วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (3)

ปีพ.ศ. 2549 เป็นอีกครั้งที่(แม้)ผมไม่ได้เขียนเรียกหารัฐประหาร แต่(ในที่สุด)ก็(เสมือนหนึ่งว่า)สนับสนุนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน อยู่ดี 
            นับตั้งแต่ปี 2548 ที่ข้อเขียนของผมบนพื้นที่ตรงนี้ [ภายใต้ชื่อคอลัมน์ “(I Can’t Get No) Satisfaction และยังอาจนับย้อนหลังไปถึงปลายๆ ยุคของ “ยิ้มทั้งน้ำตา”] โฟกัสอยู่ที่การต่อต้านทักษิณและระบอบทักษิณ ชิ้นที่ถือว่าเป็นการชักชูธงขึ้นมาให้เห็นกันชัดๆ เลยก็คือ “ฟักแม้ว” (สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 4/2548) ที่เขียนเปรียบเปรยและล้อกันไประหว่างชื่อพืชผักสวนครัว กับคำพ้องเสียงสองภาษา (อังกฤษ-ไทย, ตามลำดับ)
            โดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับถึงบทความเมื่อกลางปี 2539 เรื่อง “Look Who's Talking Too (Much)” (สีสัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 8/2539) ที่ผมเคยสาธยายเอาไว้ชัดๆว่า คนอย่างทักษิณลวงโลกอย่างไร โกหกรายวันกันหน้าด้านๆ ขนาดไหน ท้ายเรื่อง “ฟักแม้ว” ผมก็บอกท่าทีของผมไว้ชัดและตรงว่า การแก้ปัญหา “สารพิษในฟักแม้ว” ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้บริโภค คือวิธีที่เกษตรกรในบางพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรและอุทัยธานีได้ทำเป็นแบบอย่าง-โดยการรื้อถอนทำลายทั้งรากทั้งโคนจนหมดแปลง
            แปลชัดๆ ก็คือ เราปลูกเองได้ เราก็(ควรจะ)รื้อถอนทำลายเองได้
            ต่อมา ในเรื่อง “We Shall Overcome” (สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 8/2549) ผมมองภาพที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดินคล้องแขนกันไปเปิดพื้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อใช้เป็นที่ชุมนุมประกาศเจตนารมณ์ “ทักษิณออกไป” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 แล้วนึกย้อนไปถึงเพลงที่ พีต ซีเกอร์ เรียบเรียงขึ้นใหม่จากเพลงกอสเพลตอนต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งกลายมาเป็นเพลงแห่งการต่อสู้เรียกร้องของสหภาพแรงงานในรัฐทางใต้ และกลายเป็นเพลงเอกในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่โลกได้รู้จักจากการขับขานของ โจน บาเอซ ในการเดินขบวนครั้งประวัติศาสตร์ในวอชิงตัน เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1963 ที่มี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นผู้นำ
            ผมโยงต่อเหตุการณ์และเพลงนั้นมาถึงเพลง “The Times They Are A-Changin’” กับท่อนที่ขึ้นต้นว่า “The line it is drawn, the curse it is cast” เพื่อจะบอกว่า “เส้นที่ไม่อาจหลบเลี่ยงถูกขีดไว้แล้ว” 
            เพียงแต่ว่า เมื่อเส้นนั้นปรากฏแสดงขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 มันไม่ใช่อย่างที่ผมหรือใครๆหลายคนนึกหวัง แต่เราก็ยอมรับมัน
๐ 
Credit:  chorchangsinging.blogspot.com
ผมนึกหวังอะไร? ยอมรับอะไร?
            ใน “สีสัน” ฉบับเดือนตุลาคม ปีนั้น (ปีที่ 18 ฉบับที่ 3/2549) ผมเขียนเอาไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง “Comes A Time” ว่า “สิ่งที่ปรากฏแสดงในรูปของรถถัง กองกำลัง และการยึดอำนาจ อาจไม่สวยงามเท่าความนึกฝันของคนที่ต่อสู้เรียกร้องเอาอนาคตของประเทศออกมาจากอุ้งมือทรราชจำแลง ที่วาดหวังว่าพลังมหาชนจะสามารถกำหนดลากเส้นแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เอง แต่ในบริบทแคบๆ ของการทำรัฐประหาร ปฏิบัติการ 19/9/49 เป็นปฏิบัติการจริงที่งดงาม
            “ไม่ได้งดงามแต่ในเชิงประสิทธิภาพ ซึ่งปราศจากการต่อสู้ปะทะ และการสูญเสียเลือดเนื้อ ไม่ได้งดงามด้วยดอกไม้และความชื่นชมยินดีของผู้คนที่เปลี่ยนบรรยากาศภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเทศกาลเฉลิมฉลอง แต่ยังงดงามอย่างยิ่งในแง่ที่สามารถหยุดยั้งภาวะเผชิญหน้าถึงนองเลือดได้ก่อนที่มันจะเกิด”
            มีข้อโต้แย้งมากมายจากคนที่ปฏิเสธรัฐประหาร โดยเฉพาะฟากฝั่งของทักษิณ ว่าสถานการณ์นองเลือดเป็นแค่จินตนาการของคนที่กวักมือเรียกทหารออกมายึดอำนาจ แต่ผมก็ยืนกลับไปตามที่เขียนไว้ในบทความเดียวกันนั้นว่า “สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เกิด แต่ยังหมายความด้วยว่า เพราะมันไม่มีโอกาสได้เกิด”
            สองปีต่อมา เหตุการณ์เช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เป็นเสมือน “ภาพจำลอง” ที่อาจพิสูจน์แสดงได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 20 กันยายน 2549 ผมเขียนไว้ในเรื่อง “And a new day will dawn…” (สีสัน ปีที่ 20 ฉบับที่ 3/2521) ว่า
            “7 ตุลาคม 2551 คือการฉายภาพต่อจากวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นภาพที่ผู้คัดค้านการทำรัฐประหารล้วนไม่คิดและไม่เชื่อว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายน เพียงเพราะว่ามันยังไม่เกิด
            “7 ตุลาคม 2551 คือภาพที่ฉายยืนยันการสถาปนาขึ้นมาของรัฐตำรวจ ที่ก่อร่างสร้างขึ้นอย่างมั่นคงนับจากการเถลิงอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นต้นมา
            “7 ตุลาคม 2551 ยังพิสูจน์ถึงธาตุความสามานย์สูงสุดของระบอบทักษิณที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อแสวง-รักษาอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะตน โดยปราศจากความรู้สึกผิดบาปโดยสิ้นเชิง”

            ที่จริง ผมควรจะยกมาเพียงแค่นี้ สำหรับประเด็นการรัฐประหารในแง่ที่ว่า “สามารถหยุดยั้งภาวะเผชิญหน้าถึงนองเลือดได้ก่อนที่มันจะเกิด” แต่เมื่ออ่านอีกบางย่อหน้าถัดไป...
            “การซุกหุ้น หลบเลี่ยงภาษี แทรกแซงและครอบงำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ขัดแย้ง แลกเปลี่ยนประโยชน์ชาติให้ได้ประโยชน์ตน ข่มขู่คุกคามทุกเสียงคัดค้าน อุ้มฆ่าทุกผู้คนที่ขวางทางและเปิดโปง วิสามัญฆาตกรรมนับพันศพ จุดไฟหายนะในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือความเป็นไปในภาวะการณ์หยั่งรากลึกของระบอบทักษิณที่ผนึกแน่นเป็นเนื้อเดียวกับทุนนิยมสามานย์โลกในนามโลกาภิวัตน์
            “ภายใต้รัฐบาลหุ่นที่นิยามประชาธิปไตยไว้ในกรอบของการเลือกตั้ง มีความชอบธรรรมด้วยเสียงข้างมากในสภา ทางหนึ่ง-มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างทุกคดีความที่ก่อไว้ทั้งในอดีตและเกิดขึ้นใหม่ อีกทางหนึ่ง-เป็นความพยายามอย่างไม่ลดละที่จะปล้นชาติขายแผ่นดินกันต่อไป ไม่เว้นกระทั่งอธิปไตยเหนือดินแดน
            “จากรัฐบาลทักษิณ ถึงสมัคร และสมชาย ไม่เคยเลยที่รัฐบาลจะเปิดทางให้กับการแสวงหาความจริง ไม่เคยเลยที่จะละวางการแสวงหาประโยชน์ ไม่เคยเลยที่จะเจรจากระทั่งนำพาต่อการคัดค้าน มีแต่กระบวนการปกปิดบิดเบือน มีแต่กระบวนการสร้างข่าวเบี่ยงเบนความสนใจ มีแต่กระบวนการข่มขู่คุกคาม มีแต่ถือเอาทุกคนทุกฝ่ายที่คัดค้านเป็นศัตรู
            “กระทั่งสามารถเข่นฆ่าปราบปรามทำลายล้างอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ”

            ผมก็ยิ่งแน่ใจว่า จาก 2549 ถึง 2551 และ 2555 หกปีผ่านไป เรายังไม่ได้พยายามหาทางออกจากห้วงเหวของความอับจนและสิ้นหวัง
๐ 
ที่จริง แม้ผมจะยอมรับ – เหมือนที่อาจารย์เสน่ห์ จามริกยอมรับ – ว่าการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ (หากเราไม่ปรารถนาจะเห็นภาพคนไทยฆ่ากันเอง) และแอบหวังอยู่บ้างว่า “รัฐาธิปัตย์” ที่สถาปนาขึ้นมาหลังการยึดอำนาจ อย่างน้อยที่สุดจะสามารถทำให้สังคมแยกถูกออกจากผิด
            แต่ความรู้สึกที่ไม่แปลกปลอมเลยกลับเป็น “ความว่างเปล่า” ตามชื่อบทความที่ผมเขียนให้นิตยสาร Image ไม่ถึงเดือนหลังจากนั้น (ตีพิมพ์ในฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549)
            “ระหว่างสิบเก้าล้านหรือสิบหกล้านเสียงที่เลือกพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมามีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองประเทศ กับกว่าร้อยละแปดสิบของการสุ่มสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
            “ระหว่างความตึงเครียดแห่งการเผชิญหน้าทางการเมืองภายใต้บรรยากาศของประชาธิปไตย กับบรรยากาศราวกับงานเฉลิมฉลองภายใต้กฎอัยการศึก
            “ระหว่างการคัดค้านต่อต้านความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งถูกตอบโต้-ปิดกั้น-คุกตาม ถึงขั้นปะทะ-ทำร้าย กับการต่อต้านคัดค้านความไม่ชอบธรรมของคณะทหารที่มาด้วยกำลังอาวุธ ซึ่งถูกควบคุมใต้กรอบของการขอความร่วมมือและเงื่อนไขที่จะไม่ลุกลามไปสู่การ เคลื่อนไหวต่อต้านที่หวังผลทางการเมือง
            “ระหว่างการบิดเบือน-ทำลายกลไกและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในนามประชาธิปไตย กับการฉีก-ยกเลิกรัฐธรรมนูญในนามการยึดอำนาจ
            “ระหว่างการทุจริตคอรัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ของรัฐบาลภายใต้ผู้นำที่ประชาชนให้ความไว้วางใจสูงสุด กับคำมั่นสัญญาของการรื้อ-สร้างระบบคุณธรรมและความโปร่งใสขึ้นมาใหม่ ของรัฐบาลภายใต้ผู้นำที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ เพียงหยิบมือเชื่อมั่น
            “ระหว่างการนองเลือดในครรลองของประชาธิปไตย กับการยึดอำนาจที่ปราศจากการสูญเสียเลือดเนื้อ
            “ระหว่างการรัฐประหารที่นำประเทศไทยถอยหลังไปสิบห้าปี กับการใช้อำนาจของเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จที่นำประชาธิปไตยถอยหลังมาจนสุดทางไป
            “ระหว่างการรักษารูปแบบ-วิธี-กระบวนการของประชาธิปไตยด้วยทุกๆ ต้นทุนที่มีอยู่ กับการยอมจำนนต่อการยึดอำนาจในฐานะทางออกเดียวที่เหลืออยู่ของสังคม เพื่อเริ่มต้นทุกสิ่งทุกอย่างใหม่
            “ระหว่างทุกสิ่งเหล่านั้น มากด้วยคำถาม หลักการ ฐานคิด และคติที่ต่างกัน
            “และระหว่างทุกสิ่งเหล่านั้น สำหรับบางคน ยังแทรกคลุมด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า”

๐ 
เกือบหกปีผ่านไป กับทุกๆ เหตุการณ์ที่อาจไม่เคยมีใครคิดว่าจะเกิดจะมีในบ้านเมืองของเรา คนจำนวนไม่น้อยอาจรู้สึก “ว่างเปล่า” ไม่แตกต่างกัน
            เป็น “ความรู้สึกว่างเปล่า(ที่)ไม่ได้ล่องลอยอยู่บนความไม่มี หากบ่อยครั้งที่มักสั่งสมจนกระทั่งสามารถหยั่งถึง หรือผุดบังเกิดขึ้นในภาวะซึ่งคุณค่าเดิมที่เรามี ไม่สามารถยึดถือไว้ได้ ในภาวะซึ่งสิ่งที่เราสามารถยึดเหนี่ยว ไม่อาจใช้เกาะเกี่ยวอีกต่อไป”
            สิ่งนั้นมีชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “ความถูกต้อง-ดีงาม”
6 กรกฎาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555)

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (2)

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่บางครั้งชื่อผม – หรือข้อเขียนของผม – ถูกนำไปมัดรวมกับการเรียกหาหรือสนับสนุนรัฐประหาร
            ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสิ่งที่ผมเพิ่งเขียนลงคอลัมน์นี้ (ปีที่ 23 ฉบับที่ 6) ไปว่า “ในสายตาของเพื่อนที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันมาบางคน – ซึ่งบัดนี้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง – ผมคงกลายเป็นรอยัลลิสต์ไปแล้ว”
            แต่ไม่ว่าจะถูกประทับตรา/ตีความอย่างไร ผมก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องแก้ไข/อธิบาย เพราะถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่เขียน (และเผยแพร่-ตีพิมพ์) ไปนั้น ได้กลายเป็น “สิ่งที่พ้นจากมือเราไป” ซึ่งผมเคยขยายความเอาไว้ว่า...
            แต่เมื่องานหนึ่งๆ ผ่านจากมือผู้สร้างออกไปสู่สาธารณชน ก็เป็นอีกบทหนึ่งแล้ว อีกมิติหนึ่งแล้ว
เป็นบริบทของผู้บริโภคที่จะรับหรือไม่รับตามจริตและความต้องการ-พอใจที่จะเสพของตน เป็นมิติที่นักวิจารณ์จะประเมินคุณค่าเอาตามภูมิหลัง-การรับรู้-การตีความของตน ความคิดความเห็นเช่นนี้คือสัญชาติญาณมนุษย์ ซึ่งยกระดับเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสวงหาทางปัญญาผ่านการตั้งคำถามในทุกด้านและทุกเรื่อง มาตั้งแต่นครรัฐเอเธนส์ก่อนสมัยโสกราตีส ซึ่งสะท้อนความชอบธรรมผ่านการเปรียบเปรยว่า “โดยไม่ต้องเป็นช่างก่อสร้าง เราก็สามารถบอกได้ว่าบ้านหลังนี้ดีหรือไม่ดี เพราะเราเป็นผู้อยู่”
            ในท่วงทำนองคล้ายกันนี้ บ็อบ ดีแลน บอกเอาไว้ในเพลง Subterranean Homesick Blues ว่า “You don’t need a weather man to know which way the wind blows”
            งานชิ้นหนึ่งอาจเป็นที่ตอบรับหรือปฏิเสธ สำเร็จหรือล้มเหลว ตีความถูกต้องหรือเข้าใจผิดพลาด เป็นวิถีของการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งเป็นไปเช่นนั้นเอง เราอาจจะไม่ยอมรับ แต่ไม่จำเป็นต้องปกป้อง เราอาจไม่เห็นด้วยกับการตีความและประเมินค่า แต่ไม่จำเป็นต้องขยายความและชี้นำ
            สำหรับ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ งานที่พ้นมือเขาไปแล้วจะสื่อสารด้วยตัวของมันเอง เขาไม่เห็นด้วยกับนักวิจารณ์บางคนและการตีความบางด้านในนิยายของเขา แต่เขาก็ไม่ได้ถือเป็นภาระที่จะต้องอธิบายให้ใครๆ เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการเสนอ เขาเคยบอกว่า “หลังจากที่ผมเขียน ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ เสร็จ ผมก็ทำลายบันทึกและเอกสารประกอบไปหมด เพื่อว่าจะได้ไม่มีร่องรอยของมันหลงเหลืออยู่เลย โดยวิธีนั้นนักวิจารณ์จะต้องตีค่าหนังสือตามคุณค่าของมันเองและไม่ต้องไปมองหากระดาษต้นร่าง” 
๐ 
Credit: http://sanskritresearchingujarat.org/gallery.html
แต่เมื่อได้รับการบอกกล่าวว่า ผมถูกพาดพิงย้อนหลังไปไกลถึงปี 2534 ด้วยข้อความว่า “คอลัมนิสต์บางคนของ "สีสัน" ถึงกับเชียร์ให้ทหารออกมาแทรกแซงการเมืองด้วยท่าทีแบบ "โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร" ซึ่งเป็นการตีความที่พอคุ้นอยู่ แต่ถ้าหากข้อเขียนไม่กี่บรรทัดฝังใจบางคนได้นานขนาดนั้น ผมก็น่าจะลองกลับไปอ่านดูสักครั้ง
            “สีสัน” ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 (ธันวาคม 2533) คือที่มาของข้อความข้างบน ผมเลือกอัลบั้ม “โนพลอมแพลม” ของ ยืนยง โอภากุล เป็น 1 ใน “5 ชอบ” ประจำปีนั้น ด้วยคำอธิบายเต็มๆ ดังนี้
            สิ้นศรัทธาที่เคยมีเคยฝากไว้กับ “น้า” เมื่อครั้งเทป “ทับหลัง” เสียแล้ว งานเดี่ยวชุดที่สี่-แต่เป็นชุดแรกในชื่อจริงของ แอ๊ด คาราบาว จึงตีเข้าแสกหน้ารัฐบาลชาติชายและปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบเนื้อๆ งานดนตรีใช้ได้ เนื้อหาชัด ตรง สะใจ นับได้ว่าเป็นเพลงการเมืองที่มีพลังเด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี เพลงที่แฝงนัยไว้ได้แรงที่สุด คือ “ภควัทคีตา” ฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง
            ไม่ตัดไม่ทอนอะไรเลยนะครับ ถ่ายทอดต่อมาเต็มๆ ให้ตีความกันตามอัธยาศัย
            ช่วงนั้นผมไม่ได้เขียนเรื่องดนตรีให้กับ “สีสัน” นานแล้ว (เพราะข้ามฝั่งไปเขียนเรื่องโฆษณา) แต่ยังมีงานเขียนเกี่ยวกับดนตรีอยู่ใน “สารคดี” และคลับคล้ายคลับคลาว่าผมไม่น่าพลาดวิจารณ์งานของแอ๊ดชุดนี้
            ไปค้นเจอในฉบับที่ 73 ปีที่ 7 (มีนาคม 2534) ขอตัดตอนมาเฉพาะที่เขียนถึงเพลง “ภควัทคีตา” ก็แล้วกัน...
            เพลงที่แฝงนัยการเมืองเอาไว้อย่างน่ากลัวก็คือ “ภควัทคีตา” ที่จับใจความตอนหนึ่งมาจากมหากาพย์ “มหาภารตยุทธ” เพลงนี้ต้องมีเจตนาแน่นอน และยากที่จะให้เข้าใจเป็นอื่นไปได้ นอกจากเรื่องของการต่อสู้ทางการเมือง และวิถีทางที่ต้องใช้กำลังก็อาจเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรมได้ “รบเถิดอรชุน หากท่านตายในสนามรบ สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย แม้หากว่าท่านชนะ ความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ ทุกพงพื้นปฐพี รอให้ท่านเข้าไปครอบครอง” ไม่สำคัญหรอกว่าแอ๊ดจะชี้ชวนให้ใครรบ และไม่สำคัญว่าด้วยว่าแอ๊ดจะมองการเมืองอย่างไร สนับสนุนวิถีทางไหน สิ่งที่ผมหมายความเอาไว้ในคำว่า “น่ากลัว” ก็คือ ภายใต้รัฐบาลที่มีพลเอกชาติชายเป็นผู้นำ ได้ทำให้คนระอากับการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยมากขึ้นทุกที และทหารกับการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจและใช้อำนาจทางการเมือง ก็จะเป็นทางเลือกแรกเสมอ
            คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ยึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก่อนที่ “สารคดี” ฉบับนั้นจะวางจำหน่าย แต่ต้นฉบับน่าจะเขียนเสร็จและส่งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์
            เพื่อให้ครบถ้วนกระบวนความ ผมไปค้น “ลลนา” ในช่วงเดือน-ปีใกล้ๆ กัน ด้วยคลับคล้ายคลับคลาว่าได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ หลังเกิดเหตุการณ์ รสช และพบในฉบับที่ 438 (ปักษ์แรก เมษายน 2534) เฉพาะที่เกี่ยวกับเพลง “ภควัทคีตา” ผมเขียนเอาไว้ว่า...
            ถึงที่สุดแล้ว แอ๊ดก็ไปพลิกเอาเรื่องราวในมหากาพย์ “มหาภารตยุทธ” ตอนหนึ่งมาเขียนเป็นเพลง “ภควัทคีตา” เรื่องราวตอนที่กฤษณะหว่านล้อมให้อรชุนทำศึกย่อมมีความนัยแน่นอน ผมเคยเขียนลงใน “สีสัน” ว่าฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง
            (แล้วผมก็เขียนต่อไป-อีกหลายย่อหน้า-ว่า) ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีใครเสียอกเสียใจกับการล้มลงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกันเท่าไรนัก ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผมเขียนลง (ใน “สารคดี”) ไปว่า แอ๊ดสามารถสะท้อนอารมณ์ร่วมทางการเมืองของคนไทยจำนวนมากใต้รัฐบาลชุดก่อนได้ดี ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผมจับฉวยมาได้จากงานเพลงของแอ๊ดนั้น ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวแอ๊ดเองจะมองการเมืองอย่างไร สนับสนุนวิถีทางไหน จุดยืนเขาเคลื่อนไปแค่ไหน นับจากที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนครั้งแรกในงานเพลงกับเทปชุดที่หกของคาราบาว ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์วันที่ 9 กันยาฯ อยู่มาก ตั้งแต่ชื่อเทป vol.6 ซึ่งอ่านกลับหัวได้ว่า 9 กย. ผ่านมาถึงการเรียกร้องหา “ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง” ในเทปชุด 7 “ประชาธิปไตย” และ “น้าคือความหวัง” ในเทปชุดที่ 9 กระทั่งถึงคราวนี้กับยุคสมัยของ “รัฐบาลตัวแสบ” ซี่งการตัดสินใจแผลงศรของอรชุนมีความชอบธรรมอยู่เต็มเปี่ยม ประเด็นสำคัญที่ว่านั้นก็คือ รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทำให้คนระอากับธุรกิจการเมืองที่แอบแฝงมาในความเป็นประชาธิปไตย จนพาลมองไม่เห็นความหมายของประชาธิปไตยไปเลย และทหารกับการใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะเป็นทางเลือกเดียวที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง 
            อาจจะสรุปลงไปได้ด้วยซ้ำว่า ประชาชนคนไทยมีความผูกพันกับสถาบันกองทัพแนบแน่นและลึกซึ้งกว่าสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ คือการพิสูจน์ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
            แม้แต่คนที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาก่อน และยังคงยืนหยัดในหลักการบนจุดยืนเดิมอย่างเหนียวแน่น หลายคนก็จะมีความรู้สึกใกล้เคียงกับที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เขียนเอาไว้ใน “ผู้จัดการรายสัปดาห์” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “กับการถอยหลังกลับไปเตรียมนับหนึ่งกันใหม่อีกครั้งของระบอบประชาธิปไตยไทย เป็นเรื่องที่ทำได้แค่เฝ้าดูเท่านั้น ถ้าจะถามว่าทำไมไม่ต่อสู้คัดค้าน ก็ตอบได้ว่าไม่รู้ว่าจะสู้เพื่ออะไร เพื่อใคร ถ้าจะถามว่าสิ้นหวังหรือ อาจจะตอบได้ว่าไม่ แต่ถ้าถามต่อไปว่ายังจะมีหนทางออกอื่นหรือไม่ แทนที่จะต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ กลับไปกลับมาระหว่างการเลือกตั้งกับการยึดอำนาจ ก็ตอบได้แค่ว่าไม่รู้เหมือนกัน”

๐ 
ที่มาที่ไปของการย้อนกลับไปอ่านงานเขียนของตัวเอง มีคำตอบอยู่แล้วตอนต้นเรื่อง
            แต่เหตุผลของการเอากลับมานำเสนออีกครั้ง นอกเหนือจากคำตอบแบบฮาๆว่า “เอาของเก่ามาขอรับค่าเรื่องใหม่” แล้ว ก็คงเป็นเพราะว่า มันไปสอดคล้องกับตอนท้ายบทความชื่อ Helplessly Hoping (1) ที่ผมเขียนไว้เมื่อเร็วๆนี้ (“สีสัน” ปีที่ 23 ฉบับที่ 7) ว่า... 
            สุดท้ายเราก็ไม่สามารถหนีพ้นวงจรอุบาทว์ของฉ้อฉลทุจริต ที่นำไปสู่การรัฐประหาร และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพียงเพื่อให้นักเลือกตั้งกลุ่ม-ตระกูลเดิมๆ กลับเข้ามาตักตวงแสวงหาผลประโยชน์อีกครั้งและอีกครั้ง 
            ครึ่งปีเศษของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำประเทศไทยมาสู่จุดนั้นซ้ำอีก จุดแห่งความเหลืออดเหลือทนต่อความฉ้อฉลและเหิมเกริม โดยมีความไร้ประสิทธิภาพอย่างที่สุดเป็นตัวเร่ง แต่ก่อนที่จะด่วนเรียกหาหรือกระทั่งขานรับการรัฐประหารที่อาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความผิดหวังซ้ำซาก เราอาจจะต้องถามตัวเองกันจริงๆอีกสักครั้งว่า
            เราไม่อาจทำอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว ใช่ไหม?

            ขอย้ำไว้ตรงนี้ครับว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบ
4 มิถุนายน 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2555)







วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

Helplessly Hoping (1)

Credit: www.bangkokbiznews.com
การทลายลงของโครงสร้างชานชาลาสถานีย่อยในโครงการโฮปเวลล์ บริเวณหน้าวัดเสมียนนารี เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2555 เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะเจาะพอดี 
            เหมาะเจาะพอดีในแง่ที่ว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทั้งฉายย้อนเหตุการณ์ในอดีต สะท้อนเหตุการณ์ในปัจจุบัน และอาจยังส่องผ่านไปยังเหตุการณ์ในอนาคตได้ด้วย
๐ 
โฮปเวลล์เป็นโครงการใหญ่ยักษ์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ วาดฝันกันเอาไว้ว่าจะยกระดับทางรถไฟขึ้นไปวิ่งเหนือพื้นผิวถนน เพื่อแก้ปัญหาการจราจร โดยเฉพาะตามจุดตัดกับทางรถยนต์ โดยสร้างคร่อมแนวทางรถไฟสายหลักในกรุงเทพฯ รวมระยะทาง 60.1 กิโลเมตร
            บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) บริษัทในเครือโฮปเวลล์โฮลดิงส์ของกอร์ดอน วู เป็นผู้ได้สัมปทานที่ประเมินมูลค่าการลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท (มูลค่าในขณะนั้น) และต้องจ่ายผลตอบแทนให้รัฐเป็นรายปี ตลอดอายุสัมปทาน 30 ปี รวมเป็นเงินกว่า 50,000 ล้านบาท แลกกับการเก็บค่าผ่านทางถนนยกระดับ สัมปทานการเดินรถไฟฟ้าบนทางรถไฟยกระดับ การใช้พื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่รถไฟตลอดสองข้างทาง รวมพื้นที่ประมาณ 600 ไร่
            ไม่ใช่ว่าโครงการยกระดับทางรถไฟจะไม่ดี แต่ปัญหาพื้นฐานของประเทศนี้ก็คือ หนึ่ง – ไม่มีการวางแผนแก้ปัญหา(ใดๆ)อย่างเป็นองค์รวม สอง – การผลักดันโครงการ(ใดๆ)เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า-เฉพาะเรื่อง-เฉพาะจุด ผล(ประโยชน์ตอบแทนที่คาดว่าจะได้)รับ สำคัญกว่าผลลัพธ์(ในการแก้ปัญหา)เสมอ
            ดังจะเห็นได้จากการแก้ปัญหาจราจร-หรือเพื่อหาเสียงก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็คิดกันง่ายๆ แค่ว่า ถนนไหนแยกไหนรถติดมาก ก็สร้างสะพานลอยข้ามแยกไปเรื่อย (สร้างได้ไม่กี่ปีต้องรื้อทิ้งก็มีมาแล้ว) จนกระทั่งการสร้างสะพานลอยไม่น่าตื่นเต้น (เพราะใช้งบประมาณไม่มากพอ) การเจาะอุโมงค์ทางลอดก็กลายเป็นทางเลือกใหม่ โดยไม่คำนึงว่าสุดท้ายแล้ว ผิวจราจรที่เสียไปให้กับช่องอุโมงค์ได้สร้างปัญหาสาหัสสากรรจ์กับรถบนช่องทางที่เหลือขนาดไหน
            โครงการโฮปเวลล์ก็เหมือนกัน วาดฝันกันง่ายๆ แบบไปตายเอาดาบหน้า ให้ได้ค่าอนุมัติโครงการมาก่อนก็พอใจ หลายปีผ่านไป หลายรัฐบาลผ่านมา โครงการนี้กลายเป็นแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ของนักการเมือง ทั้งที่จะผลักดัน สานต่อ หรือยกเลิก กระทั่งในที่สุดก็เหลือแต่เพียงแนวตอม่อขนาดใหญ่ เรียงกันเป็นอนุสาวรีย์แห่งความฉ้อฉลของนักการเมืองและระบบการเมืองไทย (ยาวที่สุดในโลกด้วย – เผื่อใครจะรู้สึกภูมิใจ) กับ “ค่าโง่” หมื่นกว่าล้านบาทที่คนไทยต้องจ่ายเป็นค่าชดเชยให้โฮปเวลล์โฮลดิงส์ เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม
            รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมผู้ผลักดันโครงการผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี จนกระทั่งมาเซ็นสัญญากับโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 เป็นรัฐมนตรีที่มีอายุครบ 47 ปีในวันเดียวกันนั้นเอง ชื่อ มนตรี พงษ์พานิช 
๐ 
รัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาเติมเต็มความหวังที่ว่า เราจะได้เริ่มต้นยุค “ประชาธิปไตยเต็มใบ” กันเสียที
            จากเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 เมื่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปฏิเสธคำเชิญจากหัวหน้าพรรคการเมืองให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 พลเอกชาติชาย ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ชนะเลือกตั้ง มี ส.ส. มากที่สุด ก็ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในรอบ 12 ปีที่มาจากการเลือกตั้ง
            แต่ในเวลาเพียงสองปีครึ่ง รัฐบาลพลเอกชาติชายไม่เพียงทำลายความหวังทั้งหมดที่ผู้คนวาดหวังไว้จาก “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง” แต่ยังทำลายรากฐานความเชื่อมั่นและโครงสร้างการพัฒนาประชาธิปไตยระบบรัฐสภาที่เพียรสร้างกันขึ้นมาใหม่บนความอดทนร่วมกันตลอดช่วงเวลา 8 ปี 5 เดือนในยุคที่พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี
            คำว่า “ความอดทนร่วมกัน” คำว่า “เพียรสร้างกันขึ้นมาใหม่” เป็นถ้อยคำซึ่งผู้ที่ไม่ทันได้มีประสบการณ์ร่วมในความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง-สังคมช่วงปี 2516 เป็นต้นมา อาจมองไม่เห็นความหมายและความจำเป็น แต่สำหรับผู้ที่เติบโตมาในระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย – โดยไม่ปิดกรอบความคิดของตัวเองไว้หลังกำแพงแห่งฝักฝ่าย – สามารถตระหนักแน่แก่ใจตัวเอง
            ประเทศไทยในพุทธศตวรรษใหม่ ปี 2500 เป็นต้นมา เริ่มต้นด้วยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจากรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดฉากบทบาทและการช่วงชิงอำนาจในหมู่คณะราษฎรที่ดำรงมาตลอด 25 ปีนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ข้ออ้างสำคัญของจอมพลสฤษดิ์ก็คือการจัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามที่ประชาชนเรียกร้อง เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์
            แต่การเลือกตั้งในตอนปลายปีนั้น – ก็เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งต่อๆมา – ที่เป็นเพียงพิธีกรรมและกระบวนการรับรองความชอบธรรมให้กับผู้นำทหาร ซึ่งส่งต่อกันระหว่างจอมพลถนอม กิตติขจร ไปยังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลับมายังจอมพลถนอมอีกครั้ง ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ พ.ศ. 2501 มาจนกระทั่งถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
            ประชาธิปไตยที่ได้มาด้วยการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนมีอายุไม่เต็ม 3 ปีดี มีนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งสองคน (มรว.เสนีย์ ปราโมช, มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) คณะรัฐมนตรี 4 คณะ มีระยะเวลาบริหารประเทศรวมกันเพียง 1 ปี 8 เดือน ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในวันเดียวกัน
            ช่วงก่อนและหลัง 6 ตุลาคม ประเทศของเราไม่ได้มีปัญหาเพียงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย ยังมีฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจในเหตุการณ์ 14 ตุลา กับฝ่ายขวาที่เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายซ้ายต่างแนวทาง แม้กระทั่งฝักฝ่ายต่างๆ ในกองทัพ ซึ่งเห็นได้จากการยึดอำนาจซ้ำของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในปี 2520 และความพยายามก่อกบฏ 3 ครั้ง ในปี 2520, 2524, 2528 ทั้งยังถูกท้าทายจากทฤษฎีโดมิโนที่ล้มเรียงกันมาจากเวียดนาม-กัมพูชา-ลาว
            เวลา 8 ปี 5 เดือน (มีนาคม 2523-สิงหาคม 2531) ภายใต้การนำของพลเอกเปรม ด้านหนึ่งสะสม “ความน่าเบื่อ” ให้กับคนรุ่นๆ ผมที่ยังอยากจะเห็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นการพัฒนาทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมที่ก้าวหน้า-เป็นธรรม-ฉับไวยิ่งขึ้น ก็จริง แต่อีกด้านหนึ่ง “ความน่าเบื่อ” ก็สะท้อนความสำเร็จในการนำประเทศของพลเอกเปรมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ด้วย
            สภาวะ “น่าเบื่อ” ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากว่าพลเอกเปรมไม่สามารถกระชับอำนาจและสร้างเอกภาพขึ้นในกองทัพ ไม่มีนโยบาย 66/2523 ที่ใช้การเมืองนำหน้าการทหารเอาชนะการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จ ไม่มีนโยบายใต้ร่มเย็นที่นำสันติสุขกลับคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีกุศโลบายทางการต่างประเทศที่สามารถหยุดกองทัพเวียดนามเอาไว้ก่อนจะยกพลข้ามแม่น้ำโขง และลบทฤษฎีโดมิโนทิ้งไป
            ในยุคพลเอกเปรมอีกเช่นกัน ที่ประเทศไทยฝ่าข้ามปัญหาเศรษฐกิจโลกและวิกฤตค่าเงินบาทมาได้โดยไม่บอบช้ำมากนัก (และไม่มีใครได้ประโยชน์บนความทุกข์ของคนทั้งประเทศ) ทั้งยังสามารถปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-การลงทุน-การส่งออกให้รองรับกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ จนกลายเป็นแบบอย่างการพัฒนาให้หลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ในขณะเดียวกันการสร้างเสถียรภาพและรักษาความต่อเนื่องของวิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ก็ได้ปูทางความหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนบนแผ่นดินนี้ หลังจากล้มลุกคลุกคลานมาตลอดเวลาเกือบ 50 ปี
            แต่ความน่าเบื่อในปีท้ายๆ ของยุคประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีพลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เทียบไม่ได้เลยกับความเหลืออดเหลือทนที่คนจำนวนมากมีต่อความฉ้อฉลที่เกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตยเต็มใบของรัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต” ที่มีพลเอกชาติชายเป็นนายกรัฐมนตรี
            ซึ่งอาจเปรียบเปรยให้เห็นภาพอีกแบบได้จากบทเพลง “ประชาธิปไตย” ที่วงคาราบาวร้องหา “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง” เอาไว้เมื่อปี 2529 กับเพลง “ภควัทคีตา” ที่แอ๊ด คาราบาวเรียกร้องว่า “รบเถิดอรชุน” ในปี 2533
            และแล้ว วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 “อรชุน” ในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากพลเอกชาติชาย ปิดฉากประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาลงไปอีกวาระ 
๐ 
ไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนักในความฉ้อฉลและเหิมเกริมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น 2 ปี 6 เดือนในยุคพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หรือ 5 ปี 7 เดือนในยุคพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร 
            ทั้งไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันมากนักในการขานรับการยึดอำนาจของ รสช. เมื่อปี 2534 กับการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อปี 2549 
            แต่สุดท้ายเราก็ไม่สามารถหนีพ้นวงจรอุบาทว์ของการฉ้อฉลทุจริต ที่นำไปสู่การรัฐประหาร และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพียงเพื่อให้นักเลือกตั้งกลุ่ม-ตระกูลเดิมๆ กลับเข้ามาตักตวงแสวงหาผลประโยชน์อีกครั้งและอีกครั้ง 
            ครึ่งปีเศษของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้นำประเทศไทยมาสู่จุดนั้นซ้ำอีก จุดแห่งความเหลืออดเหลือทนต่อความฉ้อฉลและเหิมเกริม โดยมีความไร้ประสิทธิภาพอย่างที่สุดเป็นตัวเร่ง แต่ก่อนที่จะด่วนเรียกหาหรือกระทั่งขานรับการรัฐประหารที่อาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์แห่งความผิดหวังซ้ำซาก เราอาจจะต้องถามตัวเองกันจริงๆอีกสักครั้งว่า
            เราไม่อาจทำอะไรได้ดีกว่านี้แล้ว ใช่ไหม?
3 มีนาคม 2555 
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2555)







วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

น้ำเน่า

จากปลายเดือนกรกฎาคม 2554 ถึงกลางเดือนมกราคม 2555
บนเส้นทางน้ำที่ค่อยๆ เคลื่อนจากปลายภาคเหนือ ลงมาถึงกรุงเทพฯ สมุทรสาคร และสมุทรปราการ
พรากชีวิตคนไป 815 คน มีผู้ประสบภัย 13,600,000 คน
พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร
นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 7 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ กระทบห่วงโซ่อุปทานไปทั้งโลก 
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์และฮาร์ดดิสก์
ธนาคารโลกประเมินว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูงถึง 1,425,000,000,000 บาท
เป็นหายนภัยที่เสียหายร้ายแรงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก 
เป็นรองก็แต่ แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554, 
แผ่นดินไหวที่โกเบ พ.ศ. 2538 และ พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา พ.ศ. 2548 
สิ่งที่ต่างกันก็คือ ภัยพิบัติเหล่านั้นล้วนเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเฉียบพลันทันที
และไม่มีเวลาเหลือเฟือให้ "เอาอยู่" "โกงอยู่" หรือ "ช่วยพี่ชายอยู่"
หากเรายอมรับวาทกรรมที่ว่ารัฐบาลชุดที่แล้ว “ดีแต่พูด”
            ด้วยเกณฑ์ชี้วัดชุดเดียวกัน เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ “เลวทั้งการกระทำและคำพูด” และยังรวมไปถึง “การไม่กระทำ” ในสิ่งที่พึงกระทำด้วย
๐ 
Credit: www.dvidshub.net
น้ำท่วมใหญ่ปีนี้ (พ.ศ. 2554) สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ และคนของรัฐบาลชุดนี้ ทำมากที่สุด – และเลวที่สุด – ก็คือการยกโยนความผิดไปให้ผู้อื่นอย่างปราศจากความละอาย
            แรกๆ ก็อ้างกันส่งๆ ว่า รัฐบาลที่แล้ววางยาไม่ยอมระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งเด็กประถมฟังก็ยังสงสัยว่า รัฐบาลชุดที่แล้วเขาตั้งอกตั้งใจจะไปเป็นฝ่ายค้านถึงขนาดวางแผนแกล้งแพ้เลือกตั้งกันเลยหรือ? ส่วนเด็กมัธยมก็งงไปอีกแบบว่า แล้วรัฐมนตรีที่ดูแลเขื่อนและกรมชลประทานของรัฐบาลชุดก่อนกับชุดปัจจุบัน เป็นคนละคนแต่บังเอิญมีชื่อนามสกุลเหมือนกันหรืออย่างไร?
            แต่ที่เลวกว่าคือความพยายามอย่างเป็นขบวนการที่จะกล่าวโทษการกักน้ำและระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อย่างมีนัยสำคัญที่ชื่อเขื่อน ผู้ช่วยรัฐมนตรีคนหนึ่งถึงกับกล่าวโทษน้ำจาก..... และจาก..... โดยไม่มีคำว่าเขื่อน คนมีตำแหน่งขนาดนั้นพูดผ่านสื่อทางการอย่างนั้นแล้ว สื่อวิทยุชุมชนกับสื่อในโลกไซเบอร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
            (ต้องหมายเหตุไว้ด้วยว่า การกล่าวหาโดยนัยทั้งหมดนี้ รัฐบาลไม่ได้แสดงความอนาทรร้อนใจใดๆ แม้สักเสี้ยวของการแฮ็คทวิตเตอร์นายกฯ หรือการบีบให้ลบเนื้อหาในบล็อกที่เขียนแฉการฉ้อฉลของบริจาคภายใน ศปภ.)
            เลวร้ายหนักขึ้นไปอีก เมื่อนายกรัฐมนตรีมาแสดงตนประหนึ่งได้สมรู้ร่วมคิด ปิดเกมด้วยประโยคที่ว่า “เมื่อมารับตำแหน่ง น้ำก็เต็มเขื่อนแล้ว” ก็เป็นอันสิ้นสงสัยในความพยายามที่จะชูวาทกรรมว่ามีความพยายามที่จะล้มรัฐบาลโดยผ่าน “รัฐประหารน้ำ” หรือ “วารีภิวัฒน์”
            เธอไม่ได้พูดประโยคนี้ตอนเพิ่งเข้ามาเป็นนายกฯ (8 ส.ค. 2554) หรือตอนประดิษฐ์คำว่า “บางระกำโมเดล” (20 ส.ค. 2554) แต่เธอพูดประโยคนี้ วันที่ 2 พ.ย. 2554 นี้เอง
๐ 
แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เรื่องโง่ๆ แบบนั้นหลอกได้แต่พวกเดียวกันเองที่ไม่รู้จักใช้ความคิด หรือพวกประสาทอ่อน
            อีกด้านหนึ่ง จึงมีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะใช้ตัวเลขอันเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาอ้างอิง ทั้งปริมาณน้ำฝน ปริมาณการกักเก็บน้ำในเขื่อน ปริมาณการระบายน้ำจากเขื่อน แรกๆ ก็แยกส่วนบ้าง ตัดตอนบ้าง หาค่าเฉลี่ยบ้าง จริงบ้าง มั่วบ้าง พอให้ขำบ้าง ให้สมเพชบ้าง 
            ที่น่าขำก็เช่น ความพยายามที่จะโพทนาว่าเป็นภัยธรรมชาติ เป็นปีที่มีฝนตกมากกว่าที่คิด มีน้ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ พยายามกันมากจนไปขัดกันเองกับที่พยายามกล่าวโทษอีกฝ่ายไว้ในข้อหากักเก็บน้ำไว้ล้มรัฐบาล 
            หรืออย่างความพยายามที่จะหาค่าเฉลี่ย 3 ปี 5 ปี 10 ปี จนไม่รู้ว่าจะเฉลี่ยเพื่ออวดฉลาดหรืออวดอะไร เพราะในกรณีแบบนี้ เทียบปีต่อปีระหว่างปีที่มีปัญหาน้ำท่วมเพื่อให้เห็นขนาดของปัญหาโดยเปรียบเทียบก็พอ จะเอาตัวเลขในปีที่มีปัญหาภัยแล้งมาเฉลี่ยเพื่อ.....? อันนี้ออกไปทางกึ่งขำกึ่งสมเพช 
            ส่วนที่น่าสมเพชล้วนๆ ก็เช่น ในบทความชิ้นเดียวกัน พยายามปกป้องรัฐบาลโดยการอ้างปริมาณน้ำฝนในที่ราบลุ่มภาคกลาง และอ้างการซ้ำเติมจากปริมาณน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนทางภาคเหนือ แต่กลับลืมอ้างปริมาณน้ำฝนเหนือเขื่อนทางภาคเหนือที่เป็นตัวแปรในการระบายน้ำจากเขื่อนไปเสียเฉยๆ 
            สุดท้ายก็พัฒนาพ้นจากความน่าขำ น่าสมเพช ไปเป็นความมดเท็จ จากจริงบ้าง มั่วบ้าง ไปเป็นการแต่งตัวเลข-ปั้นข้อมูลใหม่ให้ได้ดั่งใจไปเลย 
            ประเด็นนี้ ผมเคยบอกกับคนที่งุนงงกับตัวเลขที่อ้างกันไปมาแต่ไม่ตรงกันว่า เราไม่จำเป็นต้องมาเถียงกันเรื่องข้อมูล ที่เราอาจจะเข้าไม่ถึงบ้าง ไม่รู้ว่าใครตกแต่ง-บิดเบือนอะไรบ้าง เรามาดูลำดับการเดินทางของน้ำ และดูการทำงานของรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน ก็พอแล้วที่จะสรุปได้ว่ารัฐบาลทำ-หรือไม่ทำ อะไร เมื่อไร อย่างไร และผลลัพธ์ของการกระทำ-หรือไม่กระทำนั้น เป็นอย่างไร
            เราหาความจริงกันได้ไม่ยากหรอกครับ แค่เปิดหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ค้นหาข่าวหน้า 1 ย้อนหลังก็รู้แล้ว 
๐ 
ถ้าไม่แน่ใจเรื่องฝักฝ่ายของสื่อ ผมแนะนำให้ค้นจากข่าวหน้า 1 ของไทยรัฐออนไลน์ก็ได้ แต่ต้องมีเทคนิคบ้าง
            ผมให้ Google เสิร์ชคำว่า หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม 2554 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์ ตัวเลือกแรกจะพาเราตรงไปที่หน้าเว็บของไทยรัฐฉบับที่ระบุ เป็นไฟล์รูปหน้า 1 ของนสพ.ฉบับวางขาย คลิกอ่านรายละเอียดทุกข่าวได้เหมือนฉบับพิมพ์ทุกประการ (แต่ต้องสมัครสมาชิกก่อน โดยกรอกข้อมูลตามที่กำหนด หรือใช้บัญชีผู้ใช้ facebook แทนก็ได้) แล้วผมก็ได้รู้ว่า ภารกิจแรกของรัฐบาลที่เพิ่งเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ (เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554) ว่า “จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ“ ก็คือการขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยังคงมีสถานะเป็นนักโทษหนีคดี (เลขา ครม.ญี่ปุ่นแจงเหตุออกวีซ่า “ทักษิณ ชินวัตร” ระบุไทยร้องขออนุญาตให้เข้าประเทศ “นายกฯยิ่งลักษณ์” ยันไม่มีนโยบายพิเศษช่วยพี่ชาย)
            เมื่อเปลี่ยนวันที่เป็น 21 สิงหาคม 2554 ก็จะเจอพาดหัวรอง บางระกำโมเดล แก้น้ำท่วม ตามมาด้วยข้อความ ยิ่งลักษณ์ตั้งวอร์รูม น้ำท่วม ‘อยุธยา’ แล้ว มาวันที่ 27 ส.ค. 2554 เตือนน้ำเหนือ 5 วันถึงอยุธยา ส่วนวันที่ 31 ส.ค. 2554 ก็เจอข่าว แดงได้เก้าอี้ทั่วหน้า อารีเลขามท.1-เจ๋งผู้ช่วย
            ฉบับวันที่ 1 ก.ย. 2554 ข่าวย่อยบอกว่า “สถานการณ์น้ำท่วมพิษณุโลก พิจิตร เข้าขั้นวิกฤติ” ส่วนพาดหัว บอก ‘วิเชียร’ น้ำตาคลอ! ยันถูกบีบ ทำลายองค์กรตำรวจ ถัดมา วันที่ 5 ก.ย. 2554 ล้างบางมหาดไทย เด้งปลัด พร้อมกับข่าว น้ำทะลักท่วมปทุมแล้ว
            มาฉบับวันที่ 6 ก.ย. 2554 เฉลิมออกหน้าชน แจงฎีกาอภัยโทษ “ทักษิณ’ / อ่างทองอ่วมหนัก ระดับน้ำเจ้าพระยาเกินจุดวิกฤติ ส่วนข่าวน้ำท่วม ระบุว่า ‘ธีระ’ สั่งกรมชลฯ ประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล และหน่วงน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้ชาวนาในเขตลุ่มเจ้าพระยาเก็บเกี่ยวข้าว
            ตรงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการระบายและไม่ระบายน้ำจากเขื่อนที่โทษกันไปมา ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เห็นว่า การระบายน้ำจากเขื่อนอยู่ในความรับรู้และใต้อำนาจสั่งการของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นคนเดียวกันทั้งในรัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ถ้าจะมีใครมีอำนาจเหนือ รมว. เกษตรฯ สั่งการเป็นอื่น โดยที่ รมว.ไม่กล้าเปิดเผยความจริง รมว.ก็สมควรที่จะเป็นแพะรับผิดไป ไม่ใช่ยกโยนให้คนอื่น
             ถ้ายังสนุกกับการค้นหาความจริงอยู่ก็เสิร์ชไปเรื่อยๆ นะครับ ก็จะเจอข่าว “ยิ่งลักษณ์” เดินทางเยือนกัมพูชา หารือ“ฮุน เซน” ฟื้นความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ สุดปลื้มคุยโอ่เป็นการเปิดศักราชใหม่ (ฉบับวันที่ 16 ก.ย. 2554) ถ้าสงสัยว่าศักราชใหม่แบบไหน ก็ดูตรงนี้ “เมื่อถามว่ารัฐบาลคิดว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเราหรือไม่ นายกฯตอบว่า ตรงนี้เรายังพูดไม่ได้... เมื่อถามว่าแต่สมเด็จฮุน เซน บอกว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของเขา น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า การยืนยันคนละประเภทกัน” (17 ก.ย. 2554) ในขณะที่ความเสียหายจากน้ำท่วมก็เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น
            ค้นไปเถอะครับ เราจะรู้ทั้งหมดนั่นแหละ ว่านิคมอุตสาหกรรมทยอยกันจมน้ำวันไหน รัฐบาลเพิ่งตื่นมาตั้ง ศปภ. (ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม) เมื่อไร (ไม่ต้องพูดถึงว่าเพียงการตั้งชื่อศูนย์ก็สะท้อนวิสัยทัศน์ในการรับมือกับปัญหาอย่างไร) ศูนย์ที่ว่านี้ให้ข้อมูลที่ทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง ของรัฐบาล และของประเทศชาติได้ขนาดไหน จัดการกับของบริจาคได้มีประสิทธิภาพเพียงไร อาสาสมัครต้องถอนตัวออกมาเพราะอะไร คนของรัฐบาลฉ้อฉลกันด้วยวิธีไหนบ้าง ทิ้งของบริจาคและผู้ที่มาพักพิงในศูนย์กันอย่างน่าอเน็จอนาถอย่างไร ในวันที่ต้องหนีน้ำอย่างฉุกละหุกเพียงเพราะผู้นำเห็นว่าการย้ายศูนย์เป็นความพ่ายแพ้และเสียหน้า
            รวมทั้งบทบาทการแก้ไขน้ำท่วมของรัฐมนตรีทั้งคณะ ซึ่งแม้ว่าจะหายากสักหน่อย แต่ก็ยังพอเห็นถึงความความกระตือรือร้นของแต่ละกระทรวงในการเตรียมตั้งงบประมาณเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งในที่สุดก็สามารถ “บูรณาการ” เป็นงบ 800,000,000,000 บาท ภายใต้ชื่อ New Thailand ที่เราต่างก็เข้าใจตรงกันว่าหมายถึง “รัฐไทยใหม่”
๐ 
มีคนบอกว่า เราอาจวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีได้ แต่ก็ไม่ควรไปด่าว่าเธอด้วยคำว่า “โง่”
            ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะอย่างน้อยที่สุดวุฒิการศึกษาของเธอก็สำเร็จปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งการกล่าวหาว่าเธอโง่ ก็จะทำให้คนหลายสิบล้านที่เลือกเธอ และ/หรือ สนับสนุนเธอพลอยสะเทือนใจไปด้วย
            ผมยังมองข้ามความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น เรือดันน้ำ/เรือดำน้ำ หญ้าแฝก/หญ้าแพ(ร)ก กระทั่ง เดือนพฤศจิกาคม ไป เพราะเข้าใจว่า บางครั้งนักบริหารที่ประสบความสำเร็จมาจากกิจการที่พี่ชายวางคนทำงานเก่งๆ ไว้ให้พร้อม ก็อาจพลาดในเรื่องที่ตัวเองไม่ค่อยเข้าใจได้เสมอ โดยเฉพาะถ้าเขาหรือเธอเป็นคนที่แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ความสามารถค่อนข้างจำกัดมาตั้งแต่สมัยบริหารบริษัทขายสื่อโฆษณา
            แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนที่มองว่าเธอน่าสงสาร เป็นหุ่นเชิด เป็นโคลนนิ่ง เป็นอะไรก็ตามแต่ ที่คิดเองไม่ได้ ทำเองไม่เป็น เพราะถึงกระนั้น เธอก็ดูมีความสุขดีกับการใช้อำนาจตามตำแหน่ง การออกคำสั่ง การกล่าวโทษผู้อื่น และการทำในสิ่งที่คนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่อาจกระทำ
            ดูตัวอย่างได้จากภาพที่เธอหัวเราะร่วนกับหลานสาวที่ ศปภ. คลิปที่เธอหนีนักข่าวเข้าไปหัวเราะในลิฟต์ ข่าวที่เธอภูมิใจนำเสนอให้การประปานครหลวงผลิตน้ำประปาเพิ่มเนื่องจากมีน้ำทะลักเข้าคลองประปา (คืนวันที่ 20 ต.ค. 2554) ฯลฯ
            เธอไม่ได้โง่ เธอไม่ได้น่าสงสาร เพียงแต่เธอมีปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่เรียกกันว่า “วุฒิภาวะ” และเธอไม่สามารถปิดบังมันไว้ได้ ก็เท่านั้นเอง
5 พฤศจิกายน 2554

(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2554)

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประเทศไทยไม่โชคดีเหมือนเซียวฮื้อยี้

โชคดีของยิ่งลักษณ์ที่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนสิบห้าล้านคนเลือกเธอมา
โชคร้ายของประเทศไทยที่ได้ผู้ที่มีปัญหาวุฒิภาวะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
โชคดีของยิ่งลักษณ์ที่ผลกรุงเทพโพลล์ในวันครบรอบ 1 ปีของรัฐบาล (5 สิงหาคม 2555)
ระบุว่าประชาชนร้อยละ 70.4 ต้องการให้เธอทำงานต่อ
โชคร้ายของของประเทศไทยที่ "ความหายนะมวลรวมประชาชาติ" จะยังดำเนินต่อไป
หลายปีก่อน มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งขอให้ผมเขียนถึง “ผู้หญิงของจอมยุทธ์” สักคนหนึ่ง และผมก็นึกถึงหญิงผู้เป็นร่างแหที่คลุมรัดลูกปลาน้อย-เซียวฮื้อยี้
            โชคดี-ที่นักเขียนคนอื่น(ยัง)ไม่มีใครเลือกโซวเอ็ง โชคร้าย-ที่เมื่อผมเขียนเสร็จ สำนักพิมพ์ที่ขอไว้และรับไป ก็หายสาบสูญไปจากโลกของผม – เช่นเดียวกับที่ไม่เคยมีอยู่ก่อนหน้านั้น
            แต่ผมก็รักข้อเขียนชิ้นนี้เสมอมา และหวังอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่ง จะมีโอกาสนำเสนอต่อผู้อ่านจำนวนมากกว่านิ้วบนมือ
ในห้วงยามที่มีผู้นำเป็นสตรี จากการเลือกแล้วของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนสิบห้าล้าน
            ทั้งยังคงเป็นที่เชิดชูบูชาเสมอมา ของสื่อคุณภาพ และนักวิชาการฉลาดเฉลียว แม้จะเป็นที่ตระหนักแน่ในความไร้ซึ่งสติปัญญาและวุฒิภาวะของเธอ อันนำมาทั้งความน่าอับอายในระดับนานาชาติ และความหายนะมวลรวมประชาชาติ
            ถือว่าเป็นโชคดีของเธอ แต่ปัญหาคือ เธอเป็นโชคร้ายของประเทศไทย
            ในทางกลับกัน เธอยิ่งทำให้ผมนึกถึงโซวเอ็ง ผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด เด็ดเดี่ยว เชื่อมั่นในสติปัญญาตนเอง รู้กาละ รู้เทศะ และรู้เท่าทันเสมอ เป็นผู้หญิงที่โก้วเล้งสร้างขึ้นมาเอง แล้วในที่สุดก็เขียนถึงเองว่า เซียวฮื้อยี้โชคดียิ่ง ...
กว่าที่โซวเอ็งจะปรากฏตัว การผจญภัยของเซียวฮื้อยี้ก็ดำเนินไปค่อนเรื่องแล้ว
            นอกจากเรื่องราว/เหตุการณ์มากหลาย ผู้คนมากมาย เซียวฮื้อยี้ยังผ่านพบและเกี่ยวข้องกับสตรีมากหน้า ซึ่งหลายคนไม่อาจพบผ่านเพื่อลืมเลือน
            ทิซิมลั้ง หนึ่ง, เทพธิดาน้อย-เตียแซ หนึ่ง, ม่อย้งเก้า อีกหนึ่ง ล้วนเป็นสาวงามที่ดึงดูดใจ ทั้งมีวิชาฝีมือที่สูงส่งสูงกว่าเซียวฮื้อยี้เมื่อแรกที่เพิ่งออกจากหุบเขาคนโหด และต่างมีคุณสมบัติที่อาจสามารถครองใจเขาได้ทั้งสิ้น
            ในจำนวนนี้ ทิซิมลั้งมีบทบาทอยู่ในชะตาของเซียวฮื้อยี้มากที่สุด ไม่อาจบอกได้ว่านางไม่ได้รักเซียวฮื้อยี้ หรือว่าเซียวฮื้อยี้ไม่ได้รักนาง เพียงแต่ความในใจยังไม่ได้เปิดออก และยิ่งคลุมเครือเมื่อมีฮวยบ้อข่วยเข้ามาเกี่ยวข้อง
            เป็นโซวเอ็งที่มาจัดแปรความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสามให้กระจ่างชัดเจนขึ้น ทำให้ทุกคนค่อยๆ หยั่งถึงความรู้สึกจริงแท้ระหว่างกัน ด้วยความตั้งใจแน่วแน่/เปิดเผยเพียงประการเดียวของเธอ ซึ่งอาจสรุปด้วยประโยคที่เธอบอกกับพวกเจ้าจอมโหดที่เลี้ยงดูเซียวฮื้อยี้มา ข้าพเจ้ามิใช่เพียงแต่คิด (แต่งงานกับเซียวฮื้อยี้) ข้าพเจ้ามิอาจไม่แต่งงานกับเขา
            ตั้งแต่วันแรกที่ถือกำเนิด เซียวฮื้อยี้ก็เป็นเช่นลูกปลาน้อยที่เล็ดลอดจากร่างแหแห่งภยันตรายถึงชีวิตมาได้นับครั้งไม่ถ้วน บางครั้งด้วยโชคชะตา บางคราวด้วยสติปัญญา แต่ภายใต้ร่างแหอันถี่ถ้วนของโซวเอ็ง เซียวฮื้อยี้ไม่อาจหนีพ้น
โก้วเล้งแนะนำโซวเอ็งต่อผู้อ่านครั้งแรก ผ่านแป๊ะฮูหยินเมื่อลวงให้ฮวยบ้อข่วยไปขอการรักษาจากนาง ลับหลังฮวยบ้อข่วย แป๊ะซัวกุนบอกกับกังเง็กนึ้งว่า ไม่ถึงสามวันรับรองต้องบ่งบอกเคล็ดลับของวิชาตอนต่อบุปผาเชื่อมโยงหยกออกมา
            โซวเอ็งไม่ได้มีวิชาฝีมือสูงส่งที่จะเค้นคั้นผู้คน โก้วเล้งถึงกับจงใจให้โซวเอ็งไม่มีวิชาฝีมือใดๆ เพื่อจะขับเน้นไหวพริบสติปัญญาของเธอให้โดดเด่น ซึ่งประจักษ์ชัดในอีกไม่นานหลังจากนั้น จากทั้งหลุมพรางที่เธอขุดล่อให้ฮวยบ้อข่วยคายเคล็ดลับวิชาที่ไม่อาจแพร่งพราย ทั้งวิธีที่เธอจัดการกับสองสามีภรรยาแซ่แป๊ะ และกับกังเง็กนึ้งผู้มากเล่ห์เพทุบายถึงขนาดเคยทำให้เซียวฮื้อยี้เสียทีมาแล้ว
            ฉากแรกที่โซวเอ็งปรากฏตัว อยู่ในหุบเขาลับที่เธอพำนัก จากสายตาของฮวยบ้อข่วย ผู้อ่านได้เห็นภาพจากระยะไกลเป็นเงาร่างอ้อนแอ้นริมธารน้ำ นางนิ่งก้มศีรษะอยู่ที่นั้น คล้ายครุ่นคิดคำนึงและคล้ายพร่ำพรรณนาถึงวัยสาวที่เลือนลับ ความอ้างว้างในป่าเขา ต่อมัจฉาที่แหวกว่ายในสายธาร
            นั่นคือการเผยแสดงบุคลิกด้านที่โดดเดี่ยวของเด็กกำพร้าที่งุ่ยบ้อแง้รับมาเลี้ยงดู และให้แยกอยู่ตามลำพังโดยไม่มีใครกล้าตอแยสิ่งที่ถือเป็น ของวิเศษของหนึ่งในสิบสองนักษัตรที่ร้ายกาจที่สุด
            ภาพต่อมา เมื่อโซวเอ็งเหลียวมามอง เราก็ได้พบกับสาวงามที่สามารถกลบข่มสีสันของดอกไม้ในหุบเขา แต่โก้วเล้งก็ระมัดระวังไม่ให้โซวเอ็งงดงามหมดจดจนเกินไป อาจบางทีนางไม่สดใสสะคราญเช่นทิซิมลั้ง ไม่งามซึ้งตรึงตราเช่นม่อย้งเก้า และไม่งดงามเฉิดฉายเช่นเทพธิดาน้อย...เพราะเขามุ่งจะขับเน้นบุคลิกด้านอื่นของโซวเอ็งที่สะกดตรึงผู้คนยิ่งกว่าความงาม
            เทพธิดาน้อยเป็นตัวละครหนึ่งที่โก้วเล้งใช้เพื่อการนี้ เธอกล่าวถึงโซวเอ็งเมื่อแรกเห็นว่าเป็นเพียง ทารกหญิงที่มีศีรษะใหญ่โต ไม่งดงามแม้แต่น้อยเมื่อคำนึงถึงความงามดั่งเทพธิดาของเตียแซ กับเยื่อใยที่เคยมีระหว่างเธอกับเซียวฮื้อยี้ ใครก็ไม่อาจตำหนิที่เธอนึกหัวเราะเยาะลูกปลาน้อยว่าเลือกไปเลือกมาก็ได้แค่นี้เอง แต่ ภายหลังข้าพเจ้ายิ่งมายิ่งรู้สึกว่า ทารกหญิงนั้นประเสริฐยิ่ง ทุกยิ้มแย้ม ทุกความเคลื่อนไหว ไม่อาจค้นหาข้อบกพร่องได้ แม้แต่ข้าพเจ้าเห็นแล้วยังหวั่นใจ
            บุคลิกภาพของโซวเอ็งมีทั้งด้านที่สูงสง่าจนบางครั้งดูยโส เย็นชา ตามที่งุ่ยบ้อแง้เลี้ยงมาด้วยจงใจให้เป็นภาพแทนของสองประมุขวังตอนต่อบุปผา  ด้านที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถในการอ่านความคิดผู้คน ด้านที่เด็ดเดี่ยวของผู้ที่หยั่งถึงความต้องการที่แท้จริงของตน ในขณะเดียวกันก็มีต้านที่เปิดเผยมีชีวิตชีวา และด้านที่พลิกแพลงยากโต้แย้งยากปฏิเสธ
            แม้แต่ชื่อโซวเอ็ง ก็มีนัยที่โก้วเล้งเลือกมาอย่างมีความหมาย คำว่า เอ็งความหมายหนึ่งคือความองอาจ อย่างที่ฮวยบ้อข่วยเข้าใจเมื่อแรกได้ยินชื่อ แต่ความหมายที่แท้จริงคือเชอรี่จีนอันหอมหวาน
ด้วยบุคลิกเหล่านั้นที่ประกอบรวมเป็นโซวเอ็ง ทำให้โก้วเล้งสามารถสร้างแบบฉบับของผู้หญิงก่อนกาลสมัย ที่กล้ารัก กล้าเปิดเผย โดยไม่ทำให้ผู้อ่านเดียดฉันท์ หรือทำให้ตัวละครดูด้อยค่า
            ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เซียวฮื้อยี้เป็นที่ต้องตาของโซวเอ็งตั้งแต่แรกเห็นเขาเข้าไปเผชิญกับงุ่ยบ้อแง้ในถ้ำมุสิก เพราะลูกปลาน้อยมีความสามารถในการดึงดูดใจผู้คนเสมอมา การที่โซวเอ็งลอบช่วยเหลือรักษาเขาก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ทิเพี้ยโกวก็เคยช่วยเซียวฮื้อยี้หลบหนีจากประมุขวังตอนต่อบุปผา สิ่งที่โซวเอ็งแตกต่างจากผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางของเซียวฮื้อยี้ก็คือ เธอเอ่ยบอกความในใจของตัวเองโดยไม่เห็นเป็นเรื่องน่าอับอาย
            ขอเพียงข้าพเจ้าชมชอบเขา ไม่ว่าเขาชมชอบข้าพเจ้าหรือไม่ ล้วนไม่เป็นไรโซวเอ็งยังไปไกลกว่านั้นอีก เมื่อเธอบอกว่า อย่าว่าแต่ต่อให้ตอนนี้เขาไม่ชมชอบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มีวิธีทำให้เขาชมชอบ”
            รักแรกพบของโซวเอ็งอาจดูคล้ายความลุ่มหลงงมงายอย่างไร้เดียงสาที่อาจเกิดขึ้นได้กับเด็กกำพร้าคนใดก็ตามที่เติบโตอย่างโดดเดี่ยวในหุบเขา แล้วพลันได้พบกับบุรุษที่แตกต่างและน่าดูกว่าบรรดาศิษย์บริวารของงุ่ยบ้อแง้ การเปิดเผยความรู้สึกและหาวิธีที่ทำให้เซียวฮื้อยี้ชมชอบก็อาจทำให้นึกถึงธิดาทิเบตตอนต้นเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่อีก เพราะเส้นที่ขีดแบ่งระหว่างโซวเอ็งกับ เอียเท้าไร้เดียงสาหรือ โกวเนี้ยมากรักก็คือ มีแต่คนอย่างเซียวฮื้อยี้เท่านั้นที่สามารถเกาะกุมใจเธอ ในขณะที่ความสง่างาม สุภาพอ่อนโยนของฮวยบ้อข่วยไม่มีความหมายใดๆ และความสามารถในการล่อลวงสตรีจนลุ่มหลงของกังเง็กนึ้งก็ยิ่งล้มเหลว เพราะเมื่อเธอพึงตาต้องใจเซียวฮื้อยี้อแล้ว สิ่งที่จะต้องดำเนินต่อไปก็คือสิ่งที่โก้วเล้งบรรยายไว้ว่า ไม่ว่าผู้ใด ไม่ว่าเรื่องราวใด อย่าคิดหมายให้นางเปลี่ยนความตั้งใจ
            โซวเอ็งมีทั้งความชาญฉลาด มีทั้งความตั้งใจที่ไม่แปรเปลี่ยน และยังมีวิธีมากมายที่จะทำให้ความชมชอบของเธอบรรลุผล เธอติดตามเซียวฮื้อยี้แทบไม่ได้คลาดคลา อยู่เคียงข้างเขาในทุกสถานการณ์ กีดกั้นคนอื่นออกห่างจากผู้ชายของเธอด้วยท่าทีสนิทสนมกับเขาอย่างไม่ปิดบัง 
            ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งหนึ่งโซวเอ็งถึงกับส่งทิซิมลั้งไปหางุ่ยบ้อแง้ตั้งแต่แรกรู้จัก เพื่อกันศัตรูความรักของเธอออกไป สตรีที่ดีงามอาจไม่ใช่เล่ห์กลเช่นนั้น และไม่แน่ว่าทุกคนจะยอมรับเหตุผลที่เธอบอกอธิบายว่า สตรีนางหนึ่งกระทำเพื่อคนที่นางรัก ไม่ว่าทำอะไรล้วนไม่เสื่อมเสียหน้าแต่เมื่อ ไม่ว่าทำอะไรของโซวเอ็งรวมไปถึงการโดดโพรงถ้ำหมายตายตามเซียวฮื้อยี้ไปจริงๆ และรวมถึงการเดิมพันชีวิตกับฮวยบ้อข่วยด้วยสุราผสมยาพิษก่อนที่การประลองถึงชีวิตระหว่างเขากับเซียวฮื้อยี้จะเริ่มขึ้น ทุกคนก็ได้แต่ยอมรับจิตใจอันแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยนของเธอ
            โซวเอ็งจึงต่างจากทิซิมลั้งอย่างสุดขั้ว เธอไม่อ่อนไหว ไม่เจ้าทุกข์ ไม่ซุกซ่อนความในใจจนสับสน และไม่ยอมให้ชีวิตถูกพัดพาไปตามชะตาเช่นทิซิมลั้ง เมื่อรู้ว่าการประลองฝีมือระหว่างเซียวฮื้อยี้กับฮวยบ้อข่วยไม่อาจหลีกเลี่ยง และทั้งทิซิมลั้ง ทั้งโซวเอ็งต่างก็รู้ว่า เซียวฮื้อยี้ไม่อาจต้านทานฮวยบ้อข่วยได้ ทิซิมลั้งไปหาฮวยบ้อข่วย ขอร้องให้เขาไม่ฆ่าเซียวฮื้อยี้ ทั้งที่รู้ว่าเมื่อฮวยบ้อข่วยไม่ฆ่าก็ย่อมถูกฆ่า ทั้งที่ทิซิมลั้งก็ไม่ได้อยากให้ฮวยบ้อข่วยตาย ทั้งที่ถึงขณะนั้นฮวยบ้อข่วยได้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ โซวเอ็งก็ไปหาฮวยบ้อข่วย แต่เพื่อใช้ชีวิตตัวเองเดิมพันไม่ใช่ร้องขอ ถ้าเธอแพ้ เธอก็ตาย และหลังจากนั้นเซียวฮื้อยี้ก็คงตายตาม
            แต่ถ้าเธอชนะ เซียวฮื้อยี้ก็จะมีชีวิตอยู่
เซียวฮื้อยี้มักอวดอ้างว่าเขาเป็น คนชาญฉลาดอันดับหนึ่งของแผ่นดินโซวเอ็งก็ไม่ต่างกันนัก ครั้งหนึ่งเธอบอกกับฮวยบ้อข่วยว่า ทั่วทั้งแผ่นดินไม่มีผู้ใดสะกดข่มข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าอยู่สูงเลิศลอยตลอดกาล
            เมื่อพบเซียวฮื้อยี้ โซวเอ็งรำพึงว่าเซียวฮื้อยี้เป็น ดาวอสูรในชีวิตของเรา เหตุใดเราพอพบพานเขาก็สูญเสียความคิดอ่านไปแต่ในสายตาหลายคนที่รู้จักเซียวฮื้อยี้  เคยลิ้มรสความเจ้าเล่ห์แสนกลหรืออย่างน้อยก็รับรู้ความสามารถของเขาในการก่อกวนผู้คนจนอาจคลั่งใจตายได้ ครั้นเมื่อได้เห็นโซวเอ็งอยู่ข้าง ต่างพูดจาคล้ายกันว่าเธอเป็น ดาวข่มของลูกปลาน้อย
            ทั้งคู่ต่างเป็นดาวข่มซึ่งกันและกัน ยามเมื่อต่อปากต่อคำจึงมีรสชาติ มีสีสัน ตอนที่โซวเอ็งกระโดดลงไปในโพรงถ้ำ เซียวฮื้อยี้ช่วยรักษาชีวิตเธอไว้ แต่คำถามของเขาไม่หมายรักษาน้ำใจเธอเลย ข้าพเจ้ากับท่านไม่มีความสัมพันธ์อุบาทว์แม้แต่น้อย ท่านไฉนต้องตายเพื่อข้าพเจ้า? หรือท่านต้องการให้ข้าพเจ้าสำนึกขอบคุณท่าน? เป็นข้าทาสของท่านไปชั่วชีวิต?”
            โซวเอ็งกลับตอบอย่างปลอดโปร่งว่า ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการให้ท่านเป็นข้าทาสของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพียงต้องการให้ท่านเป็นสามีข้าพเจ้า
            อีกครั้งหนึ่ง ก่อนวาระสุดท้ายของลี้ตั่วฉุ่ย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศรันทดหดหู่ เซียวฮื้อยี้ห้ามทุกคนร้องไห้ หากผู้ใดหลั่งน้ำตาอีก ข้าพเจ้าจะบีบบังคับนางเป็นภรรยาข้าพเจ้า ให้นางล้างเท้าโสโครกให้แก่ข้าพเจ้าทุกวันลูกสาวลี้ตั่วฉุ่ยพยายามปาดเช็ดน้ำตา แต่โซวเอ็งกลับร้องไห้ออกมา ก่อนจะถามว่า ท่านไฉนไม่บีบบังคับข้าพเจ้าแต่งงานกับท่าน?”
            ในแง่นี้โซวเอ็งจึงต่างจากเทพธิดาน้อยที่ดื้อรั้นอย่างไม่ลดราวาศอก เธอรู้เวลาที่จะทุ่มเถียงกับเขา รู้เวลาที่จะเก็บคำ รู้เวลาที่จะช่วยคิดอ่าน รู้เวลาที่จะปลอบโยน รู้เวลาที่จะใช้เล่ห์กล รู้เวลาที่จะใช้มารยาอุบาย รู้เวลาที่จะยืนเคียงข้าง และรู้เวลาที่จะอยู่ข้างหลังหนึ่งก้าว เมื่อโก้วเล้งบรรยายตอนที่ทั้งสองทั้งขู่ทั้งปลอบเพื่อเค้นเอาความจริงจากผู้อื่นว่า คนหนึ่งรับบทหน้าดำ (ตัวร้ายบนเวทีงิ้ว) คนหนึ่งสวมบทหน้าขาว (ตัวเอก)ไม่เพียงทำให้ผู้อ่านเห็นด้วยว่า หากพวกเขายังไม่อาจคาดคั้นความจริงจากผู้อื่น ยังมีผู้ใดคาดคั้นได้แต่ยังคล้อยตามไปด้วยว่า นับเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างมาจริงๆ
            ผู้ชายหลายคนเลือกผู้หญิงจากหน้าตา-ความงาม บางคนเลือกจากความคู่ควรทางสถานะ แต่บางคนกลับต้องการผู้หญิงที่เท่าทัน เซียวฮื้อยี้เป็นคนประเภทหลัง และโซวเอ็งก็ทั้งเท่าทันทั้งรู้ใจ
            นับจากรอดชีวิตจากงุ่ยบ้อแง้ เซียวฮื้อยี้ทั้งไม่แสดงความขอบคุณ ทั้งยังว่าร้าย ระราน และพยายามสลัดหลุด เราไม่รู้แน่ว่าโซวเอ็งอ่านเซียวฮื้อยี้ปรุโปร่ง หรือเพียงปลอบใจตัวเอง เมื่อเธอบอกว่าพฤติกรรมและวาจาทั้งหมดของเซียวฮื้อยี้เป็นเพียงเพราะในใจเขากลัวว่าจะสยบยอมต่อเธอ หลงรักเธอ เพราะอย่างน้อยในเวลานั้น ในใจเซียวฮื้อยี้ยังคงมีทิซิมลั้ง
            แต่ภายใต้ร่างแหอันถี่ถ้วนของโซวเอ็งที่ดูเหมือนยิ่งแผ่คลุมและโอบรัด เซียวฮื้อยี้ก็ดูเหมือนยิ่งพยายามน้อยลงที่จะสลัดหลุด ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ซึมซับรับรสชาติที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต ... รสชาติอันอบอุ่น นุ่มนวล หวานชื่น ที่สามารถพลิกกลับร่างแหในจินตนาการของเขาให้กลายเป็นตาข่ายรองรับที่ให้ความรู้สึกอุ่นใจ มั่นคง
            สุดท้าย เราก็ได้แต่คล้อยตามโก้วเล้งอีกครั้งว่า เซียวฮื้อยี้โชคดียิ่ง
#
หมายเหตุ
- เซียวฮื้อยี้เป็นหนึ่งในเรื่องเอกของโก้วเล้ง ฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นฝีมือแปลของ ว. ณ เมืองลุง แต่การอ้างอิงในที่นี้ ใช้ตามฉบับที่ น.นพรัตน์ ได้แปลซ้ำอีกครั้งจากต้นฉบับปรับปรุงแก้ไขใหม่ ที่โก้วเล้งบอกว่าได้ตัดทอนส่วนที่เขาเห็นว่า ไม่จำเป็น ไม่เจริญวัย และไม่พอใจทิ้งไป สำนวนนี้ใช้ชื่อว่า ลูกปลาน้อย เซียวฮื้อยี้พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2535 โดยสยามสปอร์ตพริ้นติ้ง ในรูปแบบหนังสือปกอ่อนขนาดบาง  36 เล่มจบ
#
ปรับปรุงเมื่อ 6 เมษายน 2555
จากต้นฉบับที่เขียนเมื่อปี 2549
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 23 ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2555)


วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ฟักแม้ว

วันนี้ (26 ก.ค. 2555) ดูจะเป็นวันที่มีการชื่นชมเฉลิมฉลองกันเอิกเกริกเบิกบาน
ผมเองก็อยากจะมีส่วนร่วมกับเขาบ้าง 
แต่ครั้นจะคิดใหม่เขียนใหม่ ก็คงจะไม่ทัน(ทั้ง)การณ์และกาล
ข้อเขียนชิ้นนี้แม้จะเก่าไป(ไม่)หน่อย เพราะเขียนไว้ตั้งแต่ปลายปี 2548 
แต่ก็ภูมิใจนำเสนอด้วยความจริงใจอย่างยิ่งยวด
จู่ๆ ฟักแม้วก็กลายเป็นพืชผักสวนครัวยอดนิยมขึ้นมาในทันทีทันใด
            ด้วยพื้นภูมิความรู้ทางพืชผักที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ย แรกที่เห็นเขาจ่ายแจกกันให้ทั่วไปหมดเมื่อตอนต้นเดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2548) ผมก็ยังงงๆ อยู่ว่ามันเป็นอะไรกันแน่ พอดูยอดชัดๆ ถึงได้เข้าใจว่า น่าจะเป็นผักอย่างเดียวกับที่เคยเอายอดมาต้มมาลวกกินอยู่บ่อยๆ แต่รู้จักในชื่อ มะระแม้ว
            คุณสมบัติขี้สงสัยที่ติดตัวมาแต่เกิด เดือดร้อนตัวเองต้องหาทางทำความรู้จักกับเจ้าผักชื่อน่าชังชนิดนี้ให้มากกว่าที่เคยเด็ดยอดกินสักหน่อย ที่ว่าน่าชังก็เพราะทั้งฟักทั้งมะระไม่เคยเป็นผักในสารบบการกินของผม ฟักนั้นนานๆ จะกินสักชิ้นเวลาที่ลอยมาในน้ำซุปข้าวมันไก่ แต่รสขมของมะระนั้นเกินจะรับจริงๆ
            ส่วนแม้วในความหมายดั้งเดิมไม่เคยรู้สึกเป็นคำน่าชังประการใด สมัยหนึ่งยังเอามาใช้เป็นคำขยายของคำว่า เดี๋ยวพอขำๆ เช่นเวลาใครบอกว่าเดี๋ยวได้ เดี๋ยวมา แล้วต้องรอกันเป็นค่อนวันไปจนถึงเป็นสัปดาห์ (อย่างเช่นกำหนดนัดส่งต้นฉบับคอลัมน์นี้) ก็จะเรียกว่า เดี๋ยวแม้ว
Oops! this photo link appears to be error
            มาปีหลังๆ นี้เอง ที่คำว่า แม้วในอีกความหมายหนึ่งที่เจาะจง ให้ความรู้สึกน่าชัง แต่ไม่ได้น่าชังแบบที่คนโบราณเคยชมเด็กๆ ว่า น่ารักน่าชังตามคติที่กลัวว่าผีปีศาจจะมาเอาตัวไป แต่เป็นน่าชังที่เต็มความหมาย และหลายคนก็คงอยากให้ปีศาจเอาตัวไปเสียที
            ถามว่าปีหลังๆ นี่ปีไหน สำหรับผม ซึ่งมักจะหลงปีพ.ศ.เสมอ คงต้องตอบโดยอ้างอิงตามเหตุการณ์ว่า ตั้งแต่ปีที่มีใครสักคนคุยโม้เรื่องจะแก้ปัญหาจราจรในหกเดือน หรือไม่ก็ปีที่มีหัวหน้าพรรคไหนสักพรรคโกหกรายวันเรื่องการเลือกตัวแทนพรรคเข้าชิงผู้ว่า กทม. สองเหตุการณ์นี้อยู่ปีเดียวกันหรือเปล่าก็จำไม่ได้จริงๆ
            ต้องลองไปถามอดีตผู้ว่าฯ-คุณกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา
สำหรับผู้ที่ความรู้ทางพฤกษศาสตร์อยู่ในชั้นอนุบาลเหมือนผม ลองมาทำความรู้จักพืชผักชนิดนี้ก็คงไม่ถึงกับเปลืองเวลาเปล่า
            มะระแม้ว หรือฟักแม้ว มีชื่ออีกหลายชื่อ บางที่เรียกมะระหวาน บางคนก็เรียกมะเขือเครือ หรือถ้าจะให้หรูหน่อย ก็มีคนเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า chayote ซึ่งพอถอดเสียงมาได้คล่องลิ้นคล่องปากว่า ชาโยเต้ทำให้คนคิดว่าเป็นภาษาแม้วไปเลยก็มี ดิคชันนารีภาษาอังกฤษแบบอเมริกันข้างๆ ตัวผม บอกว่าเป็นพืชผักพื้นเมืองในเขตร้อนชื้นบ้านเขา แต่บ้านเรามีที่มาจากผักพื้นบ้านของชาวเขาที่ปลูกกันตามดอย
            ฟักแม้วเป็นพืชผักตระกูลแตง เข้าใจว่าชื่อเดิมที่เรียกกันแพร่หลายมาก่อนคือมะระหวาน เพราะผลมีรูปร่างหน้าตาคล้ายมะระ แต่มีรสหวาน จึงเรียกกันไปตามนั้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก จนเมื่อชาวเขาเอาพืชผลมาขายให้นักท่องเที่ยวกันเป็นล่ำเป็นสัน ตามที่บางแหล่งข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2542 จึงเป็นที่มาของชื่อมะระแม้ว ซึ่งเข้าใจว่าเรียกโดยอิงกับเผ่าที่ปลูกที่ขาย คล้ายๆ กับพริกรสจัดจ้านที่เราเรียกกันว่าพริกกะเหรี่ยง แต่ในช่วงเวลาเดียวกันก็มีบางคนเรียกว่าฟักแม้ว แล้วก็กลายเป็นคำที่นิยมเรียกกันติดปากมากกว่า ทั้งที่รูปทรงและผิวภายนอกดูยังไงก็ไม่ชวนให้โยงไปถึงฟักสักเท่าไหร่
            เขาบอกว่าทางใต้แถวยะลา ก็มีการปลูกมานานแล้วเหมือนกัน แต่ลักษณะผลต่างจากพันธุ์ที่ปลูกกันทางเหนือ คือมีผิวเรียบกว่า ร่องลายบนเปลือกไม่ลึก เข้าใจว่ามีต้นพันธุ์มาจากมาเลเซีย
            โดยความที่ระบบข้อมูลของฝรั่งตะวันตกเขาดีกว่าเรา ฟักแม้วจึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เขาอ้างได้ว่ามีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง แถวๆ คอสตาริโก กัวเตมาลา เม็กซิโก และบางพื้นที่ในอเมริกา อันนี้ก็ว่ากันไป เพราะเราไม่มีข้อมูลแบบนี้ แล้วก็บอกกันได้แค่ว่า ประเทศไทยรับเอาฟักแม้วมาปลูกเมื่อใดไม่มีบันทึกโดยไม่เผื่อสักนิดว่าอาจเป็นพืชผักท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลก็เป็นได้
            เช่นเดียวกับผักอื่นๆ ที่พอเริ่มเป็นที่นิยมก็มีการขยายพันธุ์ กระจายพื้นที่ปลูก ประกอบกับเป็นพืชผลที่ปลูกเลี้ยงง่าย ให้ผลผลิตทั้งปี จากบนดอยก็เริ่มกระจายมายังพื้นราบทางภาคเหนือและอีสานตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิเหมาะสม แต่ในระยะหลังเริ่มปลูกกันทางภาคกลางด้วย จังหวัดที่ร้อนตับแลบอย่างกาญจนบุรีก็มีปลูก ระยะหลังทั้งยอดทั้งผลจึงหากินหาซื้อได้ง่ายขึ้น ทั้งตามร้านอาหาร ตามตลาดใหญ่ๆ และซูเปอร์มาร์เก็ต
            คุณสมบัติที่ทนทานต่อโรคและแมลง ทำให้ฟักแม้วมีความเสี่ยงต่อสารพิษจากยาฆ่าแมลงต่ำ จึงอินเทรนด์ไปกับยุคเห่ออาหารสุขภาพและปลอดสารพิษ ทั้งที่เวลาเราจ่ายเงินแพงกว่าสำหรับซื้อผักแต่ละชนิดที่ติดตราว่า ปลอดสารพิษเราแน่ใจไม่ได้หรอกว่าจริงตามนั้นหรือเปล่า แล้วก็หวังพึ่งหน่วยงานไหนไม่ได้ด้วย แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้คนหนึ่งบอกว่า ไร่สวนข้างๆ โรงงานของเขาที่เพชรบุรี ฉีดยาฆ่าแมลงกันทุกวัน แล้วก็ส่งขึ้นรถไปขายภายใต้ตราปลอดสารพิษทุกวันเหมือนกัน
ผมไม่เคยลองกินผลฟักแม้ว ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้ว แม้มีคนบอกว่ามันหวาน ไม่ขม แต่ผมก็ไม่ชอบพืชผักรสหวานอีกนั่นแหละ นอกจากนี้เมนูที่นิยมทำกันประเภท ฟักแม้วผัดไข่ แกงจืดฟักแม้ว แกงส้มฟักแม้ว ไม่ใช่อาหารที่ผมนิยม
            แต่เพราะเป็นพวกเกลียดตัวกินไข่ (ในทำนองเดียวกับที่แอนตี้ AIS แต่ตัดใจยกเลิกเบอร์สวยๆ ไม่ลง) ยอดมะระแม้วหรือยอดฟักแม้ว จึงเป็นผักโปรดชนิดใหม่ที่มาแรงมาก ปกติผมเป็นคนที่กินผักสด หรือเอาไปยำแทนผักบุ้ง แทนยอดมะพร้าวก็เข้าที แต่ถ้าจะต้ม จะลวก ก็อย่าให้ถึงกับสิ้นความกรุบกรอบ ยอดฟักแม้วในมื้ออาหารนอกบ้านของผมจึงมักจะอยู่ในหม้อสุกี้
             ทั้งยอดและผลของฟักแม้วให้คุณค่าทางอาหารสูง ที่มีมากก็คือแคลเซียม วิตะมินซี และฟอสฟอรัส จึงถือเป็นผักทางเลือกแทนผักใบเขียวอื่นๆ ที่อาจจะกินกันมาจนเบื่ื่อแล้ว ทั้งเป็นผักแนะนำสำหรับผู้ที่ล่วงเข้าวัยที่มีปัญหาเรื่องกระดูก รวมทั้งป้องกันโรคใหม่ๆ ที่ผมเพิ่งได้ยินมาสักปี-สองปีนี้เอง คือโรคขาดฟอสฟอรัส ได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามว่า มันเป็นการ แตกแบรนด์เพื่อสร้าง ตลาดใหม่ใน ธุรกิจสุขภาพหรือเปล่า
สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน (2548) ที่เขาแจกจ่าย ฟักแม้วกันเอิกเกริก มันเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งตามสภาพดินฟ้าอากาศแล้ว ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงที่ฟักแม้วได้ราคา เนื่องจากเป็นพืชที่ชอบน้ำพอสมควร เมื่อเข้าช่วงแล้งพืชผลคงจะน้อยลงและไม่สวยเท่า ยอดฟักแม้วก็เช่นกัน เท่าที่กินมาพบว่าอวบงามสมบูรณ์เป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน
            มีคำอธิบายว่า ภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการที่ตลาดกลางรับซื้อพืชผลหลายแห่งเริ่มมีการตีกลับฟักแม้วจำนวนมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคไม่มั่นใจในความปลอดภัย เกรงว่าฟักแม้วที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในช่วง 5 ปีมานี้ปนเปื้อนสารพิษตามที่เคยมีรายงานผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการมาแล้วเป็นระยะๆ เพียงแต่ที่ผ่านมายังเป็นการตั้งสมมติฐานจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนจำกัด และการสะสมของสารพิษตกค้างในร่างกายผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่มากพอที่จะแสดงอาการ ยกเว้นในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีไม่มากนัก และมักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปัญหาเฉพาะบุคคลในกลุ่ม ภูมิต้านทานสารอาหารในฟักแม้วต่ำ
            การขยายพื้นที่ปลูกออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเมื่อต้นปีนี้ ทำให้มีผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคฟักแม้วมากขึ้น ปริมาณสะสมของสารพิษตกค้างจึงเพิ่มถึงขีดที่ก่อให้เกิดอาการแสดงในผู้บริโภควงกว้างขึ้น รายงานการตรวจพบสารพิษในฟักแม้วครั้งหลังสุดที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครวรรค์ เมื่อวันที่ 31 ต.ค. (2548) ได้สร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในหมู่ผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขายในตลาดครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี แม้ในกลุ่มนักบริโภคที่เคยเชื่อว่าจะไม่เหลือสารพิษตกค้าง หากผ่านการล้างจนสะอาด หรือนำไปปรุงด้วยความร้อน
            มีรายงานจากหลายพื้นที่ว่า เกษตรกรผู้ปลูกได้เร่งเด็ดยอดเด็ดผลส่งขายให้กับตลาดที่ยังรับซื้ออยู่ ก่อนที่ราคาจะตกไปกว่านี้ และมีแนวโน้มว่าเกษตรกรอาจจะเลิกปลูกฟักแม้วต่อไปหลังจากหมดช่วงอายุของรุ่นที่ให้ผลในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ยังรอผลสรุปยืนยันจากนักวิชาการเกษตรที่ยังคงถกเถียงกันบนสมมติฐานต่างๆ ว่า สารพิษในฟักแม้วเกิดจากกระบวนการขยายพันธุ์ที่ผิดพลาด หรือเกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม หรือกลายพันธุ์โดยธรรมชาติจากสภาพดินและการบำรุงดิน หรือเป็นปฏิกิริยาเคมีต่อการใช้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช เนื่องจากสารตกค้างที่พบยังไม่เคยในพืชผักชนิดใดมาก่อน แม้จะมีองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกับที่เคยพบในผักบางชนิดในอดีตก็ตาม
            นักวิชาการเกษตรบางคนบอกว่า มีความเป็นไปได้ที่สาเหตุจะเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน และการตัดสินใจของเกษตรกรในบางพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรและอุทัยธานีน่าจะเป็นตัวอย่างการแก้ปัญหาที่ปลอดภัยที่สุด
            โดยการรื้อถอนทำลายทั้งรากทั้งโคนให้หมดแปลงไปเลย
#
2 พฤศจิกายน 2548
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 17 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2548)

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Talking Heads

Credit: education.eol.org

บ้านญาติผมมีนกขุนทองตัวหนึ่งพลัดหลงมา ถ้ามาเฉยๆ ก็คงไม่มีใครได้สังเกต แต่นี่มาแบบเอาหัวชนประตูกระจกแล้วก็ร่วงลงไปกองกับพื้นระเบียง พอมีคนเข้าไปดู มันก็ส่งเสียงออดอ้อนทักทายก่อนเลยว่า สวัสดีค่ะ คุณแม่ขา
            นกขุนทองก็คงเหมือนนกกระจิบกระจอกอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่ากระจกใสๆ ไม่ใช่อากาศธาตุ แต่นกขุนทองรู้ที่จะเลียนคำของผู้คน เมื่อรักษาพยาบาลกันดีแล้ว ขุนทองตัวนั้นก็กลายเป็นนกเลี้ยงของบ้านนั้นไป
            เวลามีเสียงเลื่อนประตูรั้ว มันก็จะส่งเสียงแจ๋นๆ ทักทายก่อนเลยว่า สวัสดีค่ะ มาหาใครคะโดยไม่รับรู้ว่าใครเขาเข้ามาหรือว่าจะออกไปกันแน่ เข้าใจว่าเจ้าของเก่าคงสอนไว้เยอะ มันจึงมีถ้อยประโยคให้เจื้อยแจ้วได้ทั้งวัน ใครอยากให้มันพูดอะไรใหม่ๆ ก็แค่ไปยืนพูดย้ำๆ สอง-สามครั้ง เดี๋ยวมันก็เลียนตามได้ทั้งถ้อยคำน้ำเสียง แล้วเวลาที่มัน (คงจะ) เบื่อ มันก็จะบ่นงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ของมันไปเรื่อย
            อย่างตอนนี้ (พ.ศ. 2550) ถ้าใครไปหน้ากรง บอกว่า คมช.ออกไปมันก็จะช่วยไล่ คมช. ให้วันละหลายๆ รอบ
กระบวนการย้ำซ้ำ (หรืออีกนัยหนึ่ง กรอกหู”) ได้ผลไม่เฉพาะกับนกแก้วนกขุนทอง แต่ยังสามารถสร้างและเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คน นกขุนทองอาจจะไม่ได้รับรู้อะไร ถ้ามีใครไปบอกกับมันว่า ทิวาหล่อ ทิวาหล่อแต่เมื่อมันถ่ายทอดต่อออกไปทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง คนที่ไม่เคยรู้หน้าค่าตา บ.ก.สีสัน ก็จะคุ้นชินต่อการรับรู้เช่นนั้น คนที่เคยเห็นหน้ากันอยู่และเคยเห็นแย้งก็อาจจะค่อยๆ รู้สึกว่าทิวาหล่อขึ้น
            หนุ่มหล่อสาวสวยผู้มีความสามารถรอบด้านที่เด่นดังอยู่ในวงการบันเทิงทุกวันนี้ จำนวนมากเป็นผลผลิตของกระบวนการย้ำซ้ำที่ทำกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น สร้างและเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนได้จำนวนมากขึ้นและเร็วขึ้น คนๆ หนึ่งสามารถเริ่มจากเวทีประกวดอะไรสักอย่างไร ตามมาด้วยการถ่ายแบบ และ/หรือแสดงมิวสิควิดีโอ จนใบหน้าเริ่มปรากฏต่อการรับรู้ เส้นทางของการเป็นนักร้อง นักแสดง ดีเจ พิธีกร ฯลฯ ก็จะเปิดกว้าง ไม่ทางใดทางหนึ่งก็ทุกๆ ทาง
            เป็นไปตามทฤษฎีการสมรู้ของยุคสมัยที่ว่า หากคนๆ หนึ่งคนนั้นได้ทำอะไรอย่างหนึ่ง ย่อมต้องหมายความว่าเขา/เธอมีความสามารถ และเมื่อมีความสามารถอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมต้องมีความสามารถที่จะทำอะไรอย่างอื่นๆ ได้ (และดี) ด้วย ในขณะเดียวกัน ที่อาจจะเคยดูไม่หล่อ/ไม่สวยในตอนแรก ก็จะหล่อ/สวยขึ้นมาได้เองตามระดับชื่อเสียงและความคุ้นชิน
            “ขอเพียงเราสร้างกระแสขึ้นมาเท่านั้น” 
ก่อนวันที่ 30 พฤษภาคม (พ.ศ. 2550) ผมได้รับรู้ว่ามีคนไม่ใช่น้อยๆ เลยที่เห็นว่า ถ้าจะยุบพรรคไทยรักไทยก็ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย หรือไม่ก็ต้องไม่ยุบทั้งสองพรรค แต่เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาพรรคไทยรักไทยคืออะไร ต่างกับข้อกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร เกือบทั้งหมดไม่รู้ ถามว่าจำที่มาที่ไปและท่าทีของ กกต. ชุดก่อนต่อทั้งสองคดีได้ไหม เกือบทั้งหมดจำไม่ได้ หลายคนจำได้แต่ว่า กกต. ชุดนั้นถูกศาลพิพากษาจำคุก แล้วไงเหรอ?”
            นั่นก็เป็นผลผลิตของกระบวนการให้นิยามความยุติธรรม ซึ่ง (ต้อง) หมายถึง การยุบ/ไม่ยุบ ทั้งสองพรรคเสมอกัน (โดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเล็กที่เหลือ) เป็นกระแสที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากคำพิพากษาก่อเตรียมกันมาก่อนหน้านี้หลายเดือน และขานต่อซ้ำๆ กันมาแบบนกขุนทอง
            เพื่อนำไปสู่วาทกรรม อำนาจจากปากกระบอกปืนที่ต่อเนื่องมาจากวาทกรรมในชุด สิบเก้าล้านเสียง” “ทุนนิยมชั่วช้าดีกว่าศักดินาล้าหลัง
กระบวนการย้ำซ้ำสามารถสร้างกระแสอันอาจโน้มนำและเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้คนในบริบทและห้วงเวลาเฉพาะ แต่วาทกรรมในแง่หนึ่งอาจนิยามอย่างสั้นว่าเป็นการพยายาม สร้างความจริงขึ้นมา
            นักคิดผู้ทรงอิทธิพลในเรื่อง วาทกรรมคือ นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสชื่อมิเชล ฟูโกต์ (1926-1984) เขาเสนอแนวคิดว่า ความจริงของสรรพสิ่งไม่สำคัญเท่ากับการรับรู้ ทัศนะ และระบบการคิด การให้เหตุผล ซึ่งอาจนิยามรวมว่า วาทกรรม” (discourse) ของคนเราต่อสิ่งนั้น
            แนวคิดของมิเชล ฟูโกต์ มีจุดต่างจากปรัชญาวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของคาร์ล มาร์กซ์ ในแง่ที่การคลี่คลายทางสังคมไม่ได้เป็นผลจากวิวัฒนาการ/เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เขามีจุดร่วมกับมาร์กซ์ในเชิงวิภาษวิธี ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นผลจากการปะทะ ประสาน แต่ก็ต่างกันตรงที่ไม่จำเป็นต้องเป็นการปะทะ ประสาน ระหว่างโครงสร้างทางอุดมการณ์ ทฤษฎีสังคม-การเมือง หรือชนชั้น หากเป็นโครงสร้างทางความคิดที่สัมพันธ์กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมที่คลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย
            แนวคิดแบบฟูโกต์ค่อนข้างมีเสน่ห์สำหรับนักคิดร่วมสมัย โดยเฉพาะกลุ่มโพโม หรือโพสต์โมเดิร์น เพราะนอกจากช่วยเปิดมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ได้ชัดและกว้างขึ้น ยังเผยแสดงถึงสมรภูมิแห่งวาทกรรมเพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์และการปะทะขัดแย้งต่างๆ ในปัจจุบันสมัย ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคมได้ดีขึ้น
            ยกตัวอย่างผลเอแบคโพลล์ ที่ทำการสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่อสถานภาพคุณธรรมในสังคมไทย ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และประมวลผลออกมาเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ พบว่า ในขณะที่ค่าคะแนนของคุณธรรม 6 ด้านที่สำรวจ อยู่ที่ 66.3 คะแนน จาก 100 แต่ในขณะเดียวกันกว่า 70% เอนเอียงที่จะยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นถ้าทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น
            ปฏิทัศน์เช่นนี้สะท้อนอะไรได้มากมาย และมันก็อาจเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า วาทกรรม โกงกันบ้างช่างมัน ขอให้เศรษฐกิจดีก็แล้วกันที่ก่อกันมาแต่สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้หยั่งรากของฐานคิดที่ให้ค่าผลประโยชน์เหนือความถูกต้องดีงามเอาไว้อย่างแข็งแรงเพียงใด
            ด้วยอานุภาพเช่นนี้ ย่อมจูงใจให้จงใจ ผลิตวาทกรรมเพื่อสนองวัตถุประสงค์และผลประโยชน์โดยเจาะจงของแต่ละกลุ่มผลประโยชน์ และไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ประเด็นต่อสู้ทางการเมือง
เพราะ ความจริงไม่สำคัญเท่ากับ การรับรู้เครื่องมือที่ทรงพลังของการผลิตวาทกรรมจึงอยู่ที่กระบวนการสื่อสารแบบตอกย้ำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสังคมเชื่อฟังสื่อ และเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อสิ้นจรรยา
            การเรียนรู้จากฟูโกต์ จะทำให้เรารู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะไปอภิปรายโต้แย้งกับนักผลิตวาทกรรม หรือกระทั่งนกขุนทองที่เจื้อยแจ้วไปตามวาทกรรมที่ต้องจริตหรือเอื้อประโยชน์ตน เพราะเขาจะไม่ใช้เหตุผลและความจริงกับเรา เขาจะพูดแต่สิ่งที่เขาต้องการให้เป็นที่รับรู้และข้อกล่าวหาโจมตีกลับ
            เหมือนกับกรณียุบพรรค ซึ่งไม่ได้มีความพยายามโต้แย้งหักล้างในส่วนความผิดที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เขาจะพร่ำบอกถึงความไม่ยุติธรรม คณะผู้พิพากษาไม่มีความชอบธรรม การจ้องทำลายล้าง และอำนาจจากกระบอกปืน  กระทั่งนำไปสู่สมการสตึๆ ทักษิณ = ประชาธิปไตยที่ดูเหมือนจะเหมาะแต่กับคนขาดสติ
            ในแง่หนึ่ง วาทกรรมที่จัดสร้างขึ้นเพื่อแสวงประโยชน์ ดูจะสะท้อนและสัมพันธ์กับกระบวนวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์แยกส่วน ว่ามนุษย์สามารถสร้างและ/หรือพิสูจน์ความจริงเฉพาะด้านย่อยๆ ได้ การเสนอความจริงเฉพาะด้านจะสามารถกันความจริงด้านที่เหลือออกจากการมองเห็นและรับรู้ของผู้คนได้ หรือกระทั่งสามารถปฏิเสธการมีอยู่ของความจริงที่ไม่สามารถสอบวัดอย่างเป็นภาวะวิสัย
            แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ความจริงจะมลายไปภายใต้เงื่อนไขของการไม่รับรู้และมองไม่เห็น
            แล้วคนที่เอาหัวชนความจริงอันกระจ่างใส ก็ใช่ว่าจะโชคดีเหมือนนกขุนทองทุกรายไป
#
12 มิถุนายน 2550
(ตีพิมพ์ในนิตยสาร สีสัน ปีที่ 18 ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2550)