำคัญ 10 ประเด็น ที่ดูเหมือนเยอะ และอ้างว่าทำให้คนกลัว เมื่ออ่านดูแล้ว ผมคิดว่าถ้าจะเป็นเรื่องน่ากลัวก็คงเฉพาะกับพวกละเมิดลิขสิทธิ์ กับพวก(แอบ)กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ เท่านั้น ถ้าจะเพิ่มเติมจากนี้ ก็คงจะเป็นพวกจิตอ่อน
            ไม่ถึงขนาดที่จะมาอ้างกันว่า “ร่างกฎหมายนี้จะทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนมีโอกาสทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว”
            ผมลองไล่ดูประเด็นตามที่กลุ่มผู้ค้าน-ซึ่งนำโดย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้วิเคราะห์และนำเสนอไว้ พบว่าประเด็นว่าด้วยการให้หน้าที่หน่วยใหม่ คือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ในมาตรา 6 เป็นประเด็นที่ตัดออกไปได้ก่อน เพราะเป็นการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบตามกฎหมายเพิ่มขึ้นมา และข้อสังเกตของโครงการฯ ก็ไม่ได้ชี้ประเด็นอะไรในทางที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความหวาดกลัว
            อีกสามประเด็นที่ผมไม่เห็นว่ามีน้ำหนักเชิงคัดค้านคือ ประเด็นว่าด้วยไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งมาตรา 25 บัญญัติว่า “ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
            ทางโครงการฯ ทักท้วงว่ายังมีความคลุมเครือของ “ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน” นั้นหมายความอย่างไร ซึ่งผมเห็นว่าจริง (และเป็นปัญหามาตรฐานของกระบวนการร่างกฎหมายไทย) แต่ไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องนิยามในกฎหมายฉบับนี้ ทั้งขอบเขตของลักษณะอันลามก (ในกรณีทั่วไป) ก็มีแนวทางคำพิพากษาของศาลและการวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่/อัยการที่อ้างอิงได้อยู่แล้ว
            ส่วนมุมวิเคราะห์ที่ว่า “มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ การครอบครองอาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาวน์โหลดไฟล์ใดมาโดยอัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม” นั้น... ตลกมาก
            อันนี้ก็ตลกอีกแหละ: ประเด็นเกี่ยวกับการคัดลอกไฟล์โดยมิชอบ ซึ่งมาตรา 16 บัญญัติว่า “ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทางโครงการฯ วิเคราะห์ว่า “มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาว์นโหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่ เรียกว่า แคช” (cache เป็น เทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว”
            คล้ายๆ กัน ประเด็นความผิดเกี่ยวกับโปรแกรมทะลุทะลวง ซึ่งใช้ในการทำความผิดเกี่ยวกับระบบและ/หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ผู้อื่น (ตามมาตรา 15-20) ซึ่งทางโครงการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า “เพียงแค่ทำซ้ำ หรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิด” และ “เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง”
            ขำก็ขำนะครับ แต่ก็เริ่มเพลียละ เพราะในกรณีแบบนี้ ผมคงลงความเห็นได้สองอย่าง ถ้าไม่ตั้งใจจะขยายภาพให้กฎหมายฉบับนี้แลดูน่ากลัวเพื่อหวังจะได้จูงกันมาร่วมคัดค้านมากๆ ก็คงเป็นปัญหาวิจารณญาณของคนที่คิดว่าคนอื่นจะมีวิจารณญาณเท่าๆกัน
สองประเด็นเกี่ยวกับ การลดโทษผู้ส่งสแปมเพื่อประโยชน์ทางการค้า และก่อความเดือดร้อนรำคาญ (มาตรา 21) กับ การเพิ่มโทษการเจาะระบบ (มาตรา 25) ผมเห็นเป็นการปรับให้เหมาะสมกับลักษณะความผิด ซึ่งไม่มีนัยสำคัญอะไร
            อีกหนึ่งประเด็นที่อาจจะอยู่นอกบริบทของกฎหมายฉบับนี้ คือ สัดส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง 8 คน (นายกฯ, รมว.ที่เกี่ยวข้อง, ผบ.ตร., สมช., สำนักข่าวกรอง) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแต่งตั้งโดย ครม. 3 คน ซึ่งโครงการฯ เห็นว่าสมควรมีสัดส่วนจากภาคประชาชนร่วมด้วย ซึ่งผมไม่ได้เห็นต่าง แต่คิดว่าสัดส่วนของภาคประชาชนในคณะกรรมการใดๆ ของรัฐ เป็นเรื่องที่น่าจะลงแรงผลักดันกันในระดับโครงสร้างใหญ่ พิจารณากันในระดับปรัชญาการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และสอดคล้องกับลักษณะวัตถุประสงค์-อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการระดับชาติประเภทต่างๆ
            ไม่ใช่ทำกันกระปริบกระปรอยตามความพอใจหรือไม่พอใจของใคร
            ถึงตรงนี้ ผมมองว่าสาระของการคัดค้านหรือไม่คัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็จะเหลือเพียง 3 ประเด็น หนึ่ง-คือ การเพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ” และกำหนดความรับผิด ซึ่งทางโครงการฯ ตีความนิยามว่า อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก” และตีความต่อไปว่ามีฐานะเป็น “ตัวกลาง” เช่นเดียวกับ “ผู้ให้บริการ” (ที่มีมาตั้งแต่กฎหมายเดิม) ซึ่ง “ตัวกลาง” ที่ว่านี้ “ต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด” ผลก็คือจะเกิด “ความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง”
            การวิเคราะห์วิจารณ์ประเด็นนี้อาจทำได้ยืดยาว แต่ถ้าเรามองความรับผิดของ “ผู้เขียน/ผู้พิมพ์/ผู้โฆษณา” ในโครงสร้าง “สื่อเก่า” และเป็นความรับผิดที่เป็น “สากล” ความรับผิดของ “ผู้ให้บริการ/ผู้ดูแลระบบ” ก็ไม่น่าจะมีข้อยกเว้นเพราะเป็น “สื่อใหม่” เว้นเสียแต่ว่าเราจะอยากอยู่ร่วมกันบนฐานของการที่ใครทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิด
            สอง-คือ ความผิดฐานดูหมิ่น ตามมาตรา 26 ซึ่งทำให้ผู้อื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ทางโครงการฯ ยอมรับว่า กฎหมายเดิมไม่มีมาตราใดที่ใช้ฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทได้ตรงประเด็น (ในขณะที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามกฎหมายอาญา ก็ไม่ได้ครอบคลุมถึงสื่อคอมพิวเตอร์ชัดเจน) แต่ก็แปลกที่โครงการฯ ชี้ประเด็นนี้ไปในมุมที่ว่า “สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อหาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น” และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในเชิงเปรียบเทียบว่า “การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท”
            อันนี้เป็นเรื่อง “ผิดปกติ” มากสำหรับผู้ที่ “อ้าง” หรือ “ทำให้เชื่อว่า” ทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย เพราะโทษตามกฎหมายอาญาที่นำมาเปรียบเทียบเป็นความผิดตามมาตรา 326 “ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง” แต่ความผิดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องเทียบกับมาตรา 328 “ความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา” และกำหนดโทษไว้ที่ “จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท” ซึ่งโทษจำคุกสูงสุดน้อยกว่า แต่โทษปรับมากกว่า และไม่ได้ต่างกันมากเหมือนการเปรียบเทียบของโครงการฯ
            สาม-คือ (และเหลือ) ประเด็นเดียวที่รองรับการกล่าวหาว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ “ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น” โดยอ้างถึงความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ตามมาตรา 24 (1) บัญญัติว่า “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”
            ทางโครงการฯ บอกว่าเจตนารมณ์เดิมของ “คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง” หมายถึงการหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) แต่การตีความและขยายความที่ผ่านมาทำให้กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ ซึ่งนำไปใช้ฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท และบัดนี้กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความมั่นคงของประเทศ/ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ซึ่งจะนำไปสู่  “ก่อให้การเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ รัฐบาลข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็น”
            การพิจารณาเรื่องนี้ ผมคิดว่าจำเป็นต้องแยกเรื่อง phishing ออกไปก่อน เพราะไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกันโดยการตีความผิดหรือขยายความเกิน หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงรวมกันให้สับสน ทั้งความผิดกรณี phishing ก็น่าจะระบุไว้ในมาตรา 18 แล้ว ประเด็นอยู่ที่ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ควรครอบคลุมถึงความผิดเกี่ยวกับ “ความมั่นคงของประเทศหรือก่อก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” หรือไม่ มีนิยามที่ยอมรับกันเกี่ยวกับความมั่นคงและความตื่นตระหนกที่ว่านั้นแล้วหรือไม่
            ผมขอไม่ตอบคำถามนี้ด้วยอัตวิสัยของตัวเอง แต่อยากจะตั้งคำถามต่อไปมากกว่า
            ถามว่า คนประเภทไหนกันที่ขยายความกฎหมายฉบับหนึ่งให้แลดูน่ากลัวเกินจริง คนประเภทไหนกันที่ปั่นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้คนกลัวเพื่อเป็นแนวร่วมคัดค้าน คนประเภทไหนกันที่ใช้ประโยชน์จากความไม่รู้(และไม่อยากรู้)ทางกฎหมายของประชาชนทั่วไปในการบิดเบือนความจริง คนประเภทไหนกันที่แอบวาระซ่อนเร้นไว้ใต้เสื้อคลุมของสิทธิเสรีภาพ
            คำตอบมีหลากหลาย แต่ที่รวมอยู่ด้วยแน่ๆ ก็คือ (กลุ่ม)คนที่รู้ว่ากำลังทำความผิดตามมาตรา 24 (1)
#
2 พฤษภาคม 2554
 (ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2554)

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เ-พ-ลี-ย

แผ่นดินไหวขนาด 9 แมกนิจูดทางตะวันออกของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ไม่ใช่หายนภัยร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้
         แต่เมื่อรวมกับสึนามิที่มียอดคลื่นสูงสุดถึง 37.9 เมตร และปัญหาต่อเนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมะ ความสูญเสียในระดับที่นายกรัฐมนตรี นาโอตะ คัง บอกว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดในรอบ 65 ปี หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นสิ่งที่ไม่มีใครโต้แย้ง ธนาคารโลกประเมินความเสียหายเบื้องต้นที่ 235,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่เกิดจากภัยธรรมชาติราคาแพงที่สุดในโลก ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินไว้สูงกว่านั้น-ที่ 309,000 ล้านดอลลาร์
         เป็นความสูญเสียที่ยังไม่รวมถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีในดิน-น้ำ-อากาศ ยังไม่รวมความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ชะงักงันและปัญหาอันเนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ และอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่ได้นึกถึง.....
ณ วันเกิดเหตุ เราต่างก็เห็นอานุภาพของสึนามิที่สาดซัดเข้ามาในแผ่นดินเกือบสิบกิโลเมตร และกวาดล้างเกือบทุกอย่างที่ขวางหน้า
         นาทีนั้น คนจำนวนมากคงรู้สึกไม่ต่างจากผม ว่าแท้ที่จริงแล้ว ชีวิตมนุษย์เปราะบางเพียงไร และไร้ความสามารถขนาดไหนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่
         บางวาบความคิด ผมรู้สึกชื่นชมกับความสามารถทางวิศวรกรรมของคนญี่ปุ่น ที่พิสูจน์ผ่านอาคารน้อยใหญ่ซึ่งรอดผ่านจากแผ่นดินไหวที่รุนแรงกว่าเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบมาได้ จนอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ถ้าไม่มีสึนามิซ้ำด้วยความแรงและความสูงอย่างที่เกิด ภัยพิบัติรอบนี้จะถูกจำกัดความสูญเสียไว้แค่ไหน และ-ในทางตรงข้าม แผ่นดินไหวระดับนี้ หากเกิดในประเทศอื่น เศษซากตึกสูงคงเกลื่อนเมือง
         แต่ในอีกวูบความรู้สึกบอกว่า แม้มนุษย์จะพากเพียรเพียงไรในการเอาชนะธรรมชาติ สุดท้ายมนุษย์ก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ฝากชะตาไว้ภายใต้ความการุณของมวลพระแม่ธรรมชาติ ไม่ต่างจากตึกรามที่รอดพ้นจากภัยแผ่นดินไหว แต่ในที่สุดก็ต้องสยบใต้เกลียวคลื่น
         อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เปราะบาง ก็สามารถมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ และวินัยที่แข็งแกร่ง จากภาพข่าวที่พรั่งพรูมา เราได้เห็นสิ่งซึ่งอยู่เหนือภัยพิบัติและความสูญเสีย นั่นคือจิตใจและวินัยของคนญี่ปุ่น ซึ่งแม้ในยามตระหนกต่อมหันตภัยที่คุกคาม แต่ก็ไม่แตกตื่น และไม่แย่งชิง
         เป็นวิถีแห่งสติ แห่งการถือกฎกติกาการอยู่ร่วมกัน แห่งการอดทนและสะกดกลั้น ที่ตราตรึงใจคนทั้งโลก และยิ่งไม่ต้องสงสัยว่ามันทั้งแปลกตาและน่าทึ่งสำหรับคนในประเทศที่เพียงการแย่งซื้อน้ำมันปาล์มก็ทำให้ตบตีกันได้แล้ว ลูกสาวผมคนหนึ่งซึ่งไปเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นและเดินทางกลับมาตั้งหลักที่บ้านเล่าเรื่องเชิงเปรียบเปรยว่า เพียงเจอคณะทัวร์คนไทยกลุ่มแรกที่สนามบินก็ “เพลีย” เลย กับการแซงคิวและจองคิว
         ฟังดูเหมือนดัดจริตอยู่บ้าง สำหรับคนที่เพิ่งจากเมืองไทยไปเรียนที่นั่นเพียงเทอมเดียว แต่เมื่อคิดถึงว่า ณ ที่ที่เธอไปอยู่ เพียงการข้ามถนนที่ไม่ใช่ทางม้าลายก็ทำให้ถูกตัดทุนการศึกษาได้ เราก็จะเข้าใจวิถีที่สังคมหนึ่งๆ ได้หล่อหลอมผู้คน
ข่าวสารที่ออกมา ยังน่าตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สื่อสารมวลชนทุกวันนี้ “ป่วย” ไปถึงไหนแล้ว
         อาจจะเป็นเพราะภาพของผู้คนที่ได้รับผลกระทบไม่ “ดราม่า” เพียงพอต่อการขายและ “ขยาย” ข่าว จึงมีนักข่าวหลายสำนักตั้งคำถามนำในทำนองว่า “รัฐบาลเตือนภัยสึกนามิช้าเกินไปไหม” ในวันแรกๆ และ “ความช่วยเหลือของรัฐบาลช้าเกินไปหรือเปล่า” ในวันถัดๆมา น่าเสียดายที่คำถามเหล่านี้ไม่อาจจุดติดในหมู่คนที่ยังครองสติอยู่ได้
         หากนั่นเป็นอากัปของ “สื่อเสี้ยม” เราก็ได้เห็นกิริยาอีกแบบของ “สื่อแช่ง” ผ่านการเสนอข่าวโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ประหนึ่งจะภาวนาให้เหตุการณ์ที่เชอร์โนบีลเกิดขึ้นซ้ำสอง แน่นอนว่าเหตุใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่การล้ำหน้าสถานการณ์และละเลยข้อมูลข้อเท็จจริงที่เข้าถึงได้ไม่ยากจากนักวิทยาศาสตร์สายนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ทำให้ยากจะเห็นบทบาทสื่อบางส่วนเป็นอื่นไปได้ ถ้าไม่ใช่นักค้าความแตกตื่นและปั่นป่วน
         ยังมีนักข่าวของรอยเตอร์คนหนึ่ง เขียนบล็อกบอกชาวโลกว่า ไม่ควรบริจาคเงินช่วยญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รวยอยู่แล้ว และการที่คนเราพากันบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ ก็มักกระทบต่อทุนสนับสนุนกิจวัตรประจำของเอ็นจีโอองค์กรต่างๆ
         ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชวน “เพลีย” อย่างยิ่ง
เรื่องเพลียๆ ของผู้คน ยังมีอีกมาก
         ในอเมริกา มีคนจุดประกายผ่านทวิตเตอร์ว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่น เป็นผลกรรมที่ญี่ปุ่นทำไว้ในสงครามโลกครั้งที่สอง บ้างก็ว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้เทียบไม่ได้เลยกับเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ เมื่อปี 1941 แล้วก็มีคนรีทวีตต่อๆ กันไป จนเกิดกระแสต้านขนานใหญ่แม้ในกลุ่มคนชาติเดียวกันที่มีจิตใจเป็นธรรมพอ มีบางคนบอก(และทวีตต่ออย่างกว้างขวาง)ว่า ถ้ารู้จักเพิร์ลฮาเบอร์แค่จากหนังบิดเบือนประวัติศาสตร์เมื่อสิบปีก่อน ก็ควรจะลองเสิร์ชคำว่า Hiroshima กับ Nagasaki ดูบ้าง ว่าอเมริกาสร้างบาปหนาไว้ขนาดไหน
         เพราะในขณะที่ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯ แต่วิธีที่อเมริกาเอาคืนโดยการปูพรมทิ้งระเบิดโตเกียวช่วงปี 1942-1945 และการใช้ระเบิดนิวเคลียร์สองลูกถล่มฮิโรชิมากับนางาซากิในปี 1945 ล้วนเป็นการทำลายล้างที่ไม่เลือกเป้าหมาย ยังไม่นับว่าอเมริกา “สู้รบอย่างไร” ในสงครามอินโดจีนเป็นต้นมา จนถึงสงครามกับผู้ก่อการร้าย สงครามปลดปล่อยอิรัก และสงครามเพื่อลิเบีย
         ถ้ามองในแง่นี้-ที่เอาภัยธรรมชาติไปผูกโยงกับผลกรรม ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับสหรัฐอเมริกา คงเป็นเรื่องน่าห่วงสุดๆ
คนละไม้คนละมือ-งานเล็กๆ ที่มีความหมายของ “อาสาดุสิต”
ที่ลานจอดรถหน้าโรงแรมดุสิตธานี (ภาพจาก www.arsadusit.com)
ในแง่มุมเดียวกัน กรรมเก่าของประเทศไทยเราคงมีอยู่ไม่มาก ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจึง(ยัง)ไม่รุนแรงเท่าไหร่
         แต่เราก็มีกรรมปัจจุบันของเราที่ถือว่าหนักหนาสาหัส ทั้งในแง่ขีดความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติของหน่วยงาน-องค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งในแง่ศักยภาพของผู้บริหารประเทศอย่างที่เห็นกันมาทุกยุคทุกสมัย และในแง่การฉ้อฉลบนความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมแผ่นดินได้อย่างไม่ลดละของข้าราชการและนักการเมืองผู้ทรงเกียรติ
สิ่งที่พอจะช่วยให้ไม่รู้สึกเพลียกันจนเกินไป เห็นจะเป็นเรื่องของน้ำใจคน (ซึ่งน่าเสียดายที่เอาไปถัวเฉลี่ยกับวินัยไม่ได้) เราระดมความช่วยเหลือให้กับญี่ปุ่นกันอย่างแข็งขันมากมายจนคนญี่ปุ่นซาบซึ้งในน้ำใจไทยไปตามๆ กัน แล้วเราก็ยังมีน้ำใจอีกเหลือเฟือเพื่อผู้ประสบภัยทางภาคใต้ของเราเองในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายเดือนมีนา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นสัญญาณเตือนว่า สิ่งที่ไม่คาดคิด ภัยที่ไม่คาดฝัน ยังจะทยอยกันมาท้าทายเรา
เมื่อ 7 ปีก่อนตอนที่เกิดสึนามิ เราเริ่มเห็นกลุ่มคนที่อาสาออกไปทำงานบรรเทาทุกข์ให้กับเพื่อนร่วมชาติทางฟากฝั่งอันดามันกันอย่างกระตือร้น เมื่อปีที่ผ่านมา การจุดไฟเผาบ้านเผาเมืองตัวเองของคนกลุ่มหนึ่ง ได้ปลุกจิตอาสาของคนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาร่วมกันฟื้นฟูประเทศไทยในนามและกิจกรรมต่างๆกันอย่างมีชีวิตชีวา และภัยพิบัติใหญ่ในปีนี้ ก็ได้นำคนกลุ่มนี้ออกมารวมกันเพื่อภารกิจเฉพาะหน้าซึ่งบางงานแม้จะดูเล็กย่อยแต่เปี่ยมเต็มคุณค่าของความอาทร-อีกครั้ง
คนหลายคนอาจรู้สึกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่เวลาสอง-สามชั่วโมงต่อวันหลังเลิกงานที่พวกเขาไปช่วยบรรจุข้าวของที่มีคนบริจาคมาให้ ที่ลานหน้าโรงแรมดุสิตธานี เพื่อจัดส่งออกไปให้ถึงพื้นที่ที่กำลังต้องการ ก็มีคุณค่ามากแล้วสำหรับสังคมที่กำลังเรียนรู้สำนึกสาธารณะ และแพร่เมล็ดพันธุ์ของการกระทำเพื่อส่วนรวม
         ผมยังพบว่าทัศนคติของบางคนในกลุ่มที่ออกมาทำงานแบบนี้ น่าสนใจ นอกจากเขาจะไม่รู้สึกใหญ่โตกับการทำงานเพื่อคนอื่น เขายังเข้าใจข้อจำกัดของคนอื่น หน่วยงานอื่น โดยไม่กล่าวโทษใคร บนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนต่างพยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อทุกคน
         อาจจะเป็นการมองโลกในแง่ดีไปบ้าง แต่ก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าประเทศไทยยังมีความหวัง ต่างจากคนรุ่นผม ที่บ้างก็เห็นทุกอย่างเลวร้ายไปหมด บ้างก็ฝังหัวอยู่ในความเคียดแค้นชิงชังโดยที่ไม่ยอมรู้และไม่ยอมรับเลยว่าตัวเองก็เป็นผู้ร่วมก่อ บ้างก็งมงายอยู่ในความกระหายอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศและสังคมโดยไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงความคิดพฤติกรรมตัวเอง และบ้างก็ได้แต่ก่นด่าผู้อื่นไปพร้อมกับอวดภูมิรู้ของตัวเอง ซึ่งชวนให้เพลียและสิ้นหวังกว่ากันเยอะเลย
         ดูเหมือนว่าตัวผมเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
#
4 เมษายน 2554
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2554)

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

You Better Not Touch

ถ้าอยากแก้ไขอะไรละก็ นั่นคือการไม่ทำอะไรเลย
            ประธานของโอโซระ อีเล็คทริคส์ บอกกับ มาซาฮิโกะ วาชิสึ แห่ง ฮอไรซัน อินเวสท์เมนท์ ไว้อย่างนั้นในมินิซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง เกมล่าธุรกิจ” (The Vultures)
            โอโซระ เป็นความภูมิใจของญี่ปุ่นในยุคสร้างชาติใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก แต่วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทำให้ทุกอาณาจักรธุรกิจที่เคยฟ่องฟูอยู่ในมายาภาพของการเติบโตที่ไม่สิ้นสุดต้องร่วงดิ่งลงมาสู่โลกความจริงที่ไม่มีทางให้เลือกมากนัก... ลดขนาดองค์กร ปรับโครงสร้างหนี้ และยอมรับการเข้าควบคุมกิจการ        
            มาซาฮิโกะ วาชิสึ เป็นผู้จัดการกองทุนของอเมริกาที่ได้รับมอบหมายให้กลับมากว้านซื้อกิจการในบ้านเกิดเพื่อตัดขายทำกำไรให้ได้มากที่สุด เร็วที่สุด โอโซระเป็นดีลใหญ่ที่สุด และเป้าหมายที่ฮอไรซันต้องการจริงๆ ก็คือแผนกเลนส์ที่มีทักษะและเทคโนโลยีดีที่สุดในโลก
            ถ้อยคำของประธานโอโซระค่อนข้างคลุมเครือ (ตามแบบแผนหนังญี่ปุ่น หรืออาจจะโดยวัฒนธรรมญี่ปุ่น) ด้านหนึ่ง เขาก็คือตัวแทนของอนุรักษนิยมที่พยายามประคับประคองทุกส่วนของอาณาจักรที่เขาก่อร่างสร้างขึ้นมาเอาไว้จนถึงที่สุด ซึ่งดูเหมือนกับ การไม่ทำอะไรเลยแต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อไม่อาจฝืนต่อความเปลี่ยนแปลง/ความเป็นจริงอีกต่อไป เขาก็ยอมรับแผนปฏิรูปและลงมือแก้ไขแผนด้วยตัวเอง
            เพราะอาจไม่มีใครรู้ดีกว่าเขาว่า ส่วนไหนที่ควรทำอะไรกับมัน และส่วนไหนที่ไม่ควรทำอะไรเลย
แวบแรกที่ได้ยินประโยคนั้น ผมนึกถึงความพ้องพอดีกันระหว่างสำนวนไทยที่ว่า ดูแต่ตา มืออย่าต้องกับเพลง “You Can Look (But You Better Not Touch)” ของบรูซ สปริงสทีน (อัลบัม The River, 1980)
            ที่จริงเพลงของบรูซก็เป็นแค่เพลงสนุกๆ เพลงหนึ่ง แต่ท่อนคอรัสที่ย้ำชื่อเพลงซ้ำไปซ้ำมาก็ช่วยให้น้ำเสียงการเตือนจริงจังขึ้น เช่นเดียวกับวิธีเล่นคำสำนวนของเรา ซึ่งให้น้ำหนักต่างกันมากกับการบอกตรงๆ ว่า ห้ามจับจนเมื่อต่อสร้อยลงไปว่า ของจะเสียจึงค่อยสะกิดใจกันได้บ้าง
            คำแนะนำของประธานโอโซระไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม แต่เป็นการสะกิดปมอดีตของวาชิสึ ซึ่งเคยเป็นพนักงานธนาคารใหญ่ของญี่ปุ่นมาก่อน ความตายของลูกค้าที่เขาดูแลอยู่เพราะถูกกดดันจากการเร่งรัดหนี้ ทำให้เขาหันหลังให้กับอาชีพเดิมไปเริ่มต้นใหม่ในอเมริกา เขากลับมาพร้อมกับความรู้สึกเยาะหยันต่อขนบโบราณที่ทำให้ธุรกิจ-อุตสาหกรรมญี่ปุ่นก้าวไม่ทันอัตราเร่งของกระแสทุนโลก เขามีคำอธิบายที่รวบรัดต่อทุกการกระทำว่านี่คือวิถีของทุนนิยม แล้วญี่ปุ่นก็เลือกเองที่จะอยู่บนเส้นทางนี้ตลอดมาหลังสงคราม และหากมีใครถามถึงความเข้าใจเห็นใจ เขาก็จะบอกได้ทันทีว่ามันคือสิ่งที่ธนาคารญี่ปุ่นนี่แหละที่สอนให้เขาลบล้างมันออกไปจนหมดตั้งแต่วันที่ลูกค้าของเขาจบชีวิต
            ประธานโอโซระย่อมต้องการให้วาชิสึและฮอไรซันรามือจากการเทคโอเวอร์ เพราะอย่างน้อยการสละอวัยวะโดยปฏิรูปเสียเองยังมีโอกาสรักษาชีวิตเอาไว้ ในขณะที่เหยื่อของ อีแร้งคือซากศพ แต่คำพูดของเขาก็เจาะจงเฉพาะตัววาชิสึด้วย หากอดีตคือบาดแผล เกมล่าธุรกิจในแบบที่วาชิสึทำอยู่นอกจากไม่อาจสมานเยียวยา ยังจะเปิดแผลใหม่ที่ใหญ่-ลึกกว่าเดิม

Preah Vihearphoto © 2011 Jeff McNeill | more info (via: Wylio)

หลายสิ่ง หลายเรื่อง ก็ไม่สมควรที่ใครจะไป แตะต้องจริงๆ
            เขาพระวิหารตั้งอยู่บนสภาวะคลุมเครือมาสี่สิบกว่าปี นับตั้งแต่ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ไม่ได้ตัดสินชี้ชัดลงไปว่า พื้นที่เขานอกตัวปราสาทที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ สมควรเป็นของใคร
            ไทยจึงยังคงอ้างสิทธิ์ตามแผนที่ของเรา ในขณะที่กัมพูชาก็ถือสิทธิ์ตามแผนที่ฝรั่งเศส ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายถ้าจะปล่อยให้มันคลุมเครืออยู่อย่างนั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมหรือเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
            แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2551 ไม่ได้มาจากเงื่อนไขของเวลาหรือประเด็นอะไรเลย นอกเสียจากความกระเหี้ยนกระหือรือของรัฐบาลไทยที่จะส่งมอบเขาพระวิหารเป็นบรรณาการแก่รัฐบาลกัมพูชา เพื่อแลกกับผลประโยชน์ของคนที่ชักเชิดอยู่ข้างหลังรัฐบาลหุ่นชุดนี้ ดังที่ กวีซีไรต์-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รจนาเอาไว้ว่า ลุกลี้ไปรับรอง แลลุกลนมีลับลม ซ่อนเล่ห์อันโสมม ด้วยสามานย์สันดานเดิม
            เป็นมือโสมมของคนสามานย์ไม่กี่คนเท่านั้นจริงๆ ที่เปิดแผลการสูญเสียดินแดนขึ้นมาใหม่ ใหญ่และลึกกว่าเดิม คราวนี้ไม่ใช่แค่ปราสาท แต่ทั้งเขาพระวิหาร และอาจจะลามรวมถึงพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปที่ประเมินกันว่าเป็นขุมทรัพยากรมหาศาล
ด้านหนึ่งของ The Vultures ชูธงการปกป้องผลประโยชน์และความพยายามที่จะรักษาวิถีธุรกิจแบบญี่ปุ่นเอาไว้ แม้ว่าในสายตาคนไทยหรือคนทั้งโลกก็ตามมองญี่ปุ่นเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่คนญี่ปุ่นเองเชื่อว่าวิถีธุรกิจของพวกเขาไม่ได้มีความหมายเพียงเงินตราและกำไร
            ขนานไปกับการฉายภาพพฤติกรรมแทะทึ้งของทุนต่างชาติที่พวกเขาเรียกว่า ฮาเกตากะ” (แร้ง) The Vultures ได้ฉายแสดงความอ่อนแอ ไร้ความสามารถ ขาดวินัย และไม่เป็นมืออาชีพในการบริหารธุรกิจของญี่ปุ่นออกมาด้วย สิ่งเหล่านั้นเคยถูกปิดซ่อนเอาไว้หลังความรุ่งเรือง แต่เมื่อฟองสบู่แตก ทุกอย่างก็เป็นที่ประจักษ์ว่าจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นในยุคสร้างชาติเป็นเพียงอดีตที่รางเลือน
            แผนกเลนส์ของโอโซระเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นแบบนั้น เทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐฯ เป็นต้นแบบของการเรียนรู้และฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันก็สั่งสมทักษะจนสามารถพัฒนาไปไกลกว่าผู้ต้นคิด แต่หากอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่นี้จะต้องล่มสลายลง และต้นกำเนิดของทุกสิ่งส่วนในอาณาจักรนี้กำลังจะตกอยู่ในมือคนต่างชาติ พวกเขาจะเผชิญกับมันอย่างไร?
            คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องชาตินิยม แต่หลังจากสงครามโลกกับการสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่า ดูเหมือนคนญี่ปุ่นจะน้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่โยกคลอนคติของพวกเขาได้มากขึ้น และสามารถขีดเส้นแบ่งระหว่างความรักชาติกับคลั่งชาติเอาไว้ชัด คนญี่ปุ่นดู The Vultures อย่างยอมรับในปัญหาของตัวเอง เช่นเดียวกับที่พวกเขาเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจที่ดิ่งลึก ภาวะซบเซาอันยาวนาน และการเข้าถือครองกิจการของทุนต่างชาติ ด้วยความอดทน และไม่สิ้นหวัง
            ในความมืดมน ช่างฝีมือดีที่สุดและมองเห็นทุกสิ่งทุกที่เกิดขึ้น-เป็นไปในโอโซระนับตั้งแต่วันที่เริ่มต้น ยืดอกประกาศว่า คนมีฝีมืออยู่ที่ไหนก็อยู่ได้”          
            อหังการของช่างอาวุโสแตกต่างจากอหังการของวาชิสึ แผนกเลนส์ของโอโซระและสายโยงกับปมอดีตของเขา ทำให้วาชิสึอยากแก้มือ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ตัวเบี้ยที่ถูกจับวางลงตรงไหนก็ได้อีกแล้ว หากอยู่ในสถานะที่สามารถกำหนดเกมได้ อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสติสำนึกในความเป็นชาติ ในฐานะคนของฮอไรซัน เขาไม่อาจวางมือตามที่ประธานโอโซระแนะนำ แต่ในฐานะมาซาฮิโกะ วาชิสึ วาระส่วนตัวของเขาคือการรักษาแผนกเลนส์เอาไว้จากอุ้งมือฮอไรซัน
            ชื่อภาษาอังกฤษอีกชื่อหนึ่งของมินิซีรีส์เรื่องนี้คือ Road To Rebirth
ไม่ใช่เรื่องคลั่งชาติ และไม่ใช่เรื่องไมตรี เป็นเรื่องเราเสียที ก็เพราะคนของเราเอง เป็นอีกคำตอบที่หมดจดจากเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
            ปฏิกิริยาของคนไทยต่อการที่รัฐบาลหุ่นไปลงนามรับรองให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่ใช่อาการคลั่งชาติแบบที่คนเขมรลุกขึ้นมาเผาสถานทูตไทย แต่เป็นสติสำนึกสามัญที่คนทั่วไปมีให้แผ่นดินเกิด เป็นความรักชาติที่ถูกปลุกขึ้นมาเองเมื่อเราต้องเผชิญกับการสูญเสียเขตแดนแผ่นดิน
            ปัญหาเขาพระวิหารอาจจะดูซับซ้อนจริง ด้วยเงื่อนปมมากมายทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม กฎหมาย และการเมือง ที่ต้องศึกษาอย่างใคร่ครวญ แต่โดยนัยนี้เอง ที่นักประวัติศาสตร์ผู้ยังมีความเคารพตัวเองเหลืออยู่บ้างย่อมจะไม่ตัดตอนประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้เอาไว้เพียงแค่การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสกับคำตัดสินของศาลโลกในส่วนของปราสาทพระวิหาร แล้วข้ามบริบทอื่นทั้งหมด เพื่อจะสรุปเอาว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาแต่ไหนแต่ไรมา
            และนักวิชาการที่ซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริงย่อมจะไม่เข้าร่วมขบวนแห่ผ้าป่าแผ่นดินไทยไปส่งมอบให้กัมพูชา พลางกล่าวประณามคนชาติเดียวกันที่ทักท้วงคัดค้านว่าเป็นพวกคลั่งชาติ
            ในทางตรงข้าม สถานการณ์ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ยากเกินจะทำความเข้าใจว่า
            หนึ่ง-คำตัดสินของศาลโลกจำกัดขอบเขตอยู่ที่ตัวปราสาท
            สอง-แผนที่ฝรั่งเศสที่กัมพูชาอ้างตลอดมาเป็นมรดกของนักล่าอาณานิคม
            สาม-แนวพรมแดนตามแผนที่ดังกล่าวขัดต่อหลักการสากล
            สี่-เขาพระวิหาร หากใครจะไม่ยอมรับว่าเป็นเขตแดนไทย ก็ต้องถือเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่สองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์
            ห้า-การรับรองให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกจึงเสี่ยงต่อการเสียอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร
            หก-เอกสารที่กัมพูชายื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลกระบุชัดว่า ในขั้นนี้ขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทไปก่อน
            เจ็ด-แผนที่แนบเอกสารเป็นแผนที่ตามข้อสอง เพียงแต่มีการขีดเส้นแสดงส่วนพื้นที่ปราสาทที่ขอขึ้นทะเบียนก่อน
            แปด-การรับขึ้นทะเบียนมรดกโลกขัดต่อหลักเกณฑ์ความสมบรณ์ี่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนดเอง
            เก้า-องค์ประกอบความสมบูรณ์ที่ว่านั้น อยู่นอกขอบเขตคำตัดสินศาลโลก
            สิบ-คณะกรรมการมรดกโลกถือสิทธิ์เหนืออธิปไตยไทยด้วยการตั้งคณะกรรมการร่วม 7 ชาติเข้ามาบริหารพื้นที่รอบปราสาท
            นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และนี่คือฉากทัศน์ที่จะเกิดต่อไป
            สิบเอ็ด-การยอมรับบทบาท/อำนาจของคณะกรรมการร่วมดังกล่าว มีนัยที่ตีความได้ว่าไทยปฏิเสธแผนที่ตัวเอง และยอมรับที่จะสละอธิปไตยเหนือพื้นที่นั้น
            สิบสอง-ในที่สุดปราสาทและเขาพระวิหารในฐานะมรดกโลกที่สมบูรณ์จะเป็นของกัมพูชาฝ่ายเดียว
            สิบสาม-คดีพิพาทเรื่องเขตแดนกับกัมพูชาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไทยจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และสูญเสียทุกกรณี
            สิบสี่-รวมถึงไปถึงเขตน่านน้ำไหล่ทวีปและทรัพยากรในบริเวณนั้น
            เราไม่จำเป็นต้องยกโยนความผิดไปให้ประเทศมหาอำนาจที่แสดงชัดว่าล้วนเฝ้ารอจะฉกฉวยผลประโยชน์ต่อจากกัมพูชา เราอาจจะแกล้งปิดตามองไม่เห็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับดินแดนที่คนกลุ่มหนึ่งซึ่งผลักดันเรื่องนี้จะได้รับ แต่เราจะยอมทนอย่างสิ้นหวังกับอำนาจรัฐที่ฉ้อฉล กระบวนการปล้นชาติขายแผ่นดินอย่างไร้สำนึกเช่นนี้กันต่อไป
            หรือเราจะลุกขึ้นมาชำระล้างสิ่งปฏิกูลเพื่อ เกิดใหม่
#
23 กรกฎาคม 2551
(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "The Circle" นิตยสาร สีสัน ปีที่ 19 ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2551)

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ด้วยใจฝันบินสู่ฟ้า

คนรอบข้างเขารู้กันว่า ผมไม่ชอบละคร ขนาดที่ว่าเคยหลงไปร่วมสังฆกรรมเขียนเรื่องเพื่อทำเป็นละครเรื่องหนึ่ง ก็ยังไม่ยอมไปดูเสียเฉยๆ
            ที่จริงก็ไม่ถึงกับปฏิเสธละคร บางเรื่องที่รู้สึกว่าน่าจะมีอะไรดีๆ ก็ไปดู บางครั้งก็มีแง่มุมดีๆ มาขบมาคิด แต่ก็เพียงดูได้ ไม่ได้ชื่นชอบมากมาย ซึ่งอาจจะด้วยความรู้สึกว่า ละครก็คือละคร มันอาจจะเป็นศิลปะการแสดงที่ยิ่งใหญ่ ต้องใช้ความสามารถอย่างสูง เพราะเมื่อขึ้นไปบนเวที ผิดพลาดอะไรไปก็ไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว ไม่เหมือนกับภาพยนตร์ที่มีกระบวนการอีกมากมายช่วยแต่งเติมแก้ไขให้มันสมบูรณ์ขึ้นอีก ก่อนจะนำออกฉายให้ใครๆ ได้ดู แต่ละครทำให้ผมรู้สึกเสมอว่าเป็นการแสดง ขณะที่เทคนิคของภาพยนตร์ให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่า
            “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เป็นละครเรื่องแรกที่ทำให้ผมชอบได้ โดยไม่ต้องพยายาม และเสียดายที่มีโอกาสได้เขียนถึงเมื่อละครลาโรงไปแล้ว
            นอกเหนือจากเรื่องราวของ ดอน กีโฮเต้ จากวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของ มิเกล เด แซร์บานเตส แรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งที่ชักนำผมไปดูละครเรื่องนี้ก็คือ คำพูดของ ยุทธนา มุกดาสนิท ที่ให้สัมภาษณ์บางกอกโพสต์ ก่อนละครจะลงโรงว่า เขารู้สึกผิดหวังเพียงไรต่อภาพยนตร์เรื่อง Man of La Mancha ที่มี ปีเตอร์ โอทูล, โซเฟีย ลอเร็น แสดงนำ และอาร์เธอร์ ฮิลเลอร์ เป็นผู้กำกับ จากบทที่ยึดตามบทละครของ เดล วาสเซอร์มัน ยุทธนาบอกว่า ในความรู้สึกของเขา บทของวาสเซอร์มันเขียนขึ้นสำหรับละคร ไม่ใช่ภาพยนตร์ และความพยายามของหนังที่จะสร้างภาพให้ออกมาสมจริง ได้ไปวางกรอบจำกัดจินตนาการของคนดู
            นักดูหนังยอมรับกันว่า การคงรูปแบบของละครเพลงไว้ในฉากที่เป็นจริง (realism) ของหนังเรื่อง Man of La Mancha เป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้ และนั่นคือเหตุสำคัญที่นำไปสู่ผล... ความล้มเหลวของหนัง
            ผมจึงอยากได้เห็นเรื่องราวของ ดอน กีโฮเต้ โลดแล่นบนเวทีละครเมืองไทย จากการกำกับของคนที่ใฝ่ฝันจะทำละครเรื่องนี้มาแสนนาน คงไม่ผิด ถ้าจะมีใครบอกว่า “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” คือฝันอันยิ่งใหญ่ของคนหลายคนที่มีส่วนร่วมในละครเรื่องนี้
เสียงปรบมือกึกก้องครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับจะไม่รู้จบ ที่ผู้คนในโรงละครแห่งชาติมอบให้กับบรรดาผู้แสดง วงดุริยางค์สากลกรมศิลปากร และทุกๆ คนในคณะละคร “สองแปด” เมื่อการแสดงสิ้นสุดลง เป็นเสียงที่บอกได้ว่า ฝันอันยิ่งใหญ่ของยุทธนา มุกดาสนิท ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี ของรัศมี เผ่าเหลืองทอง และของทุกๆ คนที่ร่วมฝัน ได้รับการ “ต้อนรับ ประทับใจทุกคนได้...” เช่นเดียวกับท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงที่ชาลี อินทรวิจิตร เรียงร้อยขึ้นมาจากเพลง The Impossible Dream
            คณะละครสองแปดคงจะรู้เหมือนกับที่คนดูรู้ ว่านี่ยังไม่ใช่ผลงานที่หมดจดสมบูรณ์ คนดูในรอบแรกๆ หลายคนบ่นถึงเสียงร้องและเสียงดนตรีที่ไม่ไปด้วยกัน สุชาติ สวัสดิ์ศรียอมรับว่า มีเวลาซ้อมร่วมกันระหว่างผู้แสดงกับวงดนตรีเพียงสามวันก่อนที่จะเปิดแสดงวันแรก นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะไปลบล้างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการแสดงได้ แต่มันก็ทำให้เรารับรู้-เข้าใจสถานะของคณะละครอย่างสองแปด สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะทำก็คือ แก้ไขข้อบกพร่องในรอบต่อๆ มา ซึ่งทั้งนักแสดงและวงดนตรีภายใต้การอำนวยเพลงของ ประทักษ์ ประทีปะเสน ช่วยกันทำได้สำเร็จ สิ่งที่แก้ไม่ได้ก็คือทิศทางของเสียง ซึ่งขาดมิติของเสียงที่จะออกมาทางด้านหน้าเวที ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนจำนวนหนึ่งจะเกิดสงสัยขึ้นมาเมื่อถึงฉากที่ดอน กีโฮเต้ ร้องเพลงแรก ว่าร้องสดหรือเปิดเทป นักแสดงบางคนไม่สามารถทำให้คนดูจับถ้อยคำได้ – แม้จะพอเข้าถึงใจความ – เมื่อเขาหรือเธอร้องเพลง แต่สิ่งเหล่านี้ก็พอจะมองข้ามไปได้เมื่อเทียบกับการออกแบบฉากแนวอิมเพรสชันนิสม์อย่างชาญฉลาด และผลรวมของการแสดง
            จรัล มโนเพ็ชร น่าจะได้เปรียบ ศรัณยู วงศ์กระจ่าง อย่างน้อยสองทาง สำหรับบทดอน กีโฮเต้ ทางหนึ่ง-เขาเป็นนักร้องอาชีพ ละครเพลงต้องการความสามารถทางด้านนี้ อีกทางหนึ่งคือประสบการณ์การแสดง ซึ่งแม้จะเป็นข้อเสียเปรียบในเบื้องต้น แต่ในขณะที่คนดูยังมีภาพของศรัณยู – จากงานการแสดงที่ผ่านมา - ชัดเจนอยู่ในความรู้สึก แม้ว่าศรัณยูจะแสดงได้ดีเพียงไร แต่เขายังเป็นศรัณยูในความรู้สึกของคนดู จรัลไม่มีภาพที่ติดตาแบบนั้น เมื่อเขาหันหลังให้คนดู และกลับออกมาในรูปลักษณ์ของดอน กีโฮเต้ ผมก็ลืมไปสนิทเลยว่าเขาคือจรัล มโนเพ็ชร
            สาธิต ชีวะประเสริฐ ทำให้คนดูประทับใจได้ง่ายๆ กับบท ซันโช ปานซ่า ผู้คอยติดตามดอน กีโฮเต้ ไปทุกหนแห่ง ด้วยเหตุผลเพียงแค่ “ผมชอบเขา” และบทก็ส่งเขาเด่นออกมาเต็มที่ในฉากเพลงนี้ แม้จะมีปัญหาอยู่ไม่น้อยในการร้องเพลงไปพร้อมๆ กับการกลิ้งหมุนไปรอบๆ บทพระซึ่งแสดงโดย ศรัณย์ ทองปาน เป็นธรรมชาติมาก แม้ในขณะที่ร้องเพลงออกมา ดูเหมือนเขาไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลย แต่ก็ฟังและดูดี
            ดาราที่แท้จริงบนเวทีคือ นรินทร ณ บางช้าง กับบทอัลดอนซา ที่ชนะใจทุกคน ไม่เฉพาะแต่พลังเสียงซึ่งนักแสดงละครเพลงทุกคนต้องการ การแสดงของเธออาจบอกได้ด้วยคำว่า “เหลือเชื่อ” จากนักร้องเพลงร็อคที่ถูกปลุกปั้นขึ้นมาให้เป็น “มาดอนน่าเมืองไทย” ซึ่งในความรู้สึกของผม – ไม่ใช่ เธอกลายเป็นโสเภณีหยาบกร้านที่ถูกปลุกปล้ำด้วยน้ำมือชายกักขฬะมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์สำหรับดอน กีโฮเต้ นรินทรสวมบทนี้ได้อย่างไม่มีที่ติ ช.อ้น ณ บางช้าง อาจผิดหวังที่ลูกสาวไม่ประสบความสำเร็จในฐานะดาราร็อค แต่ไม่มีอะไรต้องเสียใจในเมื่อเธอได้ “เปล่งประกาย” อย่างสมบูรณ์ในฐานะดาราละคร
ถ้า ดอน กีโฮเต้ คือตัวแทนของผู้ที่มองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น ไม่ใช่อย่างที่มันเป็นจริงๆ คณะละครสองแปดก็ได้พยายามทำสิ่งเดียวกันนั้นสำหรับวงการละครเมืองไทย อย่างน้อยที่สุด “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” คือประจักษ์พยาน
            เหมือนกับท่อนสุดท้ายของเพลงก่อนไฟเวทีจะหรี่ดับลง “ด้วยความฝัน สู่ดวงดาวพราวพร่าง...ฟ้า” ในความพยายามที่จะทำละครเวทีอย่างที่มันควรจะเป็น ไม่ใช่อย่างที่มันเป็นอยู่บนเวทีละครหลายๆ เรื่องตามโรงแรมหรู คณะละครสองแปดได้นำใจฝันของคนดูบินสู่ฟ้า
            ไม่ใช่ดำดิ่งลงไปท่ามกลางถ้อยคำด่าทอเกลื่อนกล่นเวทีอย่างที่ละครบางเรื่องทำอยู่ตอนนี้
#
 (ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ตาดูหูฟัง" นสพ.สยามรัฐ-ฉบับวันอาทิตย์ พ.ศ. 2530)

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Look Who’s Talking Too (Much)

“เรื่องการเมืองไม่อยากพูดมาก เพราะดาวพุธไม่ดี เดี๋ยวพูดไปแล้วมันมีเรื่อง ดาวพุธไม่ดีเขาบอกว่าห้ามพูดมาก... ดาวพุธไม่ดีไม่พูดแล้ว” คุณทักษิณ (ชินวัตร - ของผม ในฐานะที่ผมเป็นคนอยู่กรุงเทพฯ และท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในกรุงเทพฯ มากที่สุด) เคยปรารภเอาไว้อย่างน่าเห็นใจ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม (พ.ศ. 2539)
            ก็ต้องเห็นใจกันแหละครับ สำหรับคนรุ่นใหม่ระดับอภิมหาเศรษฐีที่เอาเงินกองเก็บไว้ เสียสละตัวเองมารับใช้ประชาชน แต่กลับต้องมามีปัญหากระทบกระทั่งกับนักการเมืองหน้าเดิมๆ ขนาดที่มีข่าวว่าต้องขอโทษคุณสมัคร (สุนทรเวช – ไม่ใช่ของผม) ในเรื่องทำนองว่านินทากันในบ้าน แล้วไปให้คนอื่นเขาได้ยิน ต้องสัญญิงสัญญากับนายกฯ ว่าจะไม่พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้อีก แล้วยังต้องขออภัยที่ทำให้คุณชวลิต (ยงใจยุทธ – ไม่ใช่ของผมอีกเหมือนกัน) เข้าใจผิดเรื่อง “ทหารพาณิชย์” ทั้งที่แค่พูดไม่กี่คำ จะอะไรกันนักหนา
            ล่าสุด กับการคัดเลือกตัวแทนพรรคพลังธรรมลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ลงเอยด้วย ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ผู้ว่าฯคนปัจจุบันของพรรคพลังธรรม ไปสมัครอิสระโดยการอุปถัมภ์ของพรรคประชากรไทย ก็ไม่วายที่จะมีคนออกมาพูดว่า ระหว่างคุณทักษิณ กับคุณกฤษฎา ไม่ใครก็ใครสักคนต้องโกหก นั่นยังไม่เท่าไหร่ คนที่พูดเหล่านั้นยังหยอดท้ายอีกว่า ที่จริงคุณกฤษฎาก็พูดชัดเจนมาตลอดว่าจะลงสมัครอีกสมัย
            อย่างนี้ เห็นคุณทักษิณของผมเป็นอะไร?
เพื่อแก้ข้อสงสัย ผมจะลำดับเหตุการณ์การคัดเลือกผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคพลังธรรมให้เห็นกันชัดๆ
            วันที่ 1 กุมภาพันธ์ (2539) คุณกฤษฎาบอกว่า การลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.สมัยหน้า คงต้องรอการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคพลังธรรมก่อน ซึ่งการพิจารณาของพรรคจะเป็นข้อมูลที่สำคัญในการตัดสินใจว่าจะลงสมัครในพรรคใด โดยถ้าทางพรรคได้พิจารณาเรียบร้อยแล้วว่าจะส่งใครเป็นตัวแทนพรรค ก็คงตัดสินใจง่ายกว่านี้ สำหรับความต้องการส่วนตัวที่จะลงสมัครนั้น มีความเต็มใจที่จะบริการประชาชน แต่โอกาสในการที่จะได้บริการประชาชนเป็นคนละเรื่องกับการเป็นตัวแทนของพรรคใดพรรคหนึ่ง
            ต่อมา วันที่ 19 กุมภาพันธ์ คุณกฤษฎาก็ให้สัมภาษณ์อีกว่า ถ้าถามว่ามีความพร้อมในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เพียงไร ก็ขอตอบว่าถ้ามีที่ให้ลงสมัครก็พร้อม และในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ คุณกฤษฎาก็เริ่มบ่นว่า หากพรรคพลังธรรมตัดสินใจช้าตนเองคงลำบาก เพราะจะหมดสิทธิ์ที่จะลงสมัครในนามพรรคอื่น และอีกสองวัน 27 กุมภาพันธ์ คุณกฤษฎาก็เริ่มพูดชัดเจนขึ้นว่า ในเมื่อพรรคยังไม่ประกาศออกมาว่าจะส่งใคร ทำไมต้องไปปิดประตูตัวเองด้วยการบอกว่าจะไม่ขอลงอิสระ ควรรักษาสถานภาพเอาไว้ก่อน แม้การลงสมัครอิสระจะลำบากแค่ไหนก็ตาม
            เว้นช่วงไปอีกระยะ วันที่ 12 มีนาคม คุณกฤษฎาตอบคำถามสื่อมวลชนอีกว่า ยังไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่เปลี่ยนสังกัดพรรคในการสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยหน้า แล้วในวันที่ 17 มีนาคม คุณกฤษฎายืนยันว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอน ในส่วนของพรรคพลังธรรมหลังการประชุมวันที่ 19 คงทราบแน่นอนว่าพรรคจะส่งใครลงสมัคร ส่วนหากไม่ได้รับเลือกจากพรรคแล้วจะลงสมัครในนามอิสระหรือไม่นั้น เห็นว่าการลงสมัครอิสระก็มีความคล่องตัวดี แต่จะเสียตรงที่ไม่มีองค์กรของพรรคมาช่วยหาเสียง
            ผมไม่แย้งหรอกว่า คุณกฤษฎา แสดงเจตจำนงชัดเจนมาเป็นลำดับ แต่สำคัญว่า คุณกฤษฎาได้พูดกับคุณทักษิณหรือเปล่า ยืนยันกับคณะกรรมการบริหารพรรคหรือเปล่าว่าจะลง และในระบบพรรคพลังธรรม ก็รู้อยู่ว่าต้องให้คณะกรรมการบริหารพรรคชี้ขาดว่าจะส่งใคร ไม่ใช่ว่าคุณกฤษฎานึกอยากจะสมัคร พรรคก็ต้องส่งสมัครให้ได้ดั่งใจ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ยังมี พลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่เคยประกาศเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 22  พฤษภาคม 2538 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปว่า “ผมจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. อีกแล้ว และจะรอสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.” ซึ่งก็มีคนเที่ยวตีความกันเอาเองตั้งแต่ตอนนั้นว่า คุณจำลอง (ยังไม่ใช่ของผม – รอให้เป็นผู้ว่าฯอีกสมัยก่อน) จะบีบให้คุณกฤษฎาลาออกกลางคันเพื่อจะลงสมัคร แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการลาออก ซึ่งตามตรรกะก็ต้องแปลว่าไม่มีใครบีบคุณกฤษฎา
            นอกจากนั้น คุณจำลองก็พูดมาเสมอว่า ขอเป็นทางเลือกสุดท้าย ให้พรรคพิจารณาบุคคลอื่นที่เหมาะสมที่สุดก่อน ถ้าไม่มีใครพร้อมก็พร้อมที่จะอาสาเป็นตัวแทนพรรค คนที่ได้ชื่อว่า “มหา” ถือศีลแปด และย้ำเสมอว่าไม่โกหก ไม่จ้วงจาบ ไม่หยาบช้า พูดออกชัดเจนอย่างนี้แล้ว จะหาว่าคุณจำลอง หรือกรรมการบริหารพรรคจะกีดกันไม่ให้คุณกฤษฎาลงสมัครได้อย่างไร
            ประเด็นอยู่ที่ว่า คุณกฤษฎาเหมาะสมที่สุดหรือเปล่า

ถ้าถามอย่างนั้น ก็ต้องมาดูทางคุณทักษิณและพรรคพลังธรรมบ้าง มีรายงานเมื่อวันที่ 9 มีนาคม คุณทักษิณเดินทางไปอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผู้ว่าฯกฤษฎา และกล่าวถึงผู้ว่าฯกทม. ว่าเป็นที่จริงใจ มีอัธยาศัยดีเสมอต้นเสมอปลาย และที่ตนเองมีผลงานมาพอสมควรก็เพราะผลงานของผู้ว่าฯกทม.ส่วนหนึ่ง
            หลังจากการประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังธรรม เพื่อพิจารณาส่งตัวแทนพรรคสมัครผู้ว่าฯกทม.ในวันที่ 19 มีนาคม คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ของผมอีกเหมือนกัน) รมช.กระทรวงมหาดไทยและเลขาธิการพรรคพลังธรรมก็บอกว่า “ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคได้มีความเห็นพ้องกัน มีมติออกมาว่าเรามีผู้มีประสบการณ์อยู่สองท่าน ก็คือท่านพลตรีจำลอง ศรีเมือง และท่านผู้ว่าฯกฤษฎา ทางกรรมการบริหารพรรคได้เห็นพ้องต้องกันว่าทั้งสองท่านนั้นมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง”
            วันเดียวกัน คุณทักษิณก็พูดทำนองเดียวกันว่า ทั้งคุณจำลองและคุณกฤษฎา “เป็นผู้ใหญ่ที่ทางกรรมการบริหารพรรคมองเห็นว่าเหมาะสมทั้งคู่”
            จะเห็นได้ว่า พรรคพลังธรรมเห็นว่าคุณกฤษฎามีความเหมาะสมมาตลอด เพราะถ้าไม่เหมาะสมก็คงไม่ให้เป็นหนึ่งในสองที่จะให้หัวหน้าพรรคไปเจรจาขั้นสุดท้าย ก่อนสรุปว่าจะให้ใครเป็นตัวแทนพรรคลงสมัคร แต่การณ์เป็นว่า ในขณะที่คุณทักษิณยังไม่ได้สรุปอะไร และไม่มีใครรู้ว่าคุณทักษิณกับคุณกฤษฎาได้คุยอะไรกัน แต่คุณกฤษฎาก็ได้ออกมาแถลงแล้วว่าจะลงสมัครอิสระโดยมีพรรคประชากรไทยให้การสนับสนุน
            วันที่ 25 มีนาคม คุณทักษิณจึงได้บอกว่า “จริงๆ แล้วผมอยากให้ท่านลง เพราะผู้ว่าฯกฤษฎาพูดกับผมตลอดเวลาว่าจะไม่ลง พูดตลอดเวลา ไม่เคยบอกผมว่าจะลงเลย เพราะฉะนั้นวันนี้ เมื่อผู้ว่าฯกฤษฎาพูดกับผมมาตลอดเวลาว่าไม่อยากลง ผมถึงพยายามไปตื๊อท่านจำลองมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าท่านจำลองอยากลง ต้องเข้าใจตรงนี้”
            และในการปราศรัยเปิดตัวคุณจำลอง ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2539 คุณทักษิณก็ย้ำอีกว่า “ผมได้คิดกันหลายรอบ พลตรีจำลองบอกว่าพยายามหาคนใหม่ๆ เข้ามาพรรคพลังธรรมมากๆ เพราะพรรคเราจะได้เติบโต แต่คนรุ่นใหม่ๆ ที่ว่านั้น ขอให้เก่งด้วย ให้ดีด้วย และต้องมีอุดมการณ์ตรงกับพรรคพลังธรรม ผมก็ไปหา ผมพยายามคุยกับผู้ว่าฯกฤษฎาของผม ถามว่า เอาจริงๆ เถอะ ท่านจะลงหรือไม่ลงท่านก็บอกว่า ผมไม่ลงหรอกครับ ฯพณฯท่านสบายใจได้ ผมไม่ลงแน่นอน ถามอยู่สิบกว่าครั้งก็บอกไม่ลง”
            ไม่ว่าคุณกฤษฎาจะเคยพูดกับสื่อไว้อย่างไรก็ตาม แต่การที่คุณกฤษฎาไม่ได้ออกมาโต้แย้งเลยว่าไม่เคยพูดอย่างนั้น (อย่างที่คุณทักษิณเล่า) เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเชื่อคุณทักษิณ ถ้าตรรกะแค่นี้ยังไม่พอที่จะเชื่อ ลองฟังคุณทักษิณกันต่อ “แหม... รองนายกฯ ฟังผู้ว่าฯกทม.พูด ไม่เชื่อได้อย่างไร ก็ต้องเชื่อ อย่างไรก็ต้องเชื่อ”
            ครับ ประชาชนอย่างเราๆ ฟังรองนายกฯพูด ไม่เชื่อได้อย่างไร ก็ต้องเชื่อ
แล้วคุณทักษิณก็เล่าต่อไปว่า “ผมก็รีบไปหาคนใหม่ทันทีเลย ไปหาหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ เป็นนักบริหาร โอ้โห... แต่ละคนก็สนใจมาก แต่ปรากฏว่าฤกษ์งามยามดี ปี่กฏว่าวันที่ 21 มีนาคม ผู้ว่าฯกฤษฎาบอกผมว่า ไปแล้ว ไปประชากรไทย’ ผทบอกว่า ‘เปลี่ยนพรรคการเมืองโดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์หรือ’ ก็ไม่เป็นไร พรรคพลังธรรมของผม อุดมการณ์ การรับใช้ประชาชนมาก่อน สำคัญที่สุด”
ฟังคุณทักษิณแล้วก็ต้องชื่นชมว่า ทั้งๆ ที่คุณกฤษฎาไม่ได้แสดงความจำนงกับคุณทักษิณว่าจะลงสมัคร พรรคพลังธรรมก็ยัง “ให้เกียรติ” ว่าเป็นผู้ที่เหมาะสม และยังมอบหมายให้หัวหน้าพรรคไปเจรจาตามมติกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ทั้งที่คุณทักษิณจะแจ้งที่ประชุมไปเลยก็ได้ว่า คุณกฤษฎาเคยบอกว่าไม่อยากลงสมัคร (เพราะคุณกฤษฎา “ต้อง” พูดอย่างนี้ก่อนหน้านั้นแล้วแน่ๆ เพราะจากวันที่ 19 ที่มีการประชุมพรรค จนถึงวันที่ 21 ที่คุณกฤษฎาประกาศตัวสมัครอิสระ คุณทักษิณคงไม่ถามซ้ำซากอยู่สิบกว่าครั้งในเวลาเพียงสองวันหรอก) และทั้งที่ผลงานสี่ปีในตำแหน่งของคุณกฤษฎาก็ไม่ประทับใจชาวพลังธรรม เหมือนที่คุณทักษิณได้แย้มออกมาในวันที่ 25 มีนาคม หลังจากที่คุณกฤษฎาแยกวงไปแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า “ท่านรองฯลำบากใจหรือเปล่าในการประสานงานต่อไประหว่างท่านกับผู้ว่าฯกฤษฎา อาจจะทำให้นโยบายของท่านที่จะผลักดันเรื่องต่างๆ ใน กทม. ไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร” ซึ่งคุณทักษิณตอบว่า “ความจริงมันไม่ราบรื่นมาพักใหญ่ๆ แล้ว”
อาจจะมีคนแย้งว่า เอ๊ะ ไม่เห็นจะเหมือนที่ไปพูดอวยพรวันเกิดคุณกฤษฎาเมื่อสิบกว่าวันก่อนหน้านั้นเลย ไม่เห็นจะเหมือนที่พรรคบอกว่าคัณกฤษฎาเหมาะสมเลย
อันนี้ผมตอบแทนให้ก็ได้ว่า เป็นเรื่องของมารยาทและการให้เกียรติกันน่ะ เข้าใจไหม?
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ “ต้อง” เป็นอย่างที่คุณจำลอง ศรีเมือง พูดที่เดอะมอลล์ในวันเปิดตัว
            “กรุงเทพฯ หลังจากที่ผมหมดหน้าที่นี้ไปแล้ว ไปเป็น ส.ส. ไปเป็นรองนายกฯนั้น กรุงเทพฯสภาวะต่างๆ มันทรุดลงมากทีเดียว ต่างกันอย่างเห็นเด่นชัดเลย แล้วถ้าท่านเคยเป็นคนอาสาเข้ามาครั้งหนึ่ง มาทำงาน แก้ไขปัญหาให้ได้ จนกระทั่งได้ผลดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันน้ำท่วม การรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย การแก้ไขปัญฆาจราจร ในความรับผิดชอบของคนกรุงเทพมหานคร แล้วท่านจะนั่งดูดายอยู่เฉยๆ ที่บ้านได้ไหมถ้าไม่อาสาเข้ามาคราวนี้”
            ฉะนั้น เลิกคิดเถอะครับว่าใครจะโกหก คุณทักษิณของผมรู้อยู่เสมอว่าท่านพูดอะไร วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ท่านก็พูดออกจะชัดเจน “คนเราเวลาทำอะไรไป เราต้องมีเหตุผลในการทำ ไม่ใช่เสียสติ ที่ทำอะไรไปแล้วไม่มีเหตุผล ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ตัว ถ้าเรามีสติเรารู้ว่าเราพูดอะไรไป ทำอะไรไป เขาถามกันเราก็ต้องคุยกัน ก็ต้องมีเหตุผลอธิบายได้ ผมไม่ได้คิดร้ายประสงค์ร้ายกับใคร และไม่ต้องการที่จะให้คนอื่นเลวแล้วผมดี ไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยจริงๆ”
            ฟังอย่างนี้แล้วก็ไม่ควรเคลือบแคลงสงสัยด้วยประการ เรื่องที่น่าสงสัยจริงๆ เห็นจะเป็นเรื่องของดาวพุธมากกว่า ที่ทำให้คุณทักษิณพูดอะไรทีเป็นต้องมีคนคอยจับผิดอยู่ร่ำไป
            เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นดาวพุธที่โคจรผ่าน หรือเป็นดาวพุธกุมลัคนา?
#

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ "ยิ้มทั้งน้ำตา" นิตยสาร สีสัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2539)

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บุกบ้านบรรณ

บรรณ สุวรรณโณชิน น่าจะเป็นนักเพลงที่อยู่ใกล้ชิดผมมากที่สุด
            ในแง่ที่ว่า พอผมเลี้ยวซ้ายออกจากปากซอยบ้าน เลียบคลองประปาไปสอง-สามอึดใจ เลี้ยวซ้ายอีกทีที่หัวมุมกระทรวงการคลัง ตรงไปอีกนึดนึงก็ถึงซอยบ้านเขาแล้ว
            เมื่อเห็นเขาบ่นผ่าน Facebook ว่า เสร็จลงจนได้ อัลบั้มนี้เหนื่อยอิ๊บอ๋าย” ผมก็นึกอยากฟังขึ้นมา และทางที่เร็วที่สุดโดยไม่รบกวนใคร ก็คือ ไปฟังที่บ้านของบรรณ
“อัลบั้มนี้” ของบรรณ หมายถึง “ใบชา song ร้องเพลง ชาตรี เป็นทริบิวต์อัลบั้มที่คัดสรรเพลงของวงดนตรีที่เป็นตำนานเพลงโฟล์ค มาทำใหม่ในสไตล์ Bun-Bun
            ทำไมถึงเป็น “ชาตรี” ผมถามทั้งที่มีคำตอบอยู่ในใจว่า คงเป็นเพราะคนรุ่นเขาเองโตมากับเพลงของวงนี้ และชาตรีก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เขาจับกีตาร์ แต่คำตอบที่มากกว่านั้นก็คือ ยังมีงานของศิลปินอีกมากที่เขาอยากทำ อย่างเช่น สุรพล สมบัติเจริญ, ดิ อิมพอสสิเบิ้ล, แกรนด์เอ็กซ์ เพียงแต่โอกาสในการทำเพลงชาตรีมาถึงก่อน “แฟนคลับชาตรีส่วนหนึ่งเป็นแฟนเพลงของเราด้วย ก็สนับสนุนกัน เรื่องลิขสิทธิ์เพลงก็เคลียร์กันได้หมด”
            ลิขสิทธิ์เพลงไทยเป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าปวดหัว เรามีลิขสิทธิ์เพลงเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของคนเขียนเนื้อร้อง คนแต่งทำนอง แต่บ่อยครั้งที่โครงสร้างทางธุรกิจบิดเบือนกรรมสิทธิ์ตรงนี้ไปในรูปรอยและวิธีการต่างๆ กันในแต่ละยุค
            ในกรณีของ “ใบชา song ร้องเพลง ชาตรี การ “เคลียร์” ยังหมายถึงค่าลิขสิทธิ์เพลงที่ค่ายเพลงเล็กๆ สามารถจ่ายได้ “ถ้าต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงละสามหมื่นห้าหมื่นก็ไม่ไหว” คูณสิบเข้าไป การแบกต้นทุนค่าเพลง 300,000 บาทเป็นอย่างน้อยต่อหนึ่งอัลบั้ม โดยที่ยังไม่ได้เริ่มคำนวณต้นทุนอะไรอื่นเลย ไม่เพียงแต่เกินความสามารถที่ค่ายเพลงเล็กๆ จะแบกรับ การปรับตัวหลายๆ ระลอกของบริษัทมหาชนในยุคดิจิทัลดาวน์โหลดก็สะท้อนสถานการณ์ธุรกิจดนตรีปัจจุบันได้หลายแง่มุม
            การที่บรรณประคอง “ใบชาซอง” ของเขามาได้หลายปี ก็โดยการทำทุกอย่างที่ทำได้ด้วยตัวเอง เขาแต่งเพลงเอง เรียบเรียงเอง โพรดิวซ์เอง เล่นเอง(บางส่วน) ร้องเอง(บางเพลง/บางชุด) และบันทึกเสียงในสตูดิโอเล็กๆ ของตัวเอง ผมขอให้เขาคำนวณยอดขายที่ช่วยให้อยู่รอดปลอดภัยได้ในยุคนี้ บรรณเคาะออกมาที่ 3,000 แผ่นต่ออัลบั้ม ซึ่งไม่มากเลยทั้งจำนวนชุดและจำนวนเงินที่กลับมา
            แต่จะทำอย่างไร ถ้าคุณขายได้แค่ 500 แผ่น?
บรรณ สุวรรณโณชิน ในสตูดิโอ (ที่บ้าน)

งานของบรรณอยู่ในกลุ่มงานเพลงที่ “ไม่ขาย” มาตั้งแต่อัลบั้ม “บราซิล” ที่ออกกับอาร์เอส
            แม้แต่อัลบั้ม “สำนวนสวนสัตว์” ในปี 2548 ที่เปิดทางให้เขาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางครั้งแรก พร้อมด้วยเสียงชื่นชมมากมาย กับอีกหลายรางวัลที่ได้รับ ก็มียอดขายเพียง 500 แผ่น ในตอนที่บริษัทจัดจำหน่ายเริ่มเก็บแผ่นออกจากตลาด โดยมียอดคืนสูงกว่ายอดขาย 9 เท่า
            แต่นั่นก็เป็นการพิสูจน์คน กับความหมายมั่นที่มี บรรณยังออกผลงานต่อมาทุกปี แต่มียอดผลิตที่ลดลงตามลำดับ จนมาถึงโครงการนำเสนอคุณแม่ยาย “สวีทนุช” ในอัลบั้ม “ต้นฉบับเสียงหวาน” ปี 2551 บริษัทจัดจำหน่ายบอกว่า “300 ก็พอ” แต่อัลบั้มที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิงนี้ กลับประสบความสำเร็จใหญ่โต กลายเป็นอัลบั้มหาซื้อยากโดยไม่ต้องมีใครปั่นกระแส เพราะแผ่นที่ผลิตออกมาทั้งหมดมีเพียง 500 แผ่น
            สุดท้าย เมื่อซัพพลายสมดุลกับดีมานด์ ยอดขายก็ไปถึงหลักหมื่น และเปิดพื้นที่ให้ใบชาซองได้มีที่ทางของตัวเองอยู่ในธุรกิจดนตรี
            ในความผกผันระหว่าง “สำนวนสวนสัตว์” มาถึง “สวีทนุช” บรรณเรียนรู้หลายอย่าง หนึ่งคือ การแจกแผ่นไปตามรายการวิทยุ ตอนทำ “สำนวนสวนสัตว์” เขาวิ่งหว่านไปเท่าไร ก็แทบไม่มีใครเปิดออกอากาศ แต่กับ “สวีทนุช” รายการมากมายที่ไม่เคยเปิดเพลงของใบชาซองมาก่อน และเขาก็ไม่มีกะใจจะเอาไปแจกแล้ว กลับหามาเปิดกันจนได้
ช่องทางจัดจำหน่ายก็เป็นปัญหาใหญ่ ค่ายเล็กกับงานที่ขายได้จำกัด มีพื้นที่และเวลาวางอัลบั้มอย่างจำกัด กว่าที่การขานรับของสื่อที่เดินทางช้าอย่างนิตยสาร และการบอกต่อของแฟนเพลงจะช่วยกระจายความสนใจออกไป บ่อยครั้งที่รอบการเก็บแผ่นคืนมาถึงเสียก่อน สิ่งที่บรรณได้เรียนรู้ต่อมาก็คือ ร้านซีดีที่เปิดรับงานชุดย้อนหลังของเขาเป็นช่องทางการขายที่สำคัญ และเขาก็เริ่มโฟกัสตลาดชัดเจนขึ้น โดยข้อมูลที่สะท้อนจากช่องทางการขายเหล่านี้ ควบคู่ไปกับช่องทางสื่อสารกับคนฟังเพลงผ่านทางเว็บไซต์ www.baichasong.com และเฟซบุ๊ค
นั่นก็คือที่มาของการทำ “ใบชา song ร้องเพลง ชาตรี ที่จะพึ่งพาระบบการจัดจำหน่ายในรูปแบบน้อยลง และเปิดการขายตรงด้วยรูปแบบ Limited Edition จำนวน 999 ชุด ในราคา 650 บาท ซึ่งผมคงบอกไม่ได้ว่าถูก แต่เท่าที่เห็นบางส่วนของแพ็คเกจพิเศษที่ยังไม่เสร็จดี ก็เห็นความตั้งใจของคนทำที่จะให้เป็นงานสะสมที่มีคุณค่าในตัวเอง
แต่เราซื้อซีดีเพื่อฟังเพลงเป็นอย่างแรกนี่นา...
เป็นธรรมดาที่โพรดิวเซอร์จะเลือกเพลงในมุมมองของเขา บรรณเลือกเพลงของชาตรีโดยไม่มีเพลงอย่าง “จากไปลอนดอน” หรือ “แฟนฉัน” ด้วยเหตุผลว่า “ช้ำ” ซึ่งทำให้ “ทำยาก”
            สิ่งที่ผมรู้สึกตั้งแต่ฟัง “สำนวนสวนสัตว์” ก็คือ บรรณเป็นคนมีไอเดีย และตั้งใจทำงาน ส่วนของไอเดียที่สะท้อนในการทำทริบิวต์อัลบั้มเพลงของชาตรี คือการเรียบเรียงดนตรีออกมาหลากหลายลีลา เขาให้ สวีทนุชร้อง “รักครั้งแรก” ในจังหวะแทงโก้ ตัวเขาเองร้อง “เธอเปลี่ยนใจ” ในสไตล์บอสซาโนวา กับ “อย่าลืมฉัน” ในแนวพ็อปเนียนๆ และร้อง “รักต้องตอบด้วยรัก” คู่กับอุ๊บอิ๊บส์ ในแนวโฟล์คง่ายๆ ตัวอุ๊บอิ๊บส์ร้องอีกเพลง “เข้าใจรัก” ที่ตั้งใจทำแนวอิเล็กทรอนิกส์บางๆ ที่เป็นลูกทุ่งจากเสียงของเบิร์ด ธรรมรัตน์ กับกุ๊ก อรสุรางค์ ก็ได้พลิกอารมณ์ไปเป็นลูกทุ่งจริงๆ
            แต่ไอเดียก็ดูจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ผมเข้าใจว่าบรรณจำเป็นต้องจัดสมดุลระหว่างแนวดนตรีตามไอเดียของเขา กับข้อจำกัดของนักร้องที่เขามี ได้ยินเขาเปรยๆ อยู่เหมือนกันว่ามีนักร้องอีกสามคนที่น่าจะได้มาร่วมร้องในอัลบั้มนี้ อาจเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าบางเพลงในส่วนที่ร้องโดยคนใกล้ชิดมีการปรับหาจุดลงตัวบางอย่างกับแนวดนตรีที่น่าจะเป็น
            แต่กับนักร้องรับเชิญสามคน เหมือนกับบรรณมีภาพชัดแต่แรกแล้วว่า ใครเหมาะที่จะร้องเพลงไหน ในลีลาใด แล้วมันก็ออกมาสมบูรณ์ทีเดียว ทั้ง สายชล ระดมกิจ กับ “ที่รักอย่าจากพี่ไป” ในลีลาดิอินโนเซ้นท์ บี๋ คณาคำ อภิรดี กับอารมณ์ซึ้งใน “เหมือนฝัน” และความเบิกบานของสุเมธ องอาจ ในเพลง “ทะเลของเรา
            ศิลปินรับเชิญอีกคนคือ ชีพชนก ศรียามาตย์ ไม่ได้มาร้องแต่มาเดี่ยวกีตาร์เพลง “เหมือนฝัน” ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงที่มีแต่ในชุด Limited Edition เท่านั้น ถ้าไม่ได้ฟังอาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นไร แต่ผมได้ฟังแล้ว เสียดายเหมือนกันที่แผ่นวางขายทั่วไปจะไม่มีเพลงนี้รวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับเพลงบรรเลง “ใบชาตรี” ที่บรรณแต่งขึ้นใหม่ในสไตล์ของชาตรี
            ส่วนที่สะท้อนถึงความตั้งใจทำงาน คือ รายละเอียดของงานในแต่ละองค์ประกอบ และคุณภาพงานโดยรวม ตั้งแต่คุณภาพเสียงและการบันทึกเสียง การมิกซ์และทำมาสเตอร์ การออกแบบปกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งทำให้งานที่ออกมาในนามใบชาซอง มีความแตกต่าง มีเอกลักษณ์ และวางใจได้มาตลอดหลายปี
            คำว่า “วางใจได้” มีความสำคัญมากในตลาดเพลงระดับออดิโอไฟล์ งานที่ผ่านมาของบรรณ เป็นที่กล่าวถึงและยอมรับกันมากขึ้นเป็นลำดับในคนฟังเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดี ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีพอๆ กัน (หรือมากกว่า) เพลงที่ชอบ และบรรณก็ใช้ช่องทางงานแสดงเครื่องเสียงที่จัดกันหลายราย ปีละหลายครั้ง เป็นช่องทางการขายและสร้างฐานแฟนเพลงในตลาดนี้ขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ
            แม้จะต้องแลกกับเสียงบ่นว่า “เหนื่อยอิ๊บอ๋าย” ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากการที่ต้องแบกรับความคาดหวังเรื่องคุณภาพเสียงจากคนฟังกลุ่มนี้ แต่เมื่อถามไถ่ต่อไป บรรณบอกว่าเป็นงานเหนื่อยที่มีความสุข
            การทำงานอาจจะยากขึ้น แต่มันก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำอยู่แล้ว
#
2 มีนาคม 2554
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 22 ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2554)